โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

มุมมองกูรูสิงคโปร์ เรื่องรัฐมนตรีกลาโหมอเมริกา ไม่รู้จักอาเซียน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 07 ก.พ. 2568 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 07 ก.พ. 2568 เวลา 06.41 น.

Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์

วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

www.facebook.com/bintokrit

มุมมองกูรูสิงคโปร์

เรื่องรัฐมนตรีกลาโหมอเมริกา

ไม่รู้จักอาเซียน

การกลับเข้าสู่ตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาของโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่เพียงแต่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่การเมืองภายในของสหรัฐเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปสู่การเมืองโลกอย่างมหาศาลด้วย

ซึ่งหากพิจารณาเฉพาะเจาะจงลงไปที่ภูมิภาคอาเซียนแล้ว ก็ดูเหมือนว่าแนวนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับสหรัฐเปลี่ยนแปลงไปหลายประการทั้งในทางบวกและลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง

ท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของสหรัฐอเมริกาต่ออาเซียนแสดงออกให้เห็นอย่างเด่นชัดผ่านหลายเหตุการณ์

หนึ่งในนั้นก็คือกรณีที่ “พีท เฮกเซธ” (Pete Hegseth) ถูกวางตัวให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (defence secretary) คนใหม่ในรัฐบาลทรัมป์

เฮกเซธดังข้ามโลกในชั่วข้ามคืนจากคลิปตอบคำถามที่เขาไม่ทราบว่าประชาคมอาเซียนมีกี่ประเทศ

ซึ่งแม้ไม่น่าประหลาดใจเท่าใดนัก แต่การที่ว่าที่รัฐมนตรีกลาโหมคนใหม่ไม่สามารถยกตัวอย่างชาติสมาชิกอาเซียนได้แม้แต่ประเทศเดียวก็นับว่าน่าตกใจมาก

มิหนำซ้ำยังยกเกาหลีใต้และญี่ปุ่นขึ้นมาซึ่งไม่มีชาติใดเป็นประเทศอาเซียนเลย

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รู้สึกวิตกกังวลถึงแนวนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาต่อภูมิภาคอาเซียนว่าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร

และเหตุใดทรัมป์จึงแต่งตั้งบุคคลที่ขาดความรู้ความเข้าใจกิจการระหว่างประเทศมาดำรงตำแหน่งนี้

พีท เฮกเซธ ว่าที่รัฐมนตรีหนุ่มวัย 44 เป็นอดีตพิธีกรข่าวจาก Fox News จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยปรินซ์ตัน (Princeton University) และปริญญาโทสาขานโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University)

เขามีประสบการณ์ทางทหารจากการปฏิบัติงานที่ฐานทัพเรือ ณ อ่าวกวนตานาโมในคิวบา และผ่านสมรภูมิรบทั้งในอิรักและอัฟกานิสถานมาแล้ว

ก่อนที่ต่อมาจะสร้างความฮือฮาไปทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อแสดงให้เห็นว่าแทบไม่มีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับกิจการอาเซียนเลย

เควิน เฉิน (Kevin Chen) นักวิชาการจาก S. Rajaratnam School of International Studies (RSIS) แห่งมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนานยาง (Nanyang Technological University) หรือ NTU ประเทศสิงคโปร์ ได้วิเคราะห์เรื่องนี้ไว้ในบทความเรื่อง Trump’s defence chief pick cannot name a single ASEAN country – here’s why that’s worrying เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2568 ที่ผ่านมา ทางเว็บไซต์สำนักข่าว Channel News Asia (CAN) ของสิงคโปร์

ตามลิงก์ https://www.channelnewsasia.com/commentary/trump-defence-secretary-pete-hegseth-cannot-name-asean-country-4862576

โดยเฉินคิดว่าการที่ทรัมป์ตัดสินใจเลือกเฮกเซธมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมนั้นไม่ใช่เพราะความรู้ความเข้าใจของเฮกเซธในเรื่องกิจการระหว่างประเทศ ไม่ว่าท้ายที่สุดแล้วเฮกเซธจะได้รับการรับรองให้เป็นรัฐมนตรีกลาโหมหรือไม่ก็ตาม

แต่การวางคนเช่นนี้สะท้อนทัศนะของทรัมป์และรัฐบาลชุดใหม่เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอเมริกากับอุษาคเนย์

