โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

จากเจ้าพระยาถึงอิรวดี เส้นทางสู่สันติภาพในเมียนมา

MATICHON ONLINE

อัพเดต 25 ธ.ค. 2567 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 24 ธ.ค. 2567 เวลา 02.00 น.

จากเจ้าพระยาถึงอิรวดี เส้นทางสู่สันติภาพในเมียนมา

ชายแดนระหว่างไทยและเมียนมาที่ทอดยาวต่อเนื่องถึง 2,401 กิโลเมตร ส่งผลให้สงครามกลางเมืองที่กำลังเดือนพล่านในเมียนมา ร้อนระอุถึงไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่ว่า ความไม่มั่นคงในเมียนมาเปรียบเสมือนความไม่มั่นคงของไทย ตั้งแต่การรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2021 ความขัดแย้งในเมียนมาส่งผลกระทบต่อไทยในหลากหลายมิติ ตั้งแต่ด้านเศรษฐกิจ สังคม ไปจนถึงเกียรติภูมิของไทยในเวทีระหว่างประเทศ

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม ที่ผ่านมา ศูนย์นโยบายยุทธศาสตร์ (Center for Strategic Policy: CSP) จัดงานสัมมนาภายใต้หัวข้อ Myanmar and Thailand at Crossroads: Strategic Pathways to Regional Peace and Stability ในวาระเปิดตัวองค์กร โดยนายสุภลักษณ์ กาญจนขุนดี กรรมการศูนย์นโยบายยุทธศาสตร์ นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายที่ไทยสามารถมีบทบาทนำในการรับมือกับสถานการณ์ในเมียนมา แต่ยังคงรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประโยชน์ของประเทศไว้ได้ในขณะเดียวกัน

นายสุภลักษณ์กล่าวว่า หลังจากที่ตัดมาดอว์เข้ายึดอำนาจ ขบวนการอารยะขัดขืนส่งผลให้เศรษฐกิจของเมียนมาถดถอยอย่างรุนแรงติดลบในช่วงแรกถึง 18-19 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้น ตัดมาดอว์ถดถอยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ตัวเลขกำลังพลลดลงจากตัวเลข 300,000- 400,000 นาย เหลือเพียง 150,000 นายเท่านั้น ทำให้กองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ที่รักษาการในพื้นที่มีแค่เพียงหลักสิบ โดยปัจจัยสำคัญของเรื่องนี้มาจากความไม่พอใจจากการปกครองของตัดมาดอว์ ส่งผลให้เกิดกรณีทหารแปรทัพ บวกกับการที่ประชาชนในวัยทำงานไม่ต้องการเข้าสู่สงคราม ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายเกณฑ์ทหารที่ไม่ได้ถูกใช้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี ซึ่งทำให้เกิดภาวะการโยกย้ายถิ่นข้ามมายังไทยด้วย

ความอ่อนแอของกองทัพที่ตกต่ำอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ส่งผลให้ขีดความสามารถในการครอบครองพื้นที่ลดลงเป็นอย่างมาก โดยไม่สามารถควบคุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเมียนมา ส่งผลให้เกิดการตั้งคำถามถึงศักยภาพของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง ลาย และมีเสียงเรียกร้องหนาหูอีกว่า ควรจะมีผู้นำคนอื่นเข้ามารับตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ดี ฝ่ายต่อต้านตัดมาดอว์เองก็แตกกันเป็นก๊กเป็นเหล่า นายสุภลักษณ์ชี้ว่า นี่เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่ชาวบะหม่าจับอาวุธและตั้งกองกำลังหันปากกระบอกปืนใส่กันเอง ภายในกองกำลังพิทักษ์ประชาชน (PDF) สามารถแบ่งกลุ่มเป็นได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่ ประกอบไปด้วย PDF ที่อยู่ภายใต้ รัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) PDF ที่อยู่ภายใต้ร่มธงของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธอย่างสหภาพแห่งชาติกะเหรี่ยง (KNU) และ PDF ที่เป็นอิสระ

ในขณะเดียวกัน กองกำลังกลุ่มชาติพันธุ์ในเมียนมามีอยู่คณานับ อาทิ กองกำลังโกกั้ง (MNDAA) กองทัพอาระกัน (AA) กองทัพคะฉิ่น (KIA) และกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาติพันธุ์เหล่านี้ล้วนแต่มีเป้าหมายต่างกันทั้งสิ้น โดยกลุ่มที่นับถือศาสนาคริสต์มีความเข้าใจและต้องการสหพันธรัฐ ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มที่เคยเป็นชนเผ่ามาก่อน เพราะมีความประสงค์ที่จะสถาปนารัฐของตนเท่านั้น ความแตกแยกนี้สาวความรุนแรงในเมียนมาให้ยืดเยื้ออย่างไม่เห็นจุดสิ้นสุด

สถานการณ์ความยุ่งเหยิงในเมียนมาซับซ้อนมากยิ่งขึ้นเพราะเมียนมาเป็นแหล่งขุมทรัพย์ผลประโยชน์ของจีน โดยจีนต้องการใช้เมียนมาเป็นระเบียงเศรษฐกิจเชื่อมมหาสมุทรอินเดียกับมณฑลยูนนาน และที่สำคัญ เมียนมาเป็นผู้ผลิตแหล่งสินแร่หายาก (rare earth) ใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยแร่นี้เป็นเป็นทรัพยากรที่สำคัญอย่างยิ่งในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นวัสดุที่ใช้ในการผลิตโทรศัพท์มือถือไปจนถึงขีปนาวุธ นายสุภลักษณ์ระบุว่า ผลประโยชน์ที่มีมูลค่ามหาศาลในเมียนมาดึงดูดความสนใจจากสหรัฐด้วย จากข่าวล่าสุด สหรัฐกำลังสร้างปฏิสัมพันธ์กับ NUG KNU บางกลุ่ม และ PDF บางฝ่าย รวมถึงพรรคก้าวหน้าแห่งชาติคะเรนนี (KNPP) อีกทั้ง เขตแหล่งสู้รบในเมียนมาเป็นแหล่งผลิตยาเสพติดที่ระบาดไปทั่วโลก ซึ่งสหรัฐก็กำลังประสบกับปัญหานี้อยู่เช่นเดียวกัน

วิกฤตความขัดแย้งในเมียนมาสะเทือนมาถึงไทยโดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน ในด้านความมั่นคง ความรุนแรงที่เกิดขึ้น ประกอบกับความต้องการในการแสวงหาโอกาสในชีวิตส่งผลให้เกิดคลื่นผู้พลัดถิ่นลูกใหญ่ โดยมีตัวเลขถึงประมาณ 4-5 ล้านคน ไม่ว่าจะจดทะเบียนหรือไม่ อีกทั้งยังทำให้เกิดปัญหาการลับลอบขนสินค้าและการค้ามนุษย์ ในขณะเดียวกัน ลูกปืนใหญ่และกระสุนจากการโจมตีทางอากาศก็ยังกระทบมายังพื้นที่ของไทยด้วย ยิ่งไปกว่านั้น ไทยพึ่งพาก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาราว 13% แสดงให้เห็นว่าเมียนมามีความสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยอย่างยิ่ง

ในด้านเศรษฐกิจ การค้าชายแดนถือเป็นหัวใจของการค้าระหว่างไทยและเมียนมา การต่อสู้เมื่อเดือนเมษายนส่งผลให้มูลค่าการค้าระหว่างชายแดนลดลงในหลักแสนล้านบาท และมีการเก็บค่าผ่านทางและการคุ้มครองการขนส่งสินค้าจากกองกำลังติดอาวุธที่อยู่ในพื้นที่แม่สอดไปจนถึงย่างกุ้ง ซึ่งราคาอาจจะสูงถึง 10,000 บาทต่อเที่ยว

นายสุภลักษณ์เน้นย้ำถึงความสำคัญในการจัดการกับปัญหาผู้อพยพของไทยโดยกล่าวว่า ผู้พลัดถิ่นจำนวนมากมีศักยภาพและองค์ความรู้ บางคนมีทักษะในทางสาธารณสุขและทางการแพทย์ ขณะที่ไทยจดทะเบียนแรงงาน 1-2 ล้านคนอย่างถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีชาวเมียนมาประมาณ 9 หมื่นคนที่อาศัยอยู่ในค่ายอพยพตั้งแต่ปี 1988 ไทยจึงควรพิจารณาว่า จะเพิกเฉยต่อสถานการณ์เช่นนี้หรือจะให้ผู้อพยพมาเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย

นายสุภลักษณ์นำเสนอยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทยในการจัดการกับปมความขัดแย้งในเมียนมา ในทางการทูต ไทยควรส่งเสริมการหารือกับสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) ในขณะที่เสริมสร้างความสัมพันธ์กับกลุ่มอื่นๆ ไปด้วยในขณะเดียวกัน นอกจากนั้น ควรมีการแต่งตั้งทูตพิเศษเกี่ยวกับปัญหาเมียนมาที่จะปฏิบัติหน้าที่ในช่วงเวลาหนึ่ง แทนผู้แทนพิเศษด้านเมียนมาของประธานอาเซียนที่หมุนเวียนไป อีกทั้ง ไทยควรใช้ความสัมพันธ์อันดีที่มีกับประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะกับจีนให้เป็นประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในเมียนมา

ในด้านความมั่นคง กองทัพไทยควรที่จะใช้ระบบโดรนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการลาดตระเวนและตรวจจับการกระทำที่ผิดกฎหมาย บวกกับไทยควรยกระดับความสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อให้สามารถมีความร่วมมือในแก้ไขปัญหาอาชญกรรมข้ามชาติด้วย

ในทางเศรษฐกิจ ควรมีการสร้างพื้นที่ปลอดภัยสำหรับเส้นทางการค้าระหว่างแม่สอด-เมียวดี-ย่างกุ้งให้เป็นระบบมากขึ้น ไปพร้อมกับการผ่อนคลายระเบียบบางประการในกระบวนการขออนุญาตเข้าทำงานในประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ ให้คนกลุ่มนี้สามารถเข้ามาช่วยพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้ และควรมีการส่งเสริมความร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ผลัดถิ่น ตลอดจนให้สามารถมั่นใจได้ว่าผู้ลี้ภัยจะสามารถเข้าถึงการศึกษาและประกอบอาชีพเลี้ยงชีพตนและครอบครัวได้

ขณะที่เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ไทยเป็นเจ้าภาพการหารืออย่างไม่เป็นทางการระหว่างเมียนมากับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีผู้แทนระดับรัฐมนตรีและผู้แทนระดับสูง 6 ประเทศ ได้แก่ ไทย เมียนมา สปป.ลาว จีน อินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ เปิดเผยว่า ทุกฝ่ายได้หารือกันอย่างสร้างสรรค์ในเรื่องความมั่นคงชายแดน ซึ่งรวมถึงเรื่องการปราบปรามปัญหายาเสพติด การค้ามนุษย์ การค้าอาวุธ ตลอดจนวิกฤตการหลอกหลวงออนไลน์ที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ โดยทุกประเทศเห็นพ้องในการยกระดับความร่วมมือเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว นอกจากนั้น ที่ประชุมได้เรียกร้องการยุติความรุนแรงในเมียนมา และขอให้ทุกกลุ่มหันหน้ามาพูดคุยกันอย่างสันติอีกด้วย

ต่อมาในวันที่ 20 ธันวาคม นายมาริษได้นำผลหารือเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ไปแจ้งในที่ประชุมอย่างไม่เป็นทางการแบบขยายระดับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ไทยเป็นเจ้าภาพ เพื่อให้ผู้แทนอาเซียน 9 ประเทศทราบถึงพัฒนาการในเมียนมา ในเวทีอาเซียนดังกล่าวยังมีการหารือถึงการส่งเสริมการดำเนินการตามฉันทามติ 5 ข้อ และเห็นพ้องว่าความสงบในเมียนมาเป็นผลประโยชน์ของชาติอาเซียนทั้งหมดด้วย

ในงานสัมมนาเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม คุณลัดดาวัลย์ ตันติวิทยาพิทักษ์ จากมูลนิธิร่วมมิตรไทย-พม่า เล่าว่า กลุ่มต่อต้านยืนกรานที่จะไม่พูดคุยกับฝ่ายตัดมาดอว์ และยืนยันที่จะต่อสู้ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉายภาพให้เห็นว่าการที่ไทยให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชาชนในเมียนมานั้น เป็นการส่งเสริมความเป็นฉันมิตรและความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์และไทย ซึ่งจะช่วยเปิดประตูให้ทุกฝ่ายมานั่งโต๊ะเจรจาร่วมกัน โดยไทยมีบทบาทนำในการผลักดันให้เกิดการพูดคุยมาโดยเสมอ แสดงให้เห็นว่าไทยได้ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมเพื่อก่อให้เกิดสันติภาพในเมียนมา รวมถึงเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัญหาเมียนมาไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ได้ง่าย แต่ไทยในฐานะเพื่อนบ้านยังต้องพยายามแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ผลประโยชน์ของไทยหรือเมียนมา แต่ยังถือเป็นผลประโยชน์ของอาเซียนโดยรวม

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จากเจ้าพระยาถึงอิรวดี เส้นทางสู่สันติภาพในเมียนมา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...