โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

กุนซือซื้อรัก

นิยาย Dek-D

อัพเดต 05 ก.พ. 2567 เวลา 03.32 น. • เผยแพร่ 05 ก.พ. 2567 เวลา 03.32 น. • โกโก้น้อย8998
ใครจะคิดว่ากุนซือปากคมอย่างกับเหยี่ยว ชาญฉลาดและเจ้าเล่ห์จนไม่มีใครกล้าต่อกร กลับถูกลอบวางยาจนหนอนยักษ์กลายเป็นหนอนน้อย!!

ข้อมูลเบื้องต้น

คำโปรย

ใครจะคิดว่ากุนซือปากคมอย่างกับเหยี่ยว ชาญฉลาดและเจ้าเล่ห์จนไม่มีใครกล้าต่อกร กลับถูกลอบวางยาจนหนอนยักษ์กลายเป็นหนอนน้อย!ทำอย่างไรก็ไม่หือไม่อือจนชายหนุ่มเริ่มท้อ ทว่าขณะกำลังสิ้นหวังว่าชีวิตนี้คงไม่มีทายาทสืบสกุล เขากลับเจอเด็กสาวใสซื่อผู้หนึ่งทำให้หนอนน้อยคืนชีพ!ท่ามกลางความชุลมุนที่นางกำลังถูกบังคับแต่งให้พ่อค้าเฒ่า กุนซือผู้เจ้าเล่ห์ร้ายกาจมีหรือจะปล่อยนางให้หลุดมือ เมื่อถูกขอร้องให้ช่วยนางจากบิดาใจร้ายที่ขายลูกสาว

ลี่ถังอยากให้ตนเองเกิดอาการง่วงเหงาหาวนอน จึงพยายามชวนอีกฝ่ายคุย“เช่นนั้นเรามานับแกะกันเถอะ ข้านับหนึ่ง พี่เหยียนนับสอง ข้านับสาม พี่เหยียนนับ…”

“หากยังไม่รีบนอน เจ้าจะไม่ได้นอนแล้วนะ” ชายหนุ่มเตือนเสียงดุ แกะเดียวที่เขาให้ความสนใจในตอนนี้คือแกะสายรัดเอว!

มีวาสนาร่วมกัน

1

มีวาสนาร่วมกัน

ภายในห้องนอนกว้างใหญ่ตกแต่งด้วยภาพวาดหรูหรางดงามวิจิตร บนเตียงมีเงาร่างสองร่างกำลังเล้าโลมคลอเคลียกันไปมา ทว่าจู่ ๆ ชายหนุ่มก็หยุดมือลงพลางออกคำสั่งเสียงเข้ม

“ออกไป!”

หญิงสาวผงะตกใจ ก่อนจะรวบรวมความกล้าลูบไล้ท่อนขากำยำอีกครั้ง แต่ชายหนุ่มไม่สนใจนาง เขาลุกขึ้นสวมชุดอย่างหัวเสีย เมื่อเห็นชายหนุ่มไม่มีทีท่าจะสานสัมพันธ์สวาทต่อ หญิงสาวก็เลิกตอแยแล้วลุกขึ้นไปสวมชุดของตนเช่นกัน ไม่นานคนทั้งคู่ก็ออกมาจากห้อง ใบหน้าแลดูไม่สบอารมณ์ยิ่ง

บุรุษอีกคนที่ยืนรออยู่นอกห้องถามอย่างร้อนใจ “สำเร็จหรือไม่”

หญิงสาวผู้เป็นนางโลมส่ายหน้า สื่อความหมายว่างานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ

“ไร้ประโยชน์!” เฉินอี้ แม่ทัพใหญ่เจ้าของจวนตวาดดังลั่น แล้วโยนถุงเงินให้นางโลมคนดังกล่าว “หากมิใช่เพราะเจ้าเป็นใบ้ เขียนหนังสือไม่ได้ ข้าคงไม่ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดกลับไป จำไว้! คืนนี้เจ้าไม่เห็น ไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น”

นางโลมพยักหน้าราวไก่จิกข้าวสาร รีบร้อนจากไปก่อนบุรุษทั้งสองจะเปลี่ยนใจ

“ตำหนิไปก็เท่านั้น หาใช่ความผิดของนางไม่” เหยียนชง คือผู้อยู่บนเตียงกับหญิงสาวก่อนหน้านี้

“หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป เจ้าทนรับคำนินทาเหล่านั้นไหวหรือ” เฉินอี้ย้อนถาม เรื่องที่เหยียนชงมีอาการนกเขาไม่ขันเพราะถูกลอบวางยาพิษ ไม่เคยมีผู้ใดล่วงรู้ความลับนี้นอกจากตนที่เป็นสหาย อาการนกเขาไม่ขันรบกวนจิตใจเหยียนชงมานานหลายปี รักษามาสารพัดวิธีแล้ว ทว่ากลับไม่อาจเยียวยาให้หายดีได้

เหยียนชงกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ความลับไม่มีในโลก ช้าเร็วย่อมต้องมีคนล่วงรู้เข้าสักวัน”

“รอบนี้ไม่สำเร็จ รอบหน้าต้องสำเร็จแน่ เจ้าอย่าได้ถอดใจเชียว อาการนกเขาไม่ขันเป็นเรื่องใหญ่ของบุรุษ อย่าได้นิ่งนอนใจ ปล่อยไว้นานมันจะสายเกินแก้” เฉินอี้ให้กำลังใจและเตือนสติว่าเรื่องแบบนี้ไม่อาจรอเวลาได้ หากทิ้งไว้เนิ่นนานอาการของอีกฝ่ายจะไม่อาจกลับมาเป็นปกติ จึงต้องหาทางรักษาโดยเร็วที่สุด

“ช่างเถิด ขนาดหมอที่ว่าเก่งกาจนักหนายังรักษาไม่หาย ข้าเลิกสนใจเรื่องนี้แล้วละ” แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ใบหน้าของเหยียนชงกลับไม่ได้ปล่อยวางเลยสักนิด คิ้วเข้มขมวดเป็นปมแน่น ครุ่นคิดหาวิธีให้ตนเองหายจากอาการนี้สักที

“เพราะข้ากับเจ้าปากดีเกินไปกระมัง ศัตรูจึงมีอยู่รอบด้าน เมื่อถูกลอบกัดจึงหาตัวผู้ลงมือไม่ได้” เหยียนชงพูดประโยคนี้ด้วยสีหน้าไม่พอใจ จนเฉินอี้สะดุ้งโหยงเมื่อถูกกล่าวพาดพิง

ทั้งสองเป็นสหายกันมาเนิ่นนาน คนหนึ่งเป็นแม่ทัพ อีกคนเป็นกุนซือ ยามเมื่ออยู่ในท้องพระโรงจึงเข้าขากันดีเสียเหลือเกิน จนไม่รู้ว่าความเถรตรงและวาจาร้ายกาจดุจคมมีดนี้ ได้ลอยไปสะกิดความเกลียดชังของผู้ใดบ้าง ทว่ารู้ตัวอีกที ฝ่ายนั้นก็ลอบกัดกุนซือเสียแล้ว และที่เลือกลงมือกับเหยียนชงก็เพราะเขาเป็นที่ปรึกษาของเฉินอี้นั่นเอง

ลำพังแม่ทัพใหญ่ผู้มีนิสัยโผงผางเลือดร้อนอย่างเฉินอี้ ต่อกรกับเหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นได้ไม่นานก็ชักเริ่มอารมณ์เสีย ท้าประลองกับอีกฝ่ายขณะอยู่เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้หลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้เหยียนชงเข้ามาคอยช่วยเหลืออีกแรงจึงเปรียบเสมือนมีดาบอยู่ในมือ อยากจะเล่นงานใครก็ให้กุนซือออกหน้าแทน โดยการกล่าววาจาเชือดเฉือนจนขุนนางฝ่ายบุ๋นอ้าปากเถียงแทบไม่ทัน และท้ายที่สุดก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบ

ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มทั้งสองจึงเป็นที่โจษจันไปทั่วเมืองหลวง และถูกตั้งฉายาให้ว่าเป็นสองสหายปากคม เพราะชอบพูดจาเหน็บแนมด้วยคารมคมคาย หากใครไม่อยากเดือดร้อนต้องรีบหนีให้ไกล อย่าได้เข้าไปยุ่งเชียว

“เรื่องนี้จะโทษข้าฝ่ายเดียวไม่ได้ เป็นเพราะเจ้านั่นแหละชะล่าใจเกินไป รู้ว่ามีศัตรูมากมายแทนที่จะระมัดระวังตัวอยู่ตลอด แต่นี่อะไร! ไปนั่งจิบชาอยู่ที่โรงน้ำชาจิ้นฝูทุกวันจนอีกฝ่ายรู้จุดอ่อน หาโอกาสลอบวางยาพิษในน้ำชาเจ้าได้ ข้านึกแล้วก็เจ็บใจนัก” เฉินอี้ทุบหมัดลงบนโต๊ะแรง ๆ เค้นเสียงลอดไรฟันอย่างเดือดดาล

“ข้าปล่อยวางได้แล้ว เจ้าจะทุกข์ร้อนไปไย รักษาไม่หายก็ช่างเถิด” เหยียนชงยกสุราดื่มหมดจอก ก่อนจะรินต่ออีกโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เฉินอี้เห็นสหายไม่ได้ปล่อยวางดั่งคำกล่าว จึงชวนอีกฝ่ายดื่มสุราต่อให้ลืมเลือนความเศร้าหมองนี้ไปชั่วขณะ

“ดื่ม ๆ สวรรค์ไม่ทอดทิ้งคนดี สักวันเจ้าจะต้องหาย เชื่อข้าเถิด แต่ตอนนี้ดื่มให้หมดก่อน”

ทั้งสองร่ำสุราราวกับว่าเป็นน้ำชา ไม่นานเฉินอี้ก็สลบไสลไร้สติ เดือดร้อนทหารต้องมาลากร่างสูงใหญ่เข้าไปพักในห้อง กุนซือก็มิได้รั้งรออยู่นาน เขาเดินทางกลับทันทีเมื่อรู้ว่าดึกมากแล้ว

รถม้าแล่นไปตามเส้นทางมืดมิดยามราตรี ตะเกียงนำทางแกว่งไกวเพราะพื้นถนนขรุขระ เหยียนชงนอนเอนหลังอยู่ภายในรถม้า เขาหลับตาลงหวนนึกถึงเรื่องราวที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ในยามนั้นเมื่อรู้ว่าตนเองสูญสิ้นความเป็นชาย เขาหวาดกลัวยิ่งนัก ออกเดินทางเสาะแสวงหาหมอที่เก่งกาจไปทั่วทั้งแคว้นเพื่อมารักษาอาการนกเขาไม่ขันของตน ทว่าจนแล้วจนรอดกลับไม่มีใครทำสำเร็จเลยสักคน หากจนปัญญาไม่รู้จะหาทางออกได้อย่างไร คงต้องรับเด็กทารกมาเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรมแล้วกระมัง

“ข้าจะสูญสิ้นความเป็นชายไร้ทายาทจริงหรือ ช่างน่าปวด…โอ๊ย!” ยังพูดไม่ทันจบคำ เหยียนชงก็ร้องเสียงหลง เมื่อมีสิ่งของปริศนาลอยเข้ามากระแทกใบหน้าเต็มแรง

“เกิดอะไรขึ้น!” เขาตะโกนถามสารถี พลางก้มลงคลำหาสิ่งที่ลอยมากระแทกใบหน้าตนเมื่อครู่ เมื่อเพ่งมองให้ดี…มันคือรองเท้าของสตรีหรอกหรือนี่

“เอ่อ…ตระกูลลี่มีเรื่องทะเลาะวิวาทจนขวางทางรถม้าพวกเราขอรับ” หลิงซวี ผู้ทำหน้าที่เป็นสารถีกล่าวรายงาน

เหยียนชงสูดลมหายใจเข้าลึกกดข่มอารมณ์โมโห แล้วพูดออกมาอย่างเย็นชา

“ข้าจะลงไปดูเอง”

“ให้บ่าวจัดการเถิดขอรับ ประเดี๋ยวนายท่านลงไปอาจได้รับบาดเจ็บอีก…” หลิงซวีเห็นเจ้านายกำรองเท้าของสตรีไว้แน่น คาดว่าสิ่งนั้นต้องทำให้กุนซือได้รับบาดเจ็บอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นคงไม่โกรธมากถึงเพียงนี้