และตอกย้ำให้เห็นสัญญาณอันตรายต่อประชาคมอาเซียนสองประการซึ่งชาติสมาชิกพึงระวัง

เหตุการณ์ที่เฮกเซธแสดงออกว่าไม่รู้จักอาเซียนนั้นเกิดขึ้นในวันที่ 14 มกราคม ระหว่างการตอบคำถามในที่ประชุมคณะกรรมาธิการการทหารของวุฒิสภา (Senate Armed Services Committee) เพื่อซักถามและพิจารณารับรอง (confirmation hearing) ผู้เตรียมเข้ารับตำแหน่งในรัฐบาลใหม่

โดยสมาชิกวุฒิสภาที่ตั้งคำถามเฮกเซธในเรื่องนี้ก็คือหญิงเหล็ก “ส.ว.แทมมี ดัคเวิร์ธ” (Tammy Duckworth) วุฒิสมาชิกจากรัฐอิลลินอยส์ อดีตทหารผ่านศึกลูกครึ่งไทย-อเมริกัน ผู้โด่งดังจากการสูญเสียขาทั้งสองข้างไปในสนามรบที่ประเทศอิรัก

ดัคเวิร์ธถามเฮกเซธว่าอาเซียนมีสมาชิกอยู่กี่ประเทศ ซึ่งเฮกเซธตอบไม่ได้

ดัคเวิร์ธยังถามเฮกเซธอีกว่าให้ช่วยยกตัวอย่างประเทศในอาเซียนมาหนึ่งประเทศ และสหรัฐอเมริกามีข้อตกลงอะไรกับประเทศนั้น

เฮกเซธก็ดันตอบว่าเกาหลีใต้กับญี่ปุ่น รวมทั้งพาดพิงถึงออสเตรเลียซึ่งสหรัฐอเมริกามีข้อตกลงเรื่องเรือดำน้ำอยู่ภายใต้ความร่วมมือของกลุ่มออคัส (AUKUS) อันประกอบไปด้วยสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และอังกฤษ

ทำให้ดัคเวิร์ธตำหนิว่าเฮกเซธควรทำการบ้านมาบ้าง เพราะประเทศทั้งหมดที่กล่าวมาไม่มีชาติใดเป็นสมาชิกอาเซียนเลย

เฉินคิดว่าการที่เฮกเซธไม่สามารถระบุนามประเทศอาเซียนได้ ทั้งๆ ที่บางประเทศ อย่างเช่น ฟิลิปปินส์กับไทยก็เป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐอเมริกา ได้ทำลายคำกล่าวของทรัมป์ก่อนหน้านี้ที่อ้างว่าอาเซียนเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ย่านอินโดแปซิฟิกของสหรัฐ

เฉินมองว่าทรัมป์เลือกเฮกเซธหาใช่เพราะความรู้ความเข้าใจการเมืองระหว่างประเทศ

แต่เพื่อจุดประสงค์ภายในของรัฐบาลเอง นั่นคือเสริมสร้างความเข้มแข็งของกองทัพให้เฉียบขาดน่าเกรงขาม

ตลอดจนฟื้นฟู “วัฒนธรรมนักรบ” (warrior culture) ภายใต้รัฐมนตรีสายเหยี่ยวผู้มีประสบการณ์จริงจากการเป็นทหารผ่านศึก

เฮกเซธดูไม่ค่อยยี่หระเรื่องสันติภาพ เขาแทบไม่เอ่ยถึงวิธีการยุติสงครามรัสเซีย-ยูเครนและแนวทางการจัดการความปลอดภัยในดินแดนตะวันออกกลางเลย

ดังนั้น หากหวังจะเข้าใจภาพรวมนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลทรัมป์ว่ามีทิศทางเป็นอย่างไรก็ให้สังเกตจากท่าทีของ “มาร์โค รูบิโอ” (Marco Rubio) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ (secretary of state) คนใหม่ ก็จะให้ภาพที่ครบถ้วนสมบูรณ์กว่า ขณะที่เรื่องของเฮกเซธนั้น เฉินมองว่าสามารถสะท้อนให้เห็นถึงข้อกังวล 2 ประการที่อาเซียนพึงระวัง

ดังนี้

1.รัฐบาลทรัมป์มีแนวโน้มสร้างความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ในอาเซียนแบบทวิภาคีมากกว่าพหุภาคี ซึ่งอาจทำให้ประเทศอาเซียนเสียเปรียบ

คำถามสำคัญก็คือแนวนโยบายของสหรัฐอเมริกาต่อจากนี้จะเน้นหนักไปในทิศทางไหนกันแน่ ระหว่างความร่วมมือแบบทวิภาคีกับแต่ละประเทศ หรือว่าความร่วมมือกับชาติต่างๆ ผ่านประชาคมอาเซียน

เนื่องจากหลายเหตุการณ์ที่ผ่านมาในอดีตได้แสดงให้เห็นว่าสหรัฐชอบการเจรจากับกลุ่มเล็กมากกว่ากลุ่มใหญ่

และทรัมป์ก็นิยมการเจรจาแบบทวิภาคีมากกว่าพหุภาคี เพราะง่ายต่อการต่อรองให้สหรัฐอเมริกาได้ผลประโยชน์สูงสุดทั้งในทางเศรษฐกิจและการทหาร

ซึ่งนำมาสู่ข้อกังวลของชาติต่างๆ ว่าสหรัฐอเมริกาจะได้อยู่ฝ่ายเดียว ทำให้ประเทศอาเซียนสูญเสียผลประโยชน์ไปโดยปราศจากข้อได้เปรียบร่วมกัน (collective advantage)

2.รัฐบาลสหรัฐแยกแนวปฏิบัติด้านความมั่นคงกับเศรษฐกิจออกจากกัน อันนำมาสู่ความไม่สมดุลทางนโยบายต่อภูมิภาคอาเซียน

ข้อกังวลประการที่สองก็คือการที่สหรัฐอเมริกาแยกแนวทางความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับกลาโหมออกจากกันอย่างชัดเจน ทำให้ทิศทางความร่วมมือในอาเซียนเกิดความไม่สมดุลขึ้นอย่างรุนแรง

แนวยุทธศาสตร์ของสหรัฐอาจเป็นไปในทิศทางหนึ่ง ขณะที่แนวนโยบายอาจดำเนินไปอีกทิศทางหนึ่ง

ยกตัวอย่างเช่น ยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกเสรีและเปิดกว้าง พ.ศ.2562 (2019 Free and Open Indo-Pacific Strategy) ซึ่งให้ความสำคัญเป็นพิเศษแก่บทบาทด้านการพัฒนาเศรษฐกิจในการบรรลุเสถียรภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ทว่า อีกด้านหนึ่งสหรัฐก็ถอนตัวจากข้อตกลงหุ้นส่วนภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership หรือ TPP) อันแสดงให้เห็นว่าสหรัฐมุ่งเน้นเรื่องความปลอดภัยมากเกินไปจนทำลายเศรษฐกิจและการค้า

อีกทั้งบรรดาผู้สนับสนุนของเฮกเซธยังมองว่าอาเซียนเป็นประชาคมทางด้านเศรษฐกิจ-การเมือง (political-economic union) ฉะนั้น จึงไม่จำเป็นที่รัฐมนตรีกลาโหมจะต้องกังวลสนใจมากนัก

ซึ่งยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่สมดุลทางนโยบายที่ไม่น่าจะได้รับการแก้ไขในอนาคตอันใกล้

เฉินเสนอหนทางรับมือกับปัญหาว่าประชาคมอาเซียนควรจับมือกันอย่างเหนียวแน่นเป็นเอกภาพ ผนึกกำลังกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างพลังต่อรอง

โดยผู้นำอาเซียนต้องสื่อสารอย่างชัดเจนถึงจุดยืนในประเด็นต่างๆ ด้านความมั่นคง

เพื่อแสดงให้สหรัฐเห็นถึงอำนาจและความสำคัญของภูมิภาคไม่ให้ถูกมองข้าม

ซึ่งระหว่างนี้ก็ยังมีโอกาสมากมายในการพูดคุยกับเฮกเซธสำหรับอธิบายให้เข้าใจความแตกต่างของอาเซียน

เช่น เวทีสนทนาแชงกรี-ลาประจำปีนี้ (Shangri-La Dialogue) ที่จะจัดขึ้น ณ สิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 30 พฤษภาคม-1 มิถุนายน 2568

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : มุมมองกูรูสิงคโปร์ เรื่องรัฐมนตรีกลาโหมอเมริกา ไม่รู้จักอาเซียน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...