โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เปิดเรื่องราวเงินมืด กัมพูชา-เมียนมา-ลาว ฮับ แก๊งมิจฉาชีพ เม็ดเงินสะพัด 1.5 ล้านล้านบาท

การเงินธนาคาร

อัพเดต 14 ม.ค. 2568 เวลา 15.17 น. • เผยแพร่ 14 ม.ค. 2568 เวลา 08.17 น.

เปิดประเด็น ธุรกิจเงินมืดอาเซียน กัมพูชา เมียนมา และลาว กลายเป็นศูนย์กลาง แก๊งมิจฉาชีพ รายได้จากการหลอกลวงสะพัด 1.5 ล้านล้านบาท ปัญหาร้ายที่ยากจะแก้ไขได้

การหลอกลวงทางออนไลน์ในทุกวันนี้มีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดย แก๊งมิจฉาชีพ หาช่องทางต่าง ๆ ใหม่ ๆ เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อเพิ่มมากขึ้น โดยความความเสียหายจากการหลอกลวงเหล่านี้นับเป็นมูลค่ามหาศาล และศูนย์กลางของอาชญากรรมไม่ได้ตั้งอยู่ที่ไหนไกล แต่เป็นประเทศเพื่อนบ้าน รอบประเทศไทย นั่นก็คือ กัมพูชา เมียนมา และลาว ซึ่งเม็ดเงินจากธุรกิจมืดกลายเป็นแหล่งเงินที่ใหญ่มาก และคิดเป็นสัดส่วนมากถึงเกือบครึ่งหนึ่งของผลิตภัณฑ์มวลรวม (GDP) ของทั้งกัมพูชา เมียนมา และลาว

ในวันนี้ "การเงินธนาคาร" จะพาเจาะลึกและวิเคราะห์ถึงเรื่องราวของแก๊งมิจฉาชีพและเงินสีเทาที่ครอบงำภูมิภาคจนกลายเป็นเนื้อร้ายที่ยากจะรักษาได้

ศูนย์กลางสแกมเมอร์ของอาเซียน : ลาว กัมพูชา และเมียนมา

ประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะลาว กัมพูชา และเมียนมา กลายเป็นศูนย์กลางของการหลอกลวงทางออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากการปกครองที่อ่อนแอ ความไม่มั่นคงทางการเมือง และเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยประเทศเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะคือมีการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวด การทุจริตคอร์รัปชันที่แพร่หลาย และการขาดแคลนทรัพยากรในการปราบปรามกลุ่มอาชญากร ส่งผลประเทศเหล่านี้กลายเป็นสวรรค์สำหรับบรรดามิจฉาชีพและธุรกิจสีเทา

นอกจากนี้แล้ว การที่ลาว เมียนมา และกัมพูชา รวมถึงไทย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ใกล้กับจีน ซึ่งเป็นแหล่งสำคัญของมิจฉาชีพหลอกลวง ทำให้แก๊งมิจฉาชีพสามารถใช้ไทยเป็นจุดผ่านแดนในขวนการค้ามนุษย์เพื่อลักลอบขนส่งผู้คนข้ามพรมแดนมาเข้าร่วมขบวนหลอกลวงได้อย่างง่ายดาย โดยที่ตั้งของแก๊งเหล่านี้กระจายอยู่หลายจุดใกล้กับชายแดนไทย รวมถึงฝั่งเมียนมาตรงข้ามกับแม่สอด และปอยเปตในกัมพูชา โดยขบวนการมิจฉาชีพเหล่านี้ได้หยั่งรากลึกในระบบเศรษฐกิจของลาว เมียนมา และกัมพูชาไปแล้ว

รายงานของสถาบันสันติภาพแห่งสหรัฐอเมริกา (USIP) ระบุว่า กัมพูชา ลาว และเมียนมาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการหลอกลวงทางออนไลน์ระดับโลก โดยในปี 2566 แค่กัมพูชาพียงประเทศเดียวก็สร้างรายได้จากการหลอกลวงมากกว่า 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) นอกจากนี้แล้ว แก๊งเหล่านี้มีส่วนรับผิดชอบต่อการขโมยและหลอกลวงเอาเงินจากเหยื่อ ประมาณ 3.9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนมากกว่าครึ่งของมูลค่าการหลอกลวงทั่วโลกที่ประมาณ 6.39 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

กลลวงของแก๊งมิจฉาชีพทำงานอย่างไร : การค้ามนุษย์และศูนย์การสแกม

การค้ามนุษย์เป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมการหลอกลวงของแก๊งมิจฉาชีพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเหยื่อถูกบังคับให้เข้าร่วมกระบวนการฉ้อโกงในรูปแบบต่าง ๆ เช่น ชักชวนให้มาลงทุน ชักชวนไปทำธุรกิจ ชักชวนไปทำงานเช่น งานโรงงาน หลอกลวงผ่านการหาคู่ออนไลน์ และการหลอกลวงอื่น ๆ โดยผู้ที่ตกเป็นการค้ามนุษย์ไม่ได้มีแค่คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่เหยื่อจำนวนมากมาจากจีน และแม้แต่ประเทศฝั่งตะวันตก

ขนาดของขวนการเหล่านี้นับว่าน่าตกใจเป็นอย่างมาก โดยรายงานอาชญากรรมข้ามชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประมาณการว่า ผู้ที่ถูกหลอกให้เข้าขบวนการมีมากถึง 305,000 ราย โดยอย่างน้อย 220,000 ราย ในเมียนมาและกัมพูชา และอีก 85,000 รายในลาว โดยศูนย์กลางของแก๊งมิจฉาชีพมักดำเนินการในพื้นที่ห่างไกล แต่เขตเมืองก็มีไม่น้อยเช่นกัน โดยคนงานจะถูกบังคับให้ทำงานกะละ 12 ชั่วโมงขึ้นไป โดยแทบไม่ได้พักผ่อน หรือได้รับค่าตอบแทนใด ๆ แต่ละคนได้รับมอบหมายให้กำหนดเป้าหมายเหยื่อแตกต่างกันไป

การดำเนินการหลอกลวงเหล่านี้มีการจัดระเบียบมาเป็นอย่างดีและมักดำเนินการโดยเครือข่ายอาชญากรที่ซับซ้อน ซึ่งใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อซ่อนตัวตนและสถานที่ที่แท้จริง ทำให้เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายไม่สามารถติดตามหาตัวได้ หรือติดตามได้ยาก โดยคนงานเหล่านี้จะถูกกักขังในสถานที่ที่มีการรักษาความปลอดภัย และมีการใช้ความรุนแรงหรือทรมาน สภาพการทำงานนั้นเลวร้ายมาก คนงานมักจะถูกบังคับให้ทำงานกะละ 12 ชั่วโมงขึ้นไป โดยแทบไม่ได้พักผ่อนหรือได้รับค่าตอบแทนใด ๆ และถูกข่มขู่ว่าจะทำร้าย หากไม่สามารถหลอกหาเงินจากเหยื่อได้ตามโควตารายวัน โดยคนงานเหล่านี้แทบจะไม่สามารถหาทางหนีหรือขอความช่วยเหลือได้ และมักจะติดอยู่ในนั้นเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี

ผลประโยชน์สูงลิ่ว : เงินมืดกลายเป็นศูนย์กลางของเศรษฐกิจ

กัมพูชาเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมการหลอกลวงของมิจฉาชีพ โดย ณ เดือนพ.ค. 2567 รายได้จากการสแกมอยู่ที่ อย่างน้อย 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (4.35 แสนล้านบาท) หรือมากกว่า 40% ของ GDP ของกัมพูชา ซึ่งทำให้เงินสีเทาเหล่านี้กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจของประเทศ โดยหลายพื้นที่ เช่น สีหนุวิลล์ ได้กลายเป็นศูนย์กลางหลักของแก๊งมิจฉาชีพ โดยแก๊งมิจฉาชีพมักตั้งธุรกิกถูกกฎหมายบังหน้าเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ ซึ่งกำไรมหาศาลจากการหลอกลวงของแก๊งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นเชื้อเพลิงหล่อเลี้ยงขบวนการเท่านั้น แต่ยังมีส่วนทำให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในท้องถิ่นอีกด้วย เนื่องจากเครือข่ายแก๊งอาชญากรสีเทาเหล่านี้มักมีความเชื่อมโยงกับบรรดาบุคคลที่มีอิทธิพล ตั้งแต่ภาครัฐไปจนถึงภาคเอกชน

เมียนมาและลาวก็มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมนี้ โดยกระบวนการหลอกลวงเมียนมา สร้างรายได้จากประมาณ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (5.22 แสนล้านบาท) และรายได้ของลาวอยู่ที่ประมาณ 5-7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี (1.74 ถึง 2.43 แสนล้านบาท) โดยเชื่อกันว่าเงินจำนวนมากถูกโอนไปยังกลุ่มอาชญากรทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยกิจกรรมทางอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการหลอกลวงใน 3 ประเทศ คาดว่าน่าจะสร้างมูลค่าเป็นเม็ดเงินอย่างน้อย 4.38 หมื่นล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งคิดเป็นมากกว่า 40% ของ GDP อย่างเป็นทางการของทั้ง 3 ประเทศ

เงินทุนที่ผิดกฎหมายเหล่านี้ถูกฟอกเงินผ่านช่องทางต่าง ๆ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจสีเทาดำเนินต่อไป อีกทั้งช่วยหล่อเลี้ยงกลุ่มอาชญากรให้สามารถค้ามนุษย์ได้เพิ่มมากขึ้น และทำให้วงจรการแสวงหาประโยชน์อันเลวร้ายนี้หมุนเวียนต่อไปเรื่อย ๆ และแม้ว่าอุตสาหกรรมนี้จะมีส่วนสนับสนุนเศรษฐกิจท้องถิ่นอย่างมาก ในแง่ของการไหลเวียนของเงิน แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายการดำเนินธุรกิจที่ถูกกฎหมาย บิดเบือนพลวัตของตลาด และขัดขวางการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว ยิ่งไปกว่านั้น การทุจริตเป็นวงกว้างยังกัดกร่อนให้หลักนิติธรรมของประเทศอ่อนแอลงด้วย

บทส่งท้าย : การแก้ไขที่ไม่งาย

อุตสาหกรรมการหลอกลวงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ส่งผลกระทบในวงกว้าง และสร้างความเสียหายต่อชื่อเสียงของภูมิภาคอย่างรุนแรง แม้ว่าประชาคมอาเซียนได้ดำเนินการเพื่อปรับปรุงความร่วมมือในภูมิภาคและเพิ่มการแบ่งปันข่าวกรอง แต่การขาดกลไกการบังคับใช้กฎหมายที่มีประสิทธิภาพและเจตจำนงทางการเมืองที่สอดคล้องกันระหว่างประเทศสมาชิก ยังคงเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้าที่สำคัญ และแม้อาเซียนจะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการประสานงานความพยายามเหล่านี้

แต่ตราบใดที่ไม่มีการบังคับใช้มาตรการทางกฎหมายที่เข้มงวดยิ่งขึ้นและความร่วมมือข้ามพรมแดน ผลกระทบของปฏิบัติการหลอกลวงของแก๊งมิจฉาชีพก็จะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป ส่งผลให้ความไม่เท่าเทียมกันทางเศรษฐกิจและสังคมรุนแรงขึ้น ทำให้วัฏจักรแห่งการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนไม่จบสิ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อการพัฒนาในระยะยาวและสถานะระดับโลกของภูมิภาคอย่างร้ายแรง

อ้างอิง : voanews.com , usaid.gov , rfa.org ,asiafinancial.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจอาเชียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...