ชายหนุ่มไม่ฟังเสียงห้ามปรามของบ่าวคนสนิท ลงจากรถม้าได้เพียงก้าวเดียวก็เห็นว่าเบื้องหน้ามีเหตุทะเลาะวิวาทจริง และคนเหล่านั้นก็ไม่ได้สนใจผู้เคราะห์ร้ายอย่างเขาเลย

“หยุดเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดทำให้เหตุการณ์วุ่นวายหยุดชะงักโดยพลัน เหยียนชงใช้โอกาสนี้กวาดตามองหาสตรีผู้เป็นเจ้าของรองเท้าที่ลอบทำร้ายเขาเมื่อครู่ และแล้วสายตาคมกริบก็ไปหยุดลงตรงร่างของเด็กสาวคนหนึ่ง

นางสวมใส่อาภรณ์สีชมพูซึ่งเป็นชุดเจ้าสาวตำแหน่งอนุภรรยา ใบหน้าขาวผ่องแดงระเรื่อขึ้นเพราะอากาศที่หนาวเย็นยามค่ำคืน จมูกโด่งสวยได้รูปแสดงออกถึงความดื้อรั้น นัยน์ตากลมโตสว่างสดใสมีน้ำตาซึมอยู่เล็กน้อย ขับเน้นให้ดูอ่อนโยนและไร้เดียงสายิ่ง หากมองเพียงรูปโฉมภายนอก เด็กสาวคนนี้น่าจะอายุไม่เกินสิบห้า ทว่าเมื่ออยู่ท่ามกลางหิมะโปรยปรายเช่นนี้ กอปรกับชุดสีชมพูของนาง ขับเน้นให้เด่นสะดุดตาราวกับว่าเป็นโฉมงามผู้น่ารักเย้ายวนใจ

เหยียนชงดึงสติให้หลุดจากภวังค์ เวลานี้ไม่ควรมาสนใจรูปโฉมของใคร เขาต้องจัดการกับเด็กสาวเจ้าของรองเท้าข้างนี้เสียก่อน เหยียนชงเตรียมจะอ้าปากต่อว่า แต่แล้วจู่ ๆ เด็กสาวคนดังกล่าวดันวิ่งมาเกาะแขนเขาในท่าทีสนิทสนมได้อย่างหน้าตาเฉย

“พี่ชาย ท่านเก็บรองเท้าของข้าได้ นั่นก็หมายความว่าเราทั้งสองมีวาสนาร่วมกัน เช่นนั้นพี่ชายรับข้ากลับไปด้วยเถิดนะ”

“…” เหยียนชงอึ้งตะลึงงันกับสิ่งที่ได้ยิน แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวเขาก็สะบัดมือนางออก แล้วกล่าวอย่างเคร่งขรึม “คุณหนูผู้นี้เข้าใจอะไรผิดไปหรือไม่ รองเท้าข้างนี้ถูกโยนเข้ามาในรถม้าของข้า และข้าก็ได้รับบาดเจ็บเพราะมัน หากจะเรียกว่ามีวาสนาร่วมกัน คงเป็นเรื่องน่าขันสิ้นดี”

“ข้าไม่สน จะเก็บได้หรือถูกโยนเข้าไป อย่างไรเสียตอนนี้รองเท้าก็อยู่ในมือท่าน ท่านต้องรับข้ากลับไปด้วย” ลี่ถังตอบอย่างดื้อดึง ไม่สนใจท่าทีเย็นชาของฝ่ายตรงข้าม นางกอดแขนเขาแน่นไม่ยอมปล่อย

หลิงซวีเห็นเจ้านายทำหน้าตกใจราวกับเห็นผี จึงรีบกระซิบบอก “นายท่าน เด็กสาวผู้นี้มีนามว่า ‘ลี่ถัง’ เป็นคุณหนูรองตระกูลลี่ ได้รับฉายาว่าโง่เขลาที่สุดในเมืองหลวงขอรับ”

เหยียนชงผงกศีรษะ เรื่องนี้เขาพอได้ยินมาบ้าง แต่ไม่เคยเห็นใบหน้านางสักครา วันนี้เมื่อได้พบแล้วยิ่งรู้สึกเสียดาย หากลี่ถังไม่ปัญญาทึ่มทึบ นางคงเป็นสาวงามล่มเมืองแน่ ดวงตาคมจับจ้องนางอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากเตือน “คุณหนูลี่สำรวมกิริยาด้วย”

“พี่ชายให้ข้ากลับไปด้วยเถิดนะ” เด็กสาวน้ำตาคลอ

“ลี่ถัง! ปล่อยมือออกจากแขนท่านกุนซือบัดเดี๋ยวนี้ ถ้าดื้อรั้นอีก พ่อจะตีเจ้านะ” ลี่หยางข่มขู่บุตรสาวเสียงเข้ม

“ท่านพ่อใจร้าย! ขายลูกให้บุรุษใดก็ไม่รู้ ลูกมิใช่ไก่ในตลาดนะเจ้าคะ ท่านพ่อจะขายลูกเยี่ยงนี้ไม่ได้” ลี่ถังร้องไห้ฟูมฟาย กอดแขนบุรุษข้างกายแน่นกว่าเดิม

คำพูดของเด็กสาวทำให้คนเป็นบิดาโมโหจนตัวสั่น “พูดบ้าอะไร! ทุกอย่างที่พ่อทำล้วนหวังดีกับเจ้าทั้งนั้น ช้าเร็วอย่างไรก็ต้องออกเรือนอยู่ดี อย่าดื้อรั้นให้มากนักเลยลี่ถัง”

เหยียนชงกวาดตามองโดยรอบพลางขบคิดในใจ หากลี่ถังเป็นคุณหนูรอง นั่นก็หมายความว่าบ้านนี้ต้องมีคุณหนูใหญ่ สายตาคมเพ่งมองไปยังหญิงสาวอีกคนซึ่งยืนอยู่ข้างกายลี่หยางมาโดยตลอด สตรีนางนั้นยังมิได้ออกเรือน แล้วเหตุใดลี่หยางถึงบังคับให้บุตรสาวคนรองซึ่งอายุยังไม่ถึงสิบห้า มิหนำซ้ำปัญญาทึบอย่างลี่ถังแต่งงานออกไปก่อนพี่สาวด้วยเล่า ดูท่าเรื่องนี้คงไม่ธรรมดาเสียแล้ว…

เหยียนชงคลี่ยิ้มถาม “แล้วบุรุษที่จะแต่งงานกับคุณหนูรองคือผู้ใดกัน คงเป็นคุณชายที่เพียบพร้อมมาก ถึงทำให้นายท่านลี่ยอมยกบุตรสาวให้แต่งงานกับคุณชายผู้นั้นก่อนถึงวัยปักปิ่นได้”

“เอ่อ…คือ” ลี่หยางชะงักกึก

ลี่ถังซึ่งยืนกอดแขนชายหนุ่มมาตั้งนานสองนาน เพิ่งจะมีโอกาสได้พินิจมองเขาชัด ๆ รูปโฉมหล่อเหลาเยือกเย็น ดวงตาเฉียบคม ริมฝีปากหยักมีรอยยิ้มประดับอยู่ตลอด กลิ่นอายคล้ายบัณฑิต ทว่าท่าทางกลับเจ้าเล่ห์กลิ้งกลอก โดยรวมพี่ชายผู้นี้ใบหน้าแลดูไม่ดุร้ายอะไร น่าจะเป็นคนดี เด็กสาวจึงเขย่งปลายเท้ากระซิบข้างหู

“ชายผู้นั้นเป็นพ่อค้าแก่ชราที่ร่ำรวยมาก ท่านพ่อยืมเงินเขาแล้วหามาชดใช้คืนไม่ได้ จึงส่งมอบข้าให้แทนการชดใช้หนี้เจ้าค่ะ”

เหยียนชงอมยิ้มน้อย ๆ ขณะกล่าว “ในเมื่อพ่อค้าผู้นั้นร่ำรวยมาก เจ้าควรจะดีใจที่ได้แต่งงานกับเขานะคุณหนูรอง”

“หากการแต่งงานดีจริง ทำไมท่านพ่อถึงไม่ให้พี่ใหญ่แต่งล่ะ” ลี่ถังเอียงคอถามอย่างไร้เดียงสา อดีตที่ผ่านมานางจดจำได้ว่า ท่านพ่อมักมอบของเล่นชิ้นดี ๆ ให้แก่พี่สาวก่อนเสมอ และพี่สาวก็มักจะนำของเล่นเหล่านั้นมาอวดนางอยู่ร่ำไป นางจึงคิดไปเองว่าถ้าการแต่งงานนี้ดีจริง ไยท่านพ่อถึงไม่มอบมันให้แก่พี่สาวล่ะ

เหยียนชงฟังจบก็นึกชื่นชมในใจ ลี่ถังไม่ได้โง่เขลาดั่งฉายา นางรู้จักแยกแยะออกว่าสิ่งดีย่อมไม่ตกมาถึงนาง สิ่งที่ตกมาถึงนางย่อมมิใช่สิ่งที่ดี ดูท่าตระกูลลี่คงมีเรื่องราวมากมายที่เขาคาดไม่ถึง

“น้องรอง เจ้ากำลังทำให้ท่านพ่อโกรธอยู่นะ อย่าดื้อรั้นนักเลย เชื่อฟังคำสั่งสอนของบิดาล้วนเป็นสิ่งที่บุตรพึงกระทำนะน้องรอง” ลี่จูยิ้มอ่อนโยนพลางยื่นมือไปหาน้องสาว “มาเถิด ท่านพ่อไม่ตีเจ้าหรอก หากท่านพ่อตี พี่จะปกป้องเจ้าเอง”

ลี่ถังยืนนิ่งไม่ขยับ นางกะพริบตาถี่ ๆ ก่อนจะคลี่ยิ้มอย่างซุกซน “พี่ใหญ่รักข้าหรือไม่”

“พี่รักเจ้าที่สุด”

“เช่นนั้นพี่ใหญ่ก็แต่งงานแทนข้าได้ใช่ไหม”

ลี่จูยิ้มค้าง สีหน้าไม่ชวนมอง พยายามปั้นยิ้ม กล่าวเสียงนุ่มนวล “น้องรองล้อพี่เล่นแล้ว การแต่งงานนี้เป็นของเจ้า จะให้พี่สาวออกเรือนแทนได้อย่างไรกัน”

“แสดงว่าที่พี่ใหญ่บอกรักข้าเมื่อครู่ก็เป็นคำโกหกสินะ” ลี่ถังก้มหน้างุด การกระทำดังกล่าวเกือบทำให้กุนซือหลุดขำ ด้วยเกรงว่าจะเสียมารยาท เขาจึงคลี่พัดในมือออก โบกเบา ๆ เพื่อกลบเกลื่อนรอยยิ้ม

ลี่จูกำหมัดแน่น แววตาปรากฏความขุ่นเคือง ถ้าไม่มีคนนอกอย่างเหยียนชงยืนมองอยู่ นางต้องจัดการสั่งสอนน้องสาวสุดที่รักอย่างแน่นอน

“ลี่ถัง เจ้ารีบ ๆ แต่งงานออกไปเถิด แม่รับรองได้ว่าเจ้าไม่ลำบากแน่นอน” ชิวฮูหยิน ผู้เป็นมารดาส่ายหน้าเบื่อหน่าย โบกพัดในมืออย่างเกียจคร้าน

“มารดาเจ้าดื่มสุราด้วยหรือ” เหยียนชงกระซิบถามเด็กสาวข้างกาย เมื่อได้กลิ่นสุราโชยมาเป็นระยะ

“เจ้าค่ะ ท่านแม่ของข้าดื่มสุราแทนน้ำชาเลย” ลี่ถังตอบราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้แปลกใหม่อะไร เป็นสิ่งที่นางพบเห็นจนชินชาเสียแล้ว

กุนซือพินิจมองครอบครัวนี้อีกครา บิดาอยากขายบุตรสาว พี่สาวแสร้งรักน้องสาว มารดาดื่มสุราแทนน้ำชา นี่เป็นเรื่องปกติใช่หรือไม่

“ในเมื่อเจ้าไม่ยอมเชื่อฟัง พ่อย่อมต้องใช้กำลังแล้ว” ลี่หยางปรี่เข้ามาหมายจะดึงร่างบุตรสาวให้หลุดจากชายหนุ่ม แต่มีหรือที่ลี่ถังจะยอมแพ้ นางแหกปากร้องดังลั่น กอดรัดเหยียนชงไว้เสมือนลูกลิงที่ไม่ยอมพลัดพรากจากมารดา

“ไม่ไป! จะตีให้ตายอย่างไรข้าก็ไม่ไป ท่านพ่อใจร้าย พี่ชายช่วยข้าด้วย…”

“ข้าไปเป็นพี่ชายของเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่ ปล่อย!” เหยียนชงพยายามสลัดลูกลิงทิ้งสุดชีวิต

“ไม่ปล่อย! ข้าไม่ปล่อย” ลูกลิงอ้าปากงับเสื้อของชายหนุ่มจนน้ำลายเปียกชุ่ม เรียวขางามตวัดเกี่ยวเอวสอบไว้อย่างเหนียวแน่น

เหตุการณ์วุ่นวายพลันเกิดขึ้นอีกครั้ง หลิงซวีไม่อาจเข้าถึงตัวกุนซือได้เลย ในขณะที่กำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น จู่ ๆ เหยียนชงก็เสียหลักล้มลง ตามมาด้วยร่างของลี่ถังที่ล้มทับเขาอีกที

“อ๊ะ…”

“นายท่าน!”

วินาทีนั้นเหยียนชงแทบลืมหายใจ เพราะมือของเด็กสาวจับสิ่งที่ไม่สมควรจะจับ นางเงยหน้าขึ้นมาถามเขาอย่างไร้เดียงสา “พี่ชาย ท่านซ่อนท่อนไม้ใหญ่ไว้ในกางเกงด้วยหรือ”

ชายหนุ่มถึงกับพูดไม่ออก จะบอกอย่างไรดี ในเมื่อสิ่งนั้นมิใช่ท่อนไม้ แต่เป็นมังกรที่หลับใหลมาเนิ่นนาน ทว่าบัดนี้มันดันตื่นขึ้นเพราะมือของคนตรงหน้า

“ลี่ถัง เจ้าทำบ้าอะไร! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!” เสียงตวาดของลี่หยางทำให้เหยียนชงพลันได้สติว่า ขณะนี้มีสายตาหลายคู่จับจ้องตนอยู่

“เจ้าตัวหนักมาก ลุกออกไป” เขาผลักร่างเล็กออกแล้วตีหน้าขรึม

“หนักหรือ ข้ากินข้าวนิดเดียวเองนะ” แม้ไม่เชื่อว่าตนเองตัวหนัก แต่ลี่ถังก็ยอมลุกขึ้นจากกายชายหนุ่มแต่โดยดี

บัดนี้สีหน้าของเหยียนชงซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดาได้ ดวงตาคมหลุบลงเพราะสับสน เมื่อตอนที่อยู่จวนของเฉินอี้ เขาถูกนางโลมปลุกปล้ำแทบตาย ทว่าก็ไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นเลย แต่ทำไมกับเด็กสาวตรงหน้าถึงได้…

“ขออภัยที่ทำให้ท่านกุนซือต้องมาเห็นเรื่องน่าอับอายเช่นนี้ ลี่ถังสติไม่ค่อยดี จึงได้กระทำการล่วงเกินท่าน ข้าต้องขอโทษแทนบุตรสาวผู้นี้ด้วย” ลี่หยางประสานมือคำนับอย่างนอบน้อม

เหยียนชงกลับมามีท่าทีสงบนิ่งอีกครั้ง ถามอย่างนอบน้อมเช่นกัน “นายท่านลี่ถูกบังคับให้ขายบุตรสาวใช่หรือไม่ ข้าเห็นสีหน้าเศร้าหมองของท่านก็ทราบทันทีเลยว่า ท่านฝืนใจทำ”

ชายวัยกลางคนอ้ำอึ้ง คำถามที่เปรียบเสมือนโยนหินถามทางนี้ เขาย่อมเข้าใจอย่างถ่องแท้ หากพูดว่าถูกบังคับ เขาจะเป็นบิดาที่ยังคงมีความดีหลงเหลืออยู่บ้าง แต่ถ้ายอมรับว่าตั้งใจขายบุตรสาวจริง ก็จะกลายเป็นบิดาผู้ชั่วช้าเลวทรามทันที “ท่านกุนซือกล่าวได้ถูกต้อง ข้าฝืนใจทำเช่นนี้จริง ๆ” ลี่หยางกัดฟันพูด

“วางใจเถิด ข้าจะช่วยเหลือท่านเอง” เหยียนชงยิ้มอย่างผ่อนคลาย ต่างจากคนฟังที่เบิกตากว้างราวกับเห็นผีเมื่อได้ยินเช่นนั้น

หลิงซวีมองผู้เป็นนายอย่างตกตะลึง ‘ว่าจะไป…ท่านกุนซือก็ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านเหมือนกันนะนี่’

ลี่หยางมีสีหน้าลำบากใจ “เกรงว่าจะไม่ได้ พ่อค้าผู้นั้นมีอำนาจมาก ข้าไม่อยากให้ท่านกุนซือต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย” แท้จริงแล้วเขาแอบก่นด่าชายหนุ่มที่ยุ่งไม่เข้าเรื่อง!

“กุนซือของแม่ทัพใหญ่ไยต้องหวาดกลัวเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ ข้าไม่เดือดร้อนหรอก อยากช่วยเหลือจริง ๆ เอาอย่างนี้ ข้าจะไปส่งคุณหนูรองเอง นี่ก็ดึกมากแล้ว หากนายท่านลี่ออกเดินทางด้วยตนเองคงไม่สะดวกนัก ข้ายังหนุ่มยังแน่น ทนต่อความหนาวได้ยาวนานกว่า ให้ข้าไปส่งนางเถิด” เหยียนชงกล่าวอย่างไม่ยอมแพ้

หลิงซวีเห็นเจ้านายมุ่งมั่นไม่ยอมแพ้ จึงร่วมด้วยช่วยอีกแรง “นายท่านลี่ บอกมาเถิดว่าจวนของพ่อค้าผู้นั้นอยู่ที่ใด ประเดี๋ยวพวกเราจะไปส่งคุณหนูรองให้ถึงมือเจ้าบ่าวอย่างปลอดภัยแทนท่านเอง”

ลี่หยางปั้นสีหน้าซาบซึ้ง กัดฟันกล่าวอย่างนอบน้อม “ต้องรบกวนแล้ว”

“อย่าได้เกรงใจ ข้ายินดี” เหยียนชงคลี่ยิ้ม ยื่นมือไปตบบ่าชายวัยกลางคนเสมือนเป็นการให้กำลังใจ

“ท่านพ่อ…” ลี่จูไม่เห็นด้วยที่บิดาตัดสินใจแบบนี้

“เงียบ!” คนเป็นบิดาตวาดเสียงดังเมื่อรู้ว่าบุตรสาวต้องการจะพูดอะไร เรื่องนี้จะทำอย่างไรได้ ในเมื่อเหยียนชงตั้งใจยื่นมือเข้ามาสอดจริง ๆ ลี่หยางที่ยังอยากรักษาภาพลักษณ์บิดาผู้แสนดีอยู่ เลยจำต้องกัดฟันตอบว่าตนถูกบังคับ

และแล้วลี่ถังก็ได้ขึ้นรถม้าของกุนซือสมใจ ตลอดทางนางชวนเขาพูดไม่หยุด แต่เหยียนชงไม่ตอบคำถามของนางเลยสักคำ เพราะเขากำลังครุ่นคิดเรื่องประหลาดที่เกิดจากนางอยู่

“หรือว่าข้าจะหายดีแล้ว”

“หายดีอะไรหรือพี่ชาย” เด็กสาวดีใจที่คนตรงหน้ายอมปริปากพูดแล้ว แม้ไม่รู้ว่าเขาเอ่ยถึงเรื่องใดก็ตาม

“เจ้านั่งเงียบ ๆ ไป ข้ากำลังคิดเรื่องสำคัญอยู่”

“แต่ข้าอยากคุยกับท่านนี่ ข้ารับรองเลยว่า…ว้าย!” ลี่ถังร้องเสียงหลง เมื่อรถม้าหยุดชะงักอย่างกะทันหัน ทำให้ร่างของนางเซถลาเข้าไปหาชายหนุ่มอย่างแรง

เหยียนชงอ้าแขนรับร่างเด็กสาวตามสัญชาตญาณ ยามนี้คนทั้งสองจึงอยู่ในท่าที่แนบชิดสนิทสนมเป็นอย่างมาก แต่เขากลับไม่มีอารมณ์มาใส่ใจเรื่องนี้ สายตาคมเพ่งมองไปยังเบื้องหน้าเพียงอย่างเดียว ดูท่าคืนนี้จะไม่จบลงง่าย ๆ สินะ “เกิดอะไรขึ้น!”

“นั่นสิ! เกิดอะไรขึ้น” ลี่ถังเลียนแบบท่าทางของกุนซือทุกกระเบียดนิ้ว นางตั้งใจแน่วแน่แล้วว่านับจากนี้จะมีเหยียนชงเป็นแบบอย่าง

“มีคนมาขวางทางรถม้าของพวกเราอีกแล้วขอรับ” หลิงซวีกล่าวรายงาน

“คราวนี้ตระกูลใดทะเลาะกันอีกล่ะ” เหยียนชงถามอย่างหัวเสีย เมื่อเช้าเขาก้าวขาข้างไหนออกจากบ้านหนอ เหตุใดจึงได้ซวยตลอดทางเช่นนี้

“รอบนี้ไม่มีเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้งขอรับ แต่…แต่เป็นชายผู้หนึ่งกล่าวอ้างว่าตนคือบิดาของคุณหนูรองขอรับ!” หลิงซวีกล่าวรายงานอีกครั้ง

สวัสดีค่ะ หายหน้าหายตาไปนาน คิดถึงนักอ่านจับใจ 'โกโก้น้อย8998' กลับมาแล้วค่ะ ❤

หลายเดือนที่ผ่านมาไรท์มีอาการแพนิค และโรคประจำตัวไทรอยด์เป็นพิษ ตอนนี้ยังไม่หาย แต่ดีขึ้นมากแล้วค่ะ ไรท์จะอัปนิยายเรื่อง 'กุนซือซื้อรัก' ที่เปิดชื่อจองไว้นานแล้วให้ได้อ่านกันนะคะ (เป็นแนวโรแมนติกคอมเมดี้) หวังว่าทุกคนจะชอบ^^

สุดท้ายนี้อยากบอกว่ารักและคิดถึงเสมอค่ะ แรงฮึดที่ทำให้กล้าเผชิญหน้ากับความวิตกกังวลมาจากแม่และนักอ่านกลุ่มเล็ก ๆ ที่คอยสนับสนุนไรท์ตลอด ขอบคุณนะคะ ❤

ขอนอนด้วย

2

ขอนอนด้วย

ค่ำคืนดึกดื่นเงียบสงัดลงเรื่อย ๆ รถม้าของกุนซือจอดอยู่ข้างทาง แสงจันทร์ยามราตรีสาดส่องปรากฏให้เห็นภาพเงาร่างสี่ร่างซึ่งอยู่ถัดไปไม่ไกลจากรถม้ามากนัก

“ท่านบอกว่าเป็นบิดาของคุณหนูรองอย่างนั้นหรือ” เหยียนชงถามชายวัยกลางคนผู้มีท่าทีสุขุมลุ่มลึก

“ขอรับ ข้าเป็นบิดาแท้ ๆ ของนาง” ซุนเจิงตอบอย่างนอบน้อม มองเด็กสาวด้วยแววตารักใคร่

“บิดาของเจ้ามีกี่คนกันแน่คุณหนูรอง” เหยียนชงถามสตรีที่ติดเขาหนึบไม่ยอมปล่อยตั้งแต่ขึ้นรถม้ามาจวบจนถึงบัดนี้

“หากรวมท่านด้วยก็สามคน” ลี่ถังหัวเราะคิกคัก ยกมือขึ้นมานับอย่างอารมณ์ดี ไม่สนใจหรอกว่าใครจะเป็นบิดาของนางบ้าง ขอเพียงไม่ทำร้ายหรือตบตีนางเท่านั้นพอ

“อดีตข้าเคยเป็นบ่าวรับใช้ตระกูลลี่มาก่อน แต่เพราะหักห้ามใจไม่ได้ จึงล่วงเกินมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับฮูหยินของเจ้านายจนนางตั้งครรภ์ขอรับ” ซุนเจิงแววตาสั่นไหวเมื่อนึกย้อนถึงอดีต

“ท่านบังอาจมากเลยนะที่ทำเช่นนั้น” เหยียนชงตำหนิอย่างไม่ไว้หน้าเพราะไม่ชอบใจในสิ่งที่อีกฝ่ายกระทำ

“ใช่ ข้าบังอาจมาก ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ข้าจะไม่ทำอย่างนั้นเด็ดขาด” สีหน้าชายวัยกลางคนแสดงออกว่ารู้สึกผิด

“เวลาย้อนกลับไม่ได้ ท่านเล่าต่อเถิดว่าหลังจากนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง” คืนนี้เสียเวลามามากแล้ว เหยียนชงเลือกถามแต่เรื่องสำคัญเท่านั้น

ซุนเจิงสูดลมหายใจเข้าลึกหนหนึ่งจึงเริ่มเล่า “หลังจากที่ข้ารู้ว่าชิวฮูหยินตั้งครรภ์ก็แอบดูแลนางอยู่ห่าง ๆ แต่เพราะความรักที่ไม่อาจปิดบังซ่อนเร้นได้ทางสายตา ทำให้ลี่หยางจับพิรุธได้และขับไล่ข้าออกไปจากจวน”

“หลังจากนั้นล่ะ” เหยียนชงถามเสียงเอื่อย เมื่อเริ่มถูกความง่วงเข้าครอบงำ

“พอชิวฮูหยินคลอดบุตร ความจริงยิ่งกระจ่างชัด เพราะใบหน้าเด็กทารกไม่มีส่วนคล้ายคลึงกับลี่หยางเลยแม้แต่น้อย” ซุนเจิงน้ำตาคลอ รู้สึกสงสารบุตรสาวที่ต้องมารับเคราะห์กรรมที่ตนเป็นคนสร้างขึ้น

“ในเมื่อลี่หยางรู้ความจริงแล้ว ทำไมไม่ฆ่าเด็กทารก? เขาเลือกที่จะเก็บเด็กคนนี้ไว้เพื่ออันใดกัน หรือต้องการจะแก้แค้นท่าน” เหยียนชงมองออกว่าลี่หยางมิใช่คนจิตใจดี และแน่นอนว่าต้องเก็บเด็กสาวไว้เพื่อจุดประสงค์บางอย่าง

“ไม่ผิด เป็นอย่างที่ท่านกุนซือกล่าวเลยขอรับ” ใบหน้าซุนเจิงแปรเปลี่ยนเป็นเหี้ยมเกรียม “ลี่หยางเคยลั่นวาจาไว้ เมื่อบุตรสาวของข้าอายุพร้อมออกเรือนเมื่อไหร่ มันจะขายลี่ถังให้กับหอนางโลมทันที หรือไม่ก็ส่งนางไปแต่งงานเป็นอนุภรรยาปลายแถวของตระกูลใดสักตระกูลที่มอบเงินราคาสูงให้กับมัน และบุตรสาวข้าต้องบำเรอชายเหล่านั้นจนกว่านางจะตาย”

ซุนเจิงเค้นเสียงลอดไรฟัน การเล่าครั้งนี้เสมือนได้ระบายทุกสิ่งอย่างออกมาจนหมด เขาใช้กำปั้นทุบลงตรงอกข้างซ้ายซึ่งเป็นตำแหน่งหัวใจแล้วกล่าวทั้งน้ำตา

“ท่านกุนซือลองคิดดู หัวอกคนเป็นพ่อเมื่อได้ฟังคำพูดต่ำทรามแบบนั้นจะรู้สึกเช่นไร แม้ข้ามิใช่พ่อที่ดีเลิศ แต่ข้าไม่มีวันทอดทิ้งบุตรสาวให้ประสบพบเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนั้นอย่างแน่นอน เพราะลี่ถังคือดวงใจของข้า!” ชายวัยกลางคนพูดกระแทกเสียงหนัก ๆ เป็นการตอกย้ำความโกรธนี้ ทว่าสิ่งที่เปล่งออกมาพร้อมกับเสียงดันมีน้ำลายแฝงมาด้วย…

“โอ๊ะ!” เหยียนชงขยับกายไม่ได้เพราะถูกเด็กสาวอิงซบอยู่ จึงคว้าร่างบ่าวคนสนิทมารองรับน้ำลายแทน

“นายท่าน…” หลิงซวีกัดฟันกรอด หันมาถลึงตาใส่ผู้เป็นนายอย่างเปิดเผย

“อย่าคิดมากน่า แค่น้ำลายเอง” กุนซือยิ้มเจื่อน ก่อนจะโผล่หน้าออกไปถามซุนเจิง “แล้วที่นางเป็นเยี่ยงนี้ เป็นมาตั้งแต่เกิดเลยหรือไม่” ชายหนุ่มรู้ซึ้งในหลักมารยาท จึงหลีกเลี่ยงที่จะเอ่ยถึงฉายาของลี่ถัง

ชายวัยกลางคนริมฝีปากสั่นระริก เมื่อคำถามเป็นเหมือนดั่งคมมีดที่กรีดลึกลงบนแผลในใจ น้ำตาจึงพรั่งพรูไหลไม่หยุด “ไม่ขอรับ แรกเกิดนางยังปกติดี แต่พอลี่หยางรู้ว่ามิใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของตนก็ทำให้นางมีสภาพเช่นนี้”

ใบหน้าที่หลากหลายอารมณ์ของชายวัยกลางคนทำให้เหยียนชงรับรู้ถึงความลำบากที่บุรุษผู้นี้พบเจอมาตลอดหลายสิบปี ทว่าความลำบากนั้นมิใช่ทางกาย แต่เป็นความลำบากทางใจ…ซุนเจิงกำลังได้รับผลกรรมที่ตนเองเป็นคนสร้างขึ้น

เด็กสาวผู้ซึ่งถูกกล่าวถึงไม่รับรู้เลยว่ารอบข้างจะเป็นเช่นไร นางหลับตาพริ้มอิงซบไหล่ชายหนุ่มที่ใช้เป็นหมอนชั่วคราวได้อย่างสบายใจ เหยียนชงส่ายหน้าระอา บิดาเจ้าเศร้าจะตายอยู่แล้ว ยังง่วงเหงาหาวนอนได้อยู่อีก แต่ก็อย่างว่า นางยังเด็ก จะไปเข้าใจเรื่องราวเหล่านี้ได้อย่างไรกัน ไม่นั่งตาลอยน้ำลายไหลยืดก็นับว่าดีเท่าใดแล้ว

แต่มีสิ่งหนึ่งที่กุนซือไม่เข้าใจเลยคือ ลี่ถังผู้นี้ไม่รู้จักธรรมเนียมแบ่งแยกชายหญิงเลยหรือไร ไยจึงเกาะติดเขาแน่นเช่นนี้ แม้จะบ่นพึมพำ แต่กุนซือก็ยืนนิ่งไม่ขยับ และปล่อยให้นางอิงซบอยู่อย่างนั้นราวกับหุ่นปั้น

“ทราบว่าบุตรสาวของตนถูกผู้อื่นรังแก ไยท่านไม่ปกป้องนาง” เหยียนชงถอนสายตากลับมาถามชายวัยกลางคน

ซุนเจิงเช็ดน้ำตาลวก ๆ ตอบเสียงสั่นเครือ “ข้าหาโอกาสช่วยเหลือตลอด แต่ลี่ถังมองข้าเป็นเสมือนคนแปลกหน้า จึงร้องไห้โวยวายทุกครั้งยามเมื่อข้าแอบไปพบนาง ข้าจำต้องคอยลอบสังเกตการณ์อยู่ห่าง ๆ จนรู้ข่าวว่าลี่หยางจะขายนางให้แต่งงานกับพ่อค้าแก่ชรา จึงตัดสินใจมาดักรออยู่ที่นี่เพื่อช่วยเหลือบุตรสาว”

เหยียนชงฟังจบก็ขมวดคิ้ว “ตระกูลลี่ขัดสนเงินทองจนถึงขั้นต้องขายบุตรสาวเพื่อชดใช้หนี้สินเชียวหรือ”

ที่ผ่านมากุนซือสนใจแต่ข่าวสารในราชสำนักเพียงอย่างเดียว หรือพูดง่าย ๆ คือ เรื่องใดที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา เหยียนชงไม่คิดใส่ใจ และแน่นอนว่าตระกูลลี่ที่เป็นชนชั้นระดับกลางจนเกือบระดับล่าง ย่อมไม่เคยอยู่ในสายตาของชายหนุ่มมาตั้งแต่แรก ด้วยเหตุนี้เขาจึงค่อนข้างประหลาดใจ เมื่อได้ล่วงรู้ถึงความสัมพันธ์สุดแสนจะยุ่งเหยิงของตระกูลลี่

“ในอดีตตระกูลลี่เคยมั่งคั่งขอรับ แต่ต้องสูญสิ้นทุกอย่างเพราะลี่หยางตกเป็นทาสการพนัน ซ้ำร้ายยังหลงใหลนางโลมแทบโงหัวไม่ขึ้น กว่าจะรู้ตัวว่าถูกหลอกก็สูญเสียทรัพย์สมบัติไปหมดแล้ว ชิวฮูหยินโกรธมากจึงประชดสามีมาสานสัมพันธ์ลึกซึ้งกับข้า และเรื่องทั้งหมดก็เป็นอย่างที่ท่านกุนซือเห็นนั่นแหละขอรับ” ซุนเจิงเลือกที่จะก้มหน้ารับคำด่าประณามไว้เพียงลำพัง โดยไม่ปริปากบอกใครว่า ‘ความสัมพันธ์ลึกซึ้ง’ ที่กล่าวมานั้น เป็นฝีมือของชิวฮูหยินวางยาปลุกกำหนัดตน

ซุนเจิงรู้สึกละอายใจจึงก่นด่าตนเองทุกวันนับครั้งไม่ถ้วน ทำไมหนอในอดีตไม่ยอมหักห้ามใจ เผลอไผลเลยเถิดไปกับสตรีของผู้อื่น สุดท้ายแล้วเป็นอย่างไร ผลกรรมมาตกอยู่ที่เด็กสาวตัวน้อยไร้เดียงสาผู้ไม่รู้เรื่องราวอันใด ทว่ากลับต้องมารับสภาพเช่นนี้เพราะมีบิดาที่ไม่ได้เรื่องอย่างเขา

“ข้าตัดสินใจแล้ว จะออกเดินทางไปหาหมอมารักษาลี่ถังจนหายเป็นปกติให้จงได้ ข้าขอฝากนางไว้กับท่านกุนซือก่อนนะขอรับ” ซุนเจิงโขกศีรษะลงพื้นติดต่อกันหลายครั้ง พลางยกมือคารวะขอร้องอ้อนวอนให้ชายหนุ่มเมตตา

เหยียนชงดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน มือก็ช่วยปัดเศษหิมะออกให้ “อย่าทำเช่นนี้ ข้าไม่ได้ซาบซึ้งใจเลยที่มีคนมากราบกรานขอร้อง” เพราะสิ่งที่ชายวัยกลางคนกระทำมิใช่การขอร้อง แต่เป็นการบีบบังคับเสียมากกว่า!

“ท่านกุนซือโปรดเมตตา ข้าสัญญา หากพบหมอที่สามารถรักษาอาการของนางแล้วจะรีบกลับมารับจากไปทันทีขอรับ” ซุนเจิงกล่าวเสียงสะอื้น มือขยำชายเสื้อชายหนุ่มแน่น ราวกับหากคนตรงหน้าไม่ยอมรับปาก ก็คงต้องยืนกันอยู่อย่างนั้นทั้งคืน

“เอาละ ๆ ข้ารับปากจะช่วยเหลือนาง ท่านก็หยุดร้องไห้เสีย หากมีใครผ่านมาเห็นอาจจะเข้าใจผิดเอาได้ว่าข้าทำร้ายท่านนะ” เหยียนชงตบบ่าอีกฝ่ายเบา ๆ ที่จริงก็คิดไว้แต่แรกแล้วว่าจะช่วยเหลือซุนเจิง เพราะชายหนุ่มยังต้องการค้นหาคำตอบเรื่องความเป็นชายตื่นตัวทุกครั้งยามเมื่อถูกมือของเด็กสาวสัมผัส แต่จะให้พูดออกมาตรง ๆ คงไม่ได้ เช่นนั้นก็ถือเสียว่าได้ประโยชน์ร่วมกันเถิด

“ถังเอ๋อร์ พ่อจะรีบกลับมารับเจ้าโดยเร็วที่สุด รอพ่อนะลูก” ซุนเจิงลูบศีรษะเด็กสาวที่นอนหลับตาพริ้มอย่างอ่อนโยน ก่อนจะควบม้าหายไปในความมืด

“นายท่านจะให้เด็กคนนี้อยู่กับพวกเราจริง ๆ หรือขอรับ”

“อืม” เหยียนชงตอบโดยสีหน้าไม่เปลี่ยน พอเห็นบ่าวคนสนิทอ้าปากจะถามอีก เขาก็พูดตัดบท “ไม่ต้องถามให้มากความ รีบกลับ”

“ขอรับ” หลิงซวีทำหน้าหงอย คาดการณ์ล่วงหน้าไปไกลแล้วว่า หลังจากนี้พวกตนคงต้องเจอเรื่องลำบากอีกแน่

เป็นอย่างที่คิด เมื่อถึงเรือน ลี่ถังก็ร้องไห้โฮทันที ยามเมื่อรู้ว่านางต้องนอนแยกห้องกับพี่ชายที่มีวาสนาร่วมกัน

“พี่ชาย พวกเรานอนห้องเดียวกันเถิดนะ ข้า…ข้ากลัวผี” เด็กสาวน้ำตานองหน้า ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนหน้าอกกระเพื่อมขึ้นลง แลดูน่าสงสารจับใจ

“ไม่ได้ กลับไปนอนในห้องของเจ้าเดี๋ยวนี้” เหยียนชงยืนขวางหน้าประตู

“ทำตามที่นายท่านบอกเถิดเจ้าค่ะ” แม่นมกู้กล่าวเสียงอ่อนโยน คำพูดเมื่อครู่บ่งบอกถึงความไร้เดียงสาของเด็กสาวที่ไม่คิดแบ่งแยกชายหญิง ขอเพียงตนเองปลอดภัยเท่านั้นพอ ทุกคนในจวนยังแปลกใจอยู่เลยว่า เพราะเหตุใดลี่ถังจึงไว้ใจนายท่านขนาดนี้ ทั้งที่พบกันเพียงหนเดียวเท่านั้น

ลี่ถังเหมือนจะคล้อยตามอยู่บ้าง แต่ก็ยังแอบกังวลใจเมื่อรู้ว่าคืนนี้นางต้องนอนคนเดียว “แล้ว…แล้วห้องของข้าอยู่ไกลจากพี่ชายแค่ไหน”

“ห่างกันเพียงสามก้าวเท่านั้นเจ้าค่ะ” แม่นมกู้ตอบยิ้ม ๆ

“รีบนอน! ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้ว” ชายหนุ่มปิดประตูเสียงดังปึงจนลี่ถังสะดุ้งโหยง ไม่กล้ารบกวนเขาอีกแล้ว จึงเดินคอตกกลับเข้าห้องของตนไปอย่างเหงาหงอย

เหยียนชงนอนหลับตาเอามือก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง พลางครุ่นคิดถึงสาเหตุที่เขารู้สึกตื่นตัวกับเด็กนั่นเพียงผู้เดียว “มันต้องเป็นเรื่องบังเอิญแน่ ๆ”

“บังเอิญอะไรหรือเจ้าคะ”

“เฮ้ย! นี่ ๆ นี่เจ้าเข้ามาในห้องข้าได้อย่างไร แล้วเข้ามาตั้งแต่เมื่อไร” เหยียนชงสะดุ้งสุดตัว เมื่อลืมตาแล้วพบว่าเด็กสาวชะโงกหน้าเข้ามาใกล้จนแทบจะสิงร่างเขาอยู่รอมร่อ

“ข้าเดินเข้ามาเจ้าค่ะ” ลี่ถังยิ้มกว้างจนตาหยี ก็อีกฝ่ายไม่ได้ลงกลอนประตูเองนี่นา

บัดนี้อารมณ์ของกุนซือย่ำแย่จนถึงขีดสุด รู้สึกว่าตนชักนำปัญหาเข้ามาในบ้านก็ครานี้ เขาชี้มือไปทางประตู ออกคำสั่งเสียงเข้ม

“ออกไป!”

“พี่ชายได้โปรดอย่าไล่ข้าอีกเลยนะ ข้าไม่เหลือใครแล้วจริง ๆ” ลี่ถังสะอื้นไห้ในลำคอ ดวงตาฉ่ำวาวไปด้วยน้ำตา นางเชื่อใจบุรุษตรงหน้าเพราะอีกฝ่ายช่วยเหลือให้นางรอดพ้นจากการถูกขาย จึงรู้สึกปลอดภัยมากยามเมื่ออยู่ใกล้

“ร้องไห้ทำไม? ข้าให้กลับไปนอนที่ห้องของเจ้า มิใช่ไล่ให้กลับไปตระกูลลี่เสียเมื่อไร ไยจึงเจ้าน้ำตานัก” เหยียนชงถอนหายใจ เด็กนี่ตามติดเป็นเงา หางตาขวากระตุกเตือนว่าหลังจากนี้เขาต้องลำบากอีกแน่

“ท่านพ่อตีข้า พี่ใหญ่แสร้งทำเป็นรักข้า ทุกคนรังเกียจเพราะข้าโง่เขลา ไม่มีใครรักข้าเลยสักคน ฮือ ๆ ๆ” เด็กสาวแหกปากร้องดังลั่น เสียงของนางมีพลังทะลุทะลวงจนแก้วหูสั่นสะเทือนไปหมด

“พอ ๆ พอแล้ว! หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้!” สมองของกุนซือมึนงง มิหนำซ้ำหูยิ่งอื้ออึงเพราะถูกเสียงร้องไห้ทำลายล้างจนแทบไม่ได้ยินเสียงอันใดอีก

“ให้ข้าอยู่ใกล้ ๆ ท่านเถิดนะ ข้าสัญญาว่าจะไม่ดื้อไม่ซน จะเป็นเด็กดีอย่างแน่นอน” นางสะอื้นเบา ๆ กล่าวทั้งน้ำตา

“เออ ๆ ข้ารับปากกับพ่อเจ้าไปแล้วนี่! เปลี่ยนใจตอนนี้ก็ไม่ทันแล้วละ” เหยียนชงขยี้ผมตนเองเต็มแรงด้วยความหงุดหงิด แล้วล้มตัวลงนอนไปทั้งอย่างนั้น

ลี่ถังยิ้มกว้างทั้งน้ำตา เดินไปอุ้มผ้าห่มและหมอนที่ตระเตรียมไว้ตั้งแต่ทีแรกกระโดดขึ้นเตียงอย่างรวดเร็ว นางมองแผ่นหลังกว้างแล้วรู้สึกอุ่นใจ จึงขยับกายเข้าใกล้เขามากขึ้น

“เจ้าจะสิงข้าหรือ…” เสียงทุ้มต่ำถามโดยไม่ได้หันหลังกลับมามอง

“ถ้าได้ก็ดี” ลี่ถังยิ้มร่า ไม่ได้รู้ซึ้งถึงความนัยเลยว่าอีกฝ่ายพูดประชด

เหยียนชงพลิกกายหันกลับมาเผชิญหน้ากับนาง จึงเห็นว่ายามนี้เด็กสาวมีเหงื่อท่วมตัวทั้งที่เป็นฤดูอันหนาวเหน็บ ทีแรกเขาไม่คิดจะใส่ใจ เนื่องด้วยเพราะนี่ไม่ใช่เรื่องของตน นางจะนอนตัวเหนียวเหนอะหนะอย่างไรก็ช่างเถิด แต่เมื่อหวนนึกถึงสิ่งที่ลี่ถังกล่าวว่าไม่เหลือใคร จู่ ๆ ก็รู้สึกเห็นใจนางขึ้นมา

“ลุกขึ้นไปล้างหน้าและเปลี่ยนชุดใหม่ก่อนค่อยนอน” เสียงทุ้มต่ำมีความอ่อนโยนแฝงอยู่เล็กน้อย

“ชุดใหม่หรือ ข้าไม่มีชุดใหม่” สีหน้าเด็กสาวแสดงออกถึงความเศร้าหมอง บิดามารดาไม่ได้มอบสิ่งใดให้ติดตัวมาเลย มีเพียงชุดที่นางสวมใส่อยู่ขณะนี้

เหยียนชงเรียกให้แม่นมกู้นำชุดใหม่มาเปลี่ยนให้เด็กสาว เมื่อสตรีสูงวัยมาถึงก็ร้องอุทานทันที ด้วยไม่คาดคิดว่าลี่ถังจะกล้าขัดคำสั่งเข้าไปรบกวนนายท่านถึงในห้องนอน

“ตายแล้ว! บ่าวบอกแล้วมิใช่หรือว่าอย่าเข้าไปรบกวนเวลาพักผ่อนของนายท่าน เหตุใดคุณหนูจึงไม่เชื่อฟังกันบ้าง”

“ช่างเถิด อย่าตำหนินางเลย พานางไปเปลี่ยนชุดใหม่ก่อน” เหยียนชงชิงตัดบทไม่ให้หญิงชราตำหนิเด็กแสบ เพราะเกรงว่าคนขี้แยจะร้องไห้ปล่อยพลังเสียงทำลายล้างออกมาอีก

ผ่านไปไม่นาน แม่นมก็เดินนำเด็กสาวที่สวมชุดใหม่แลดูสะอาดสะอ้านกว่าในทีแรกมาส่งคืนให้ ชายหนุ่มจึงสั่งให้นางรีบเข้านอนทันที

“คุณหนูลี่เข้าผิดห้องแล้วเจ้าค่ะ นั่นมันห้องของนายท่านนะเจ้าคะ” แม่นมกู้พลันตื่นตระหนกเมื่อเห็นเด็กสาวเข้าห้องผิด

“แม่นมไปพักเถิด ที่เหลือข้าดูแลต่อเอง” เหยียนชงดันหลังหญิงชราซึ่งยังคงมีสีหน้างุนงงอยู่ ออกจากห้องโดยไม่ได้อธิบายให้ทราบถึงสาเหตุที่เด็กสาวกลับเข้าไปในห้องเขา

“ลี่ถังบอกเรื่องที่ไม่มีชุดใส่แล้วหรือยัง รบกวนแม่นมตระเตรียมไว้ให้นางพรุ่งนี้ด้วย”

หญิงชราหันกลับมาอมยิ้มผงกศีรษะ “บอกแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูลี่ต้องการแต่ชุดสีแดง ดูท่าจะเป็นสีโปรดของนางนะเจ้าคะ”

“จะชอบสีใดก็ช่างเถิด ขอเพียงเด็กนั่นไม่ร้องไห้โวยวาย ข้าก็สบายใจแล้ว ขอบคุณแม่นม”

“ด้วยความยินดีเจ้าค่ะ”

คล้อยหลังหญิงชราจากไป เหยียนชงก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความเหนื่อยล้า รู้สึกว่าค่ำคืนนี้ช่างยาวนานกว่าทุกวัน

ก็ใช่น่ะสิ! เพราะมีลี่ถังเข้ามารบกวนชีวิตสงบสุขแบบไม่คาดฝันอย่างไรเล่า และตอนนี้นางยังนอนขดตัวเป็นก้อนกลม ๆ อยู่บนเตียงเขาอีกด้วย

โธ่ๆ…กุนซือจะรำคาญลูกของชั้นได้สักกี่ตอนกันเชียว / ง้างศรยิงรัวๆ

ท่านเป็นคนเดียวที่ดีกับข้า

ตอนที่ 3

ท่านเป็นคนเดียวที่ดีกับข้า

เหยียนชงชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าคิดถูกหรือคิดผิดที่อนุญาตให้ลี่ถังนอนด้วยกัน เพราะเขาต้องคอยหลบหลีกฝ่าเท้าเล็กทั้งคืนแทบไม่ได้นอน ขณะกำลังเคลิ้ม ๆ ใกล้จะหลับ มิวายถูกเรียวขางามตวัดรัดกายแกร่งเสียแน่นหนา เสียงสูดน้ำลายดังจ๊อบแจ๊บข้างหู ปากจิ้มลิ้มละเมอว่า

“ข้าจะไม่ดื้อไม่ซน…จะเป็นเด็กดีอย่างแน่นอน”

“แต่เจ้าถีบข้าหลายทีแล้วนะ” เหยียนชงขึงตาใส่คนละเมอเป็นรอบที่เท่าไรแล้วก็ไม่รู้ ดวงตาคมหรี่ลงมองอย่างคาดโทษ สักพักเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ อดไม่ได้ที่จะบ่นออกมา “ข้าหาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ”

เช้าวันใหม่เป็นเวลาที่บ่าวทุกคนในจวนต้องลุกขึ้นมาทำงาน หลิงซวีหาวไปพลางก้าวเดินไปพลาง หน้าที่สำคัญอันดับแรกคือการไปปลุกผู้เป็นนาย

“นายท่านตื่นหรือยังขอรับ” หลิงซวีเคาะประตูเรียกเหมือนดั่งเช่นทุกวัน แต่น่าแปลกที่เช้านี้ไม่มีเสียงผู้เป็นนายขานรับ

“หรือว่าคนตายยากอย่างนายท่านจะป่วย” หลิงซวีพึมพำ ก่อนจะทุบประตูรัว ๆ ด้วยความร้อนใจ “นายท่าน! ตื่นหรือยังขอรับ นายท่าน!”

ประตูห้องถูกเปิดออกมาช้า ๆ หลิงซวีจึงถอนหายใจโล่งอก แต่แล้วก็ต้องตกใจอีกหน เมื่อได้เห็นสภาพของกุนซือที่ผิดแผกไปจากทุกวัน หลิงซวีถามอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ “นาย…นายท่าน นอนไม่หลับหรือขอรับ” ใบหน้าอิดโรย ดวงตาดำคล้ำบ่งบอกว่าน่าจะเป็นอย่างนั้น

“นอนไม่หลับอะไร ข้ายังไม่ได้นอนเลยต่างหากล่ะ!” เหยียนชงแค่นเสียงดังฮึ สะบัดแขนเสื้อหมุนกายกลับเข้าห้องอย่างหงุดหงิด

บ่าวคนสนิททำหน้าฉงน รีบเดินตามหลังชายหนุ่มไปติด ๆ และแล้วก็ได้ทราบถึงสาเหตุที่เจ้านายมีสภาพเช่นนี้ บนเตียงใหญ่ถูกลี่ถังนอนแผ่หลายึดครองพื้นที่ไปเกือบครึ่ง ดวงหน้างามยามนี้ดูสบายอกสบายใจเป็นอย่างมาก ถัดไปไม่ไกลจากเตียงนอน มีหมอนหนึ่งใบกับผ้าห่มหนึ่งผืนวางกองอยู่ที่พื้น ไม่ต้องบอกก็รู้ว่านั่นเป็นที่นอนของเหยียนชงอย่างแน่นอน

“นายท่านน่าจะไล่ให้นางกลับไปนอนห้องของนางนะขอรับ เสียสละลงมานอนที่พื้นแบบนี้ นายท่านคงจะปวดหลังน่าดู”

“ช่างเถิด คิดเสียว่าได้เปลี่ยนบรรยากาศ ลงมานอนพื้นแบบนี้ก็แปลกดีเหมือนกัน” ในระหว่างที่พูด กุนซือมิวายนวดเอวของตนไปพลาง ๆ

หลิงซวีเห็นดังนั้นพลันหลุดขำพรืด อดไม่ได้ที่จะกล่าวหยอกเย้า “เช่นนั้นเปลี่ยนบรรยากาศลงมานอนพื้นทุกคืนเลยดีหรือไม่ขอรับ”

กุนซือไม่ตอบ แต่ตวัดสายตาเคืองโกรธมองอย่างเอาเรื่อง หลิงซวีทราบว่าผู้เป็นนายอับอายจนโกรธ จึงรีบเปลี่ยนท่าทีกล่าวอย่างนอบน้อม “เรื่องที่นายท่านให้บ่าวไปสืบ ได้ความแล้วขอรับ”

“ว่ามา”

“อย่างที่ทราบกัน ตระกูลลี่ไม่เหลือทรัพย์สมบัติใดอีกแล้ว จึงไล่บ่าวไพร่ทั้งหมดออกไป มีเพียงซุนเจิงผู้เดียวที่ยอมอยู่ต่อด้วยความจงรักภักดี โดยหารู้ไม่ว่าความซวยกำลังจะตกมาถึงตน ชิวฮูหยินเป็นสตรีใจกล้าบ้าบิ่นถึงขั้นวางยาปลุกกำหนัดซุนเจิง ทำประชดสามีที่ผลาญสมบัติและนอกใจนาง พลาดท่าเสียทีเพียงครั้งเดียวก็ตั้งครรภ์ ซุนเจิงละอายใจคิดจะชดใช้ความผิดด้วยการปลิดชีพตน แต่พอรู้ว่าในท้องชิวฮูหยินมีเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอยู่ ซุนเจิงก็เปลี่ยนใจกะทันหัน ยอมถูกตราหน้าเป็นชายชู้ชั่วช้าเลวทราม ทั้งที่ความจริงเขาเป็น ‘เหยื่อ’ ของเรื่องนี้ต่างหาก

ทางด้านตระกูลชิวหลังทราบเรื่องก็ตัดขาดกับชิวฮูหยินทันที เพราะอารมณ์ชั่ววูบของนางแท้ ๆ หากเป็นเรื่องอื่นยังพอทำเนา แต่การคบชู้ถือว่าร้ายแรง ตระกูลชิวไม่มีทางรับนางกลับไปให้ขายขี้หน้า และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ชิวฮูหยินผู้นี้ถือกำเนิดจากอนุภรรยา ไม่คุ้มค่าพอให้ตระกูลชิวยื่นมือเข้าช่วยเหลือ”

เหยียนชงฟังจบก็ถอนหายใจ “อารมณ์ชั่ววูบทำให้ชีวิตใครหลายคนฉิบหายมานักต่อนักแล้ว ข้าคิดว่าสมองของชิวฮูหยินน่าจะมีปัญหา สิ่งที่นางทำไม่ต่างอันใดกับจุดไฟเผาตนเอง ทำเพื่อความสะใจ สุดท้ายไม่เห็นได้ประโยชน์อันใดกลับคืนมา หากข้าเป็นนาง อันดับแรกจะทิ้งสามีชั่วผู้นั้นซะ พาลูกย้ายไปอยู่เมืองอื่น หางานสุจริตทำ ไม่นานเดี๋ยวก็ตั้งตัวได้ แม้นมิได้สุขสบายเหมือนดั่งแต่ก่อน ทว่าไม่อดตายแน่นอน ดีไม่ดีอาจพบรักใหม่ที่ดีกว่าลี่หยางก็เป็นได้ ใครจะรู้”

“น่าเสียดายที่ชิวฮูหยินคิดไม่ได้” หลิงซวีส่ายหน้าเบา ๆ “ซุนเจิงเป็นสุภาพบุรุษเหลือเกิน ถูกวางยาแท้ ๆ ไยไม่พูดออกมาตามตรง แต่โกหกนายท่านว่ามีรักลึกซึ้งกับภรรยาผู้อื่น เขาทำเช่นนี้เพื่อจะปกป้องสตรีสมองมีปัญหานางนั้นหรือ”

“ถูกสตรีวางยาถือเป็นเรื่องน่าอาย เขาไม่พูดออกมาก็เข้าใจได้” เหยียนชงกล่าวต่อ “จะถูกวางยาหรือไม่ สุดท้ายซุนเจิงก็ล่วงเกินภรรยาผู้อื่นอยู่ดี นี่คือความผิดที่เขามิอาจปฏิเสธได้”

หลิงซวีพยักหน้าเข้าใจ “นายท่านมีธุระต้องออกไปข้างนอกหรือไม่ขอรับ บ่าวจะได้เตรียมรถม้าไว้รอ”

“ข้าจะพาลี่ถังไปจวนแม่ทัพ สั่งให้แม่นมมาปลุกนางลุกขึ้นแต่งตัวด้วย”

หลิงซวีพลันนึกขึ้นได้ “จริงสิ! พวกเราพูดกันเสียงดังขนาดนี้ คุณหนูลี่กลับยังไม่ตื่น มิใช่ว่านางตายไปแล้วหรือ” กล่าวจบก็ชะโงกหน้ามองคนบนเตียง ยื่นนิ้วไปอังใต้จมูกทดสอบว่านางยังหายใจอยู่หรือเปล่า

หลังจากนั้นลี่ถังก็ถูกจับเปลี่ยนชุดแล้วพาขึ้นรถม้ามาในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น นางหาวปากกว้างถามเสียงงัวเงีย “พี่ชายจะพาข้าไปที่ใดเจ้าคะ”

“จวนแม่ทัพ” เหยียนชงตอบเสียงเย็นชา แสร้งทำเป็นเมินมองไม่เห็นท่าทางสัปหงกของสตรีตรงหน้า

ลี่ถังเจอน้ำเสียงเย็นชาสุดขั้วเข้าไปก็รีบก้มหน้างุด พยายามเก็บมือเก็บเท้านั่งตัวตรงให้สงบเสงี่ยมที่สุด เพราะคิดว่าตนเองเป็นภาระจึงไม่กล้ารบกวนเหยียนชงมากนัก กลัวเขาจะหมดความอดทนแล้วส่งนางกลับไปให้ตระกูลลี่ทุบตีอีก แต่แล้วจู่ ๆ ท้องน้อย ๆ เจ้ากรรมก็ดันส่งเสียงดังโครกคราก

“เสียงอะไร”

“เอ่อ…ขออภัยเจ้าค่ะ” ลี่ถังไม่กล้าเงยหน้า ใช้มือกดท้องมิให้ส่งเสียงดังรบกวนเขาอีก

เหยียนชงพลันนึกขึ้นได้ว่านางยังไม่ได้กินข้าวเช้าเลยนี่นา เมื่อเห็นท่าทางน่าสงสารของเด็กสาวเช่นนั้นแล้ว เขาก็แสร้งทำเมินเฉยต่อไปไม่ไหว ใช้ด้ามพัดเคาะสั่งให้บ่าวคนสนิทจอดรถม้า

“หลิงซวี แวะกินข้าวที่โรงเตี๊ยมก่อน”

“กินข้าวที่โรงเตี๊ยม?” หลิงซวีงุนงง ปกติเจ้านายมักไปกินข้าวที่จวนท่านแม่ทัพทุกวัน เหตุใดวันนี้เปลี่ยนใจอยากกินข้าวที่โรงเตี๊ยมแทนเล่า

“ลี่ถังหิวข้าว” น้ำเสียงราบเรียบของผู้เป็นนายตอบกลับมา

“อ้อ ขอรับ ๆ” หลิงซวีรีบทำตามคำสั่งอย่างรวดเร็ว ใจพลันนึกสงสัยว่ากุนซือให้จอดกินข้าวที่โรงเตี๊ยมทำไมกัน อีกนิดเดียวก็จะถึงจวนท่านแม่ทัพแล้ว ไยไม่บอกให้เด็กสาวหิ้วท้องรอไปก่อน

“พี่ชายจะพาข้าไปกินข้าวจริงหรือเจ้าคะ” ลี่ถังถามอย่างกระตือรือร้น รอยยิ้มสดใสแฝงการรอคอยคำตอบอยู่

เหยียนชงไม่ใช่คนใจดำอะไรนักหนา เมื่อเจอรอยยิ้มสดใสนั่นเข้าไป เขาก็ใจอ่อนยวบ เผลอพยักหน้าตอบ “อืม”

“พี่ชายน่ารักที่สุด!” ลี่ถังโถมกายเข้ากอดบุรุษตรงหน้าทันใด ในอดีตไม่เคยถูกใครเอาใจใส่เช่นนี้มาก่อน พี่ชายผู้นี้เป็นคนแรกที่ยอมตามใจนาง

คนถูกกอดนั่งตัวแข็งทื่อ คาดไม่ถึงว่าจะถูกจู่โจมแบบกะทันหันเยี่ยงนี้ เขากระแอมกระไอถามเสียงขรึม

“เลี้ยงข้าวมื้อเดียวก็เรียกว่าน่ารักได้แล้วหรือ”

“พี่ชาย ท่านเป็นคนแรกที่เลี้ยงข้าวข้า ไม่สิ! ท่านเป็นคนแรกและคนเดียวที่ดีกับข้า” ลี่ถังยิ้มเบิกบานใจ ดวงตากลมโตฉายแววใสซื่อ นางมักสังเกตสีหน้าของผู้คนอยู่ตลอด และพบว่าบุรุษผู้นี้แม้จะทำหน้าดุดันใส่ตลอดเวลา แต่เขาไม่เคยทุบตีหรือด่าทอจริงจังเลยสักครั้ง นางเลยยกย่องให้คนตรงหน้าเป็นพี่ชายผู้แสนดี

เหยียนชงถึงกับพูดอะไรไม่ออก เผลอยกมือลูบศีรษะคนตัวเล็กเบา ๆ ชีวิตที่ผ่านมาของเด็กสาวคงลำบากไม่น้อย และตอนนี้ดูเหมือนเขาจะกลายเป็นที่พึ่งสุดท้ายของนางไปเสียแล้ว

“ครั้งหน้าไม่ว่าจะดีใจเพียงใดก็ห้ามเข้ามากอดข้าแบบนี้อีก ชายหญิงไม่สมควรใกล้ชิดกัน เจ้าต้องจดจำไว้” ว่าพลางก็ผลักร่างเล็กออกห่าง ที่เขาแสร้งทำเมินเฉยต่อนางเพียงเพราะอยากรักษาระยะห่าง ให้เด็กสาวรู้จักการวางตัวอย่างเหมาะสม แต่เหมือนนางจะไม่เข้าใจ คงต้องค่อย ๆ อบรมสั่งสอนไปทีละนิด

“เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว” ลี่ถังยิ้มร่า กระโดดลงจากรถม้าอย่างรวดเร็วเมื่อถึงโรงเตี๊ยม กลิ่นอาหารที่โชยมาทำให้ลืมสนิทเลยว่าต้องสำรวมท่าทีให้สงบนิ่ง นางพุ่งกายเข้าไปกอดแขนชายหนุ่มแน่น เงยหน้ากล่าวกับเขาเสียงตื่นเต้น “พี่ชาย พวกเราไปกินข้าวกันเถิด”

เหยียนชงถอนหายใจ ใช้ด้ามพัดเคาะศีรษะนางเบา ๆ “ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดกัน เจ้าลืมอีกแล้วนะลี่ถัง”

“ไม่ลืมเจ้าค่ะ ไม่ลืม รีบไปกันเถิด”

“สั่งสอนสิ่งใดไม่เคยจำ ปล่อยมือ! ข้าเดินเองได้” แม้จะตำหนิอย่างนั้น แต่กุนซือก็ปล่อยให้นางกอดแขนเขาไปตลอดทางจนถึงโต๊ะอาหาร

หลิงซวีควบตำแหน่งบ่าวคนสนิทและองครักษ์ คอยเป็นมือเป็นเท้าให้กุนซือมานาน ดังนั้นเมื่อกินอาหารข้างนอกเมื่อไร เหยียนชงมักเรียกหลิงซวีมานั่งด้วยทุกครั้ง และหนนี้ก็เช่นกัน

“ใช้ตะเกียบไม่เป็นหรือ” เหยียนชงถามเมื่อสังเกตเห็นท่าทางเก้ ๆ กัง ๆ ของเด็กสาว

“ไม่ค่อยเป็นเจ้าค่ะ” ลี่ถังตอบเสียงเบา พยายามคีบเนื้อไก่ตุ๋นน้ำแดงตรงหน้าขึ้นมาอีกครั้ง

“แล้วปกติกินอาหารอย่างไร” เหยียนชงคีบเนื้อไก่ชิ้นนั้นใส่ชามให้นาง

“ใช้มือจับ”

ชายหนุ่มไม่ได้ถามอันใดอีก ทำเพียงสั่งเสี่ยวเอ้อร์นำช้อนมาให้เขาหนึ่งคัน

“ใช้ช้อนตักกินง่ายกว่า” ว่าพลางก็ตักหมูผัดพริกหยวกใส่ชามให้นาง

“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ” ลี่ถังยิ้มร่า ไม่สนใจตะเกียบที่วางอยู่ข้าง ๆ อีก กินอาหารไปได้สักพัก กุนซือก็ถามในสิ่งที่สงสัยมาตลอด “เหตุใดเจ้าต้องร้องไห้โวยวายทุกครั้งที่ซุนเจิงแอบไปหา”

“ชายผู้นั้นมีสีหน้าอมทุกข์ตลอดเวลา ดูหม่นหมองไม่น่าเข้าใกล้ ข้าไม่ติดตามเขาไปเพราะกลัวว่าตนจะโศกเศร้าตามเจ้าค่ะ”

ที่แท้เด็กโง่ก็ตัดสินคนจากหน้าตานี่เอง หากเปรียบเป็นสิ่งของ ย่อมต้องเลือกสิ่งที่มองแล้วสบายตา สบายใจ มีชีวิตชีวาสินะ เหยียนชงนิ่งคิดเล็กน้อย “แล้วข้าล่ะ? ในสายตาเจ้า ข้าดูเป็นคนเช่นไร หล่อเหลามากใช่หรือไม่”

“ดูดีเจ้าค่ะ แต่น่าเสียดาย ท่านยิ้มเสแสร้งเยอะไปหน่อย หากยิ้มจริงใจบ่อย ๆ คงรูปงามกว่านี้”

ดวงตาคมจ้องเขม็ง พูดจาไม่เข้าหู งาบหัวเสียเลยดีไหม “อีกเรื่อง เหตุใดชุดที่เจ้าสั่งให้แม่นมตัดทั้งหมดถึงมีแต่ชุดสีแดง”

ลี่ถังไม่เกรงกลัวสายตาดุคู่นั้นเลยแม้แต่น้อย แถมยังยัดหมูชิ้นใหญ่เข้าปากจนแก้มป่อง ตอบเสียงอู้อี้ “ข้าชอบสีแดงเจ้าค่ะ”

ชายหนุ่มเห็นริมฝีปากจิ้มลิ้มมันแผล็บแล้วรู้สึกขัดตา จึงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดให้ “ค่อย ๆ กิน ไม่มีใครแย่งเจ้าหรอก”

“นาย…นายท่าน” หลิงซวีตกตะลึงจนทำตะเกียบในมือร่วงหล่น รู้สึกเหมือนถูกผีหลอกกลางวันแสก ๆ นายท่านเช็ดปากให้ลี่ถัง สตรีผู้มีฉายาโง่เขลาที่สุดในเมืองหลวง บ้าไปแล้ว!

“หลิงซวี ตะเกียบตกพื้นแล้วห้ามหยิบขึ้นมาใช้ต่ออีก มันสกปรก” เพราะมัวแต่เช็ดปากให้เด็กสาว จึงไม่เห็นว่าบ่าวคนสนิทมีสีหน้าตกตะลึงเพียงใด

“บ่าว…บ่าวอิ่มแล้ว ขอไปรอที่รถม้าเลยนะขอรับ” พอได้สติ หลิงซวีก็ลุกหนีอย่างไว สองมือตบแก้มตนเองตลอดทาง เพื่อยืนยันว่าเมื่อครู่ไม่ได้ตาฝาดไปเอง นายท่านหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดปากให้ลี่ถังจริง ๆ

เหยียนชงย่นคิ้วมองท่าทางแปลก ๆ ของหลิงซวีอย่างฉงน แล้วหันกลับมาถามเด็กสาว

“อิ่มหรือยัง”

ลี่ถังไม่ได้ตอบคำถามในทันที นางก้มมองพุงน้อย ๆ ซึ่งยื่นออกมาจนเป็นก้อนกลม บอกชัดว่ายัดอาหารต่อไม่ไหวแล้ว จึงเงยหน้าตอบ “อิ่มแล้วเจ้าค่ะ”

เหยียนชงจับจ้องทุกการกระทำของนาง เขาอมยิ้มเล็กน้อยขณะใช้ด้ามพัดเคาะพุงนางดังปุ ๆ “กินเหมือนกับโจรปล้น ใครจะกล้าเลี้ยงข้าวเจ้าอีก”

ลี่ถังรู้ว่าคำพูดดังกล่าวมิใช่คำด่า แต่เป็นคำตำหนิที่แฝงการหยอกเย้า จึงยิ้มเบิกบานใจและเดินกอดแขนชายหนุ่มไปตลอดทางจนถึงรถม้า

เมื่อท้องอิ่มก็พร้อมออกเดินทางต่อ

ทันทีที่เข้ามาถึงจวนแม่ทัพ เหยียนชงก็เล่าเรื่องราวประหลาดที่เกิดขึ้นกับตนให้แม่ทัพใหญ่ฟังคร่าว ๆ จากนั้นก็พาอีกฝ่ายไปพบกับลี่ถัง

“เด็กสาวตัวเท่าแมวนี่น่ะหรือที่ทำให้สิ่งนั้นผงาดขึ้นมาได้” เฉินอี้ทำหน้าไม่อยากเชื่อ พลางเดินวนรอบตัวเด็กสาวอยู่นาน ไม่เห็นมีส่วนใดสามารถดึงดูดสายตาของเขาได้เลย

ลี่ถังกะพริบตาถี่ ๆ มองประเมินเฉินอี้เช่นกัน รูปร่างบึกบึน หนวดเครารุงรัง สีผิวดำแดง สีหน้าไม่อาจบ่งบอกได้ว่าเป็นคนดีหรือร้าย นางตัดสินใจกระโดดไปหลบด้านหลังเหยียนชงก่อนเพื่อความปลอดภัยของตน

“ไม่ต้องกลัว คนผู้นี้เป็นสหายของข้าเอง” น้ำเสียงที่กุนซือกล่าวมีความอ่อนโยนแฝงอยู่หลายส่วน

“เหยียนชง ความจริงแล้วเจ้าชอบของแปลกสินะ ฮ่า ๆ ๆ” ที่ผ่านมาเฉินอี้เสาะแสวงหาสาวงามมาให้อีกฝ่ายตั้งมากมาย แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จเลยสักครั้ง ดูท่า…เจ้าสหายคนนี้น่าจะชอบของแปลก

คนถูกหัวเราะเยาะสีหน้ามืดครึ้ม ตวาดทันควัน “เจ้าหุบปากไปเลย!”

“ฮ่า ๆ ข้าหุบปากก็ได้ แต่เรื่องแบบนี้ให้เชื่อทันทีคงไม่ได้หรอก มันต้องพิสูจน์” เฉินอี้ยิ้มเจ้าเล่ห์จนคนฟังนึกระแวง

เหยียนชงถามอย่างไม่ไว้ใจ “พิสูจน์อย่างไร”

“ก็…แบบนี้ไง” จู่ ๆ เฉินอี้ก็คว้ามือเด็กสาวมาจับที่เป้ากางเกงของเหยียนชงฉับพลัน โดยเฉินอี้ก็ใช้มือตนเองลูบคลำแท่งความเป็นชายของสหายไปด้วย และผลปรากฏว่า…มันผงาดขึ้นมาจริง ๆ

“ได้ผล! มัน…โอ๊ย!” เฉินอี้ลอยกระเด็นตามแรงถีบ ร่างตกกระแทกพื้นเสียงดังอั้ก รู้สึกเจ็บจนจุก ทว่าไม่อาจเค้นคำพูดใดออกมาด่าเหยียนชงได้เลย เพราะตนเป็นฝ่ายหาเรื่องเจ็บตัวเอง

“เจ้าทำบ้าอะไร!” คนถูกลวนลามอับอายจนกรุ่นโกรธ

ลี่ถังจับจ้องมือของตนอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจถาม “พี่ชายนำท่อนไม้ใหญ่พกติดตัวไปทุกที่เลยหรือ”

“ฮ่า ๆ ๆ” เฉินอี้หัวเราะไปเอามือกุมหน้าอกไป ไม่คิดว่าเด็กสาวจะไร้เดียงสาถึงเพียงนี้

“ไม่ต้องถามมาก มันไม่ใช่เรื่องของเด็ก” เหยียนชงพูดจบก็เบนสายตาหนี ดวงหน้าแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู มองไม่ออกเลยว่ากำลังโกรธจัดหรือเขินอายอยู่กันแน่

“เกิดอะไรขึ้นขอรับ!” พลทหารวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาเมื่อได้ยินเสียงดังโครมคราม

“เขาถีบข้า…จัดการเลย” แม่ทัพใหญ่สั่งเสียงดุดัน ชี้มือไปยังกุนซือใจร้ายที่ยกเท้าถีบเขาอย่างไม่ออมแรง

“เฮ้อ ก็นึกว่าเรื่องอันใด ท่านแม่ทัพคงไปยั่วโมโหท่านกุนซืออีกแล้วกระมัง” ทหารใต้บังคับบัญชาส่ายหน้าระอา แล้วเดินจากไปอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“…” เฉินอี้อ้าปากค้าง พอได้สติก็ร้องโวยวาย “ผู้ใดเป็นแม่ทัพของพวกเจ้ากันแน่ หา!” เจ้าพวกนี้ต้องถูกเหยียนชงซื้อตัวไปหมดแล้วแน่ ๆ

การกระทำที่อุกอาจและกะทันหันทำให้กุนซือตั้งรับไม่ทัน จึงยืนตัวแข็งทื่อราวกับหุ่นปั้น สัญชาตญาณร้องเตือนว่าต้องถีบเจ้าสารเลวเฉินอี้ ต้องถีบให้แรงที่สุด!

“ไม่รู้กระดูกข้าจะหักหรือเปล่า” เฉินอี้บ่นกระปอดกระแปด เดินขากะเผลกมากระซิบถามด้วยความใคร่รู้ “เจ้าเกิดอารมณ์อย่างว่ากับคุณหนู…เอ่อ คุณหนูอะไรนะ?” ยังไม่ทันข้ามวันก็ลืมเสียแล้วว่าเด็กสาวคนดังกล่าวมีนามว่ากระไร

“นี่เจ้า เจ้าชื่ออะไร” เฉินอี้ถามเด็กสาวที่ยืนนิ่งราวกับเป็นธาตุอากาศ ไม่ได้รับรู้เลยว่าเมื่อครู่เกิดเหตุการณ์อันใดขึ้นบ้าง

“ท่านลุงถามข้าหรือ? ข้ามีนามว่าลี่ถังเจ้าค่ะ” ลี่ถังตอบเสียงเบา ล้วงหยิบลูกกวาดที่เหยียนชงซื้อให้เมื่อครั้งตอนแวะกินข้าวที่โรงเตี๊ยมออกมาแกะกินอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เดินสำรวจห้องทำงานของแม่ทัพใหญ่ไปเงียบ ๆ

“อ้อ ลี่ถังหรือ ข้ามีนามว่าเฉินอี้นะ เป็นแม่ทัพน่ะ” เจ้าของจวนแนะนำตนเองเสร็จสรรพก็หันกลับมาคุยเรื่องที่ค้างไว้ “นี่เป็นสาเหตุที่เจ้ารับปากช่วยเหลือซุนเจิงใช่หรือไม่ แต่ท่านหมอเทวดาไม่อยู่ ออกไปเก็บสมุนไพรที่หุบเขาใดไม่มีใครรู้ แล้วเจ้าจะเอาอาการประหลาดนี้ไปถามกับผู้ใด”

เหยียนชงทอดถอนใจ “ก็เลี้ยงลี่ถังไปจนกว่าท่านหมอเทวดาจะกลับมา แล้วค่อยถาม”

เฉินอี้ตะลึงงัน “หากท่านหมอเทวดาไปเก็บสมุนไพรนานถึงสองปี เจ้าก็ต้องเลี้ยงลี่ถังสองปีเหมือนกัน ทำเช่นนั้นไม่ต่างอะไรกับการเลี้ยงลูกเลยนะนั่น”

“อือ เห็นทีจะอย่างนั้น ข้าได้แต่ภาวนาขอให้ท่านหมอเทวดากลับมาก่อนที่ซุนเจิงจะมารับตัวลี่ถังจากไป” เหยียนชงถอนหายใจอีกครั้ง นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดแล้วในตอนนี้

“แล้วนางเลี้ยงยากหรือไม่ จากฉายาที่ได้ยินมา นางโง่เขลาที่สุดในเมืองหลวงเชียวนะ”

เหยียนชงส่ายหน้า “ลี่ถังไม่ได้โง่เขลาถึงเพียงนั้น จากที่สังเกตดู เดิมทีน่าจะเป็นเด็กฉลาด พบกันครั้งแรกนางวิ่งมาหาข้าแล้วบอกว่าเรามีวาสนาร่วมกัน อยากให้ข้ารับนางกลับไปด้วย นางรู้ว่าตนเองกำลังจะถูกขาย เลยหาทางหลบหนี”

เฉินอี้พยักหน้าชื่นชม “นางรู้จักเอาตัวรอด”

“ใช่ นางรู้จักเอาตัวรอด แต่ลี่หยางคงทำอันใดกับนางสักอย่าง ถึงได้มีสภาพเป็นเช่นนี้”

แม่ทัพใหญ่ฟังจบก็ถอนหายใจโล่งอก “จากที่เจ้าเล่ามาก็น่าจะเลี้ยงง่ายอยู่”

“เลี้ยงง่ายไหมไม่รู้ เพราะนี่ก็เพิ่งผ่านมาเพียงวันแรกเท่านั้น แต่สิ่งที่ข้าหนักใจที่สุดคือนางไม่รู้จักการแบ่งแยกชายหญิง ร้องไห้โวยวายจะนอนกับข้าอย่างเดียวเลย” เพราะต้องนอนพื้นแข็ง ๆ ทั้งคืน จนถึงขณะนี้เหยียนชงก็ยังรู้สึกปวดหลังไม่หาย

“จะหนักใจไปไย สิ่งนั้นผงาดขึ้นมาแล้ว เจ้าก็…จัดการรวบหัวรวบหางนางคืนนี้เลยเสียก็สิ้นเรื่อง!” เฉินอี้กลั้วหัวเราะ

เหยียนชงถลึงตาใส่คนที่พูดไม่คิด “ลี่ถังหนีร้อนมาพึ่งเย็น เจ้ายังคิดจะให้ข้าเอาเปรียบนางอยู่อีกหรือ ใจดำเกินไปแล้วเฉินอี้”

คนถูกตำหนิแสร้งทำหน้ารู้สึกผิด “ขอรับ ๆ ข้าน้อยผิดเอง หวังว่าท่านกุนซือผู้จิตใจดีจะไม่ถือสาหาความกับข้าน้อยนะขอรับ”

“เลิกพูดจาไร้สาระแล้วกลับไปคุยเรื่องงานกันต่อ” เหยียนชงปรายตามอง พลางเดินฉับ ๆ หนีไปด้วยความรำคาญ

“โอ้ ท่านกุนซือผู้จิตใจดีรอข้าด้วย เหตุใดจึงเดินเร็วนัก จะรีบไปตายหรือ” เฉินอี้หัวเราะคิกคัก รู้สึกอารมณ์ดีเมื่อได้กวนประสาทอีกฝ่าย

ลี่ถังกวาดตามองโดยรอบ เห็นว่าไม่มีใครสนใจนางแล้ว จึงเดินย่องเข้าใกล้ชุดเกราะที่เจ้าของจวนแขวนไว้ตรงราวไม้ทีละนิด ทีละนิด จนในที่สุดก็ได้สวมใส่ชุดเกราะอันแสนหนักอึ้งสมใจ

“ชุดหนักขนาดนี้ ข้าจะก้าวเดินอย่างไรเล่า” แม้จะบ่นอย่างนั้น แต่มือน้อยมิวายเอื้อมไปหยิบหมวกเหล็กขึ้นมาสวมอีก

“จับเลยขอรับ! ท่านกุนซือผู้นี้นี่แหละที่ลักพาตัวบุตรสาวของข้าไป”

เสียงเอะอะโวยวายที่ดังมาจากทางหน้าประตู ลี่ถังหลับตาฟังยังรู้เลยว่าเป็นเสียงของใคร

“ท่านพ่อมาทำอะไรที่นี่นะ” นางบ่นพึมพำ พยายามพาร่างซึ่งสวมชุดเกราะอันแสนหนักอึ้งออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอกด้วยความสงสัย แต่กว่าจะเดินมาถึงหน้าประตูได้ก็เหงื่อไหลท่วมตัว ทั้งที่ระยะทางไม่ได้ไกลเลยสักนิด แต่เพราะชุดเกราะที่นางอยากลองสวมใส่นั่นแหละเป็นอุปสรรคมากมายเสียเหลือเกิน

“เกิดอะไรขึ้นเจ้าคะ” ลี่ถังชะโงกหน้ากระซิบถามเหยียนชงใกล้ ๆ แต่เหมือนจะใกล้เกิน เลยทำให้ศีรษะของกุนซือชนกับหมวกเหล็กเข้าเต็มแรงยามเมื่อเขาหันหน้ากลับมา

“นี่เจ้า! สวมชุดบ้าอะไรอีก” เหยียนชงเจ็บจนโมโห ถลึงตาใส่เด็กสาวอย่างหมดความอดทน

“ชุดบ้าอะไรไม่รู้ รู้เพียงว่าชุดบ้านี่เป็นของท่านลุงเฉินเจ้าค่ะ” ลี่ถังชี้มือไปทางเฉินอี้อย่างกล้า ๆ กลัว ๆ ใจครุ่นคิด หากยามนี้ไม่ได้สวมหมวกเหล็กอยู่ เหยียนชงอาจงับหัวนางขาดไปแล้วก็เป็นได้

“ท่านลุงเฉิน?” กุนซือเลิกคิ้วมองเจ้าของชุดเกราะ

“ชุดบ้าที่พวกเจ้ากำลังพูดถึงอยู่น่ะ เป็นชุดประจำตำแหน่งของข้าเชียวนะ” แม่ทัพใหญ่ตวัดสายตาบึ้งตึงใส่คนทั้งคู่ เพราะชุดเกราะของตนถูกเรียกว่าชุดบ้าอะไรก็ไม่รู้

“ยามท่านลุงเฉินสวมใส่หมวกเหล็กเคยรู้สึกปวดหัวบ้างหรือไม่ ข้าว่ามันหนักมากเลยนะ” ลี่ถังสะกิดไหล่เจ้าของชุดยิก ๆ และดูเหมือนเฉินอี้จะลืมตัว จึงคล้อยตามนางไปด้วย

“มีปวดหัวบ้างเป็นบางครั้ง แต่จะปวดมาก ๆ เลยก็ตอน…เอ๊ะ! นี่เจ้ายังไม่ถอดชุดเกราะของข้าอีกหรือ!” เฉินอี้เพิ่งรู้สึกตัว เขายื่นมือออกไปหมายจะหยิกแขนลี่ถังสักทีเพื่อลงโทษ แต่นางดันสวมใส่ชุดเกราะเสียเต็มยศเช่นนี้ แล้วจะเหลือพื้นที่ใดให้หยิกได้อยู่อีก นอกเสียจากลูกตาใสซื่อที่โผล่พ้นหมวกเหล็กออกมาเพียงนิดเดียวเท่านั้น

“มองแบบนั้นจะลงโทษนางด้วยการจิ้มลูกตาหรือ” เหยียนชงถามยิ้ม ๆ ในขณะที่ลี่ถังยิ้มไม่ออก เพราะคิดว่าเฉินอี้อาจทำเช่นนั้นจริง จึงรีบมุดกายหลบหลังเหยียนชงแล้วโผล่หน้าออกมาพูดกับเขาว่า “พี่ชาย ข้ายังเด็ก ไม่พร้อมสูญเสียดวงตาไปตอนนี้ รบกวนพี่ชายรับโทษแทนข้าด้วยนะ”

กุนซือผู้ซึ่งถูกคนตัวเล็กเรียกขานว่า ‘พี่ชาย’ ส่ายหน้าระอา ไม่ได้ตอบและไม่ได้ตำหนิที่นางมุดเสื้อคลุมของเขา

“ถอดชุดเกราะออกเมื่อไร ข้าจะหยิกเจ้าเมื่อนั้น!” เฉินอี้แสร้งแยกเขี้ยวข่มขู่

เด็กสาวตัวสั่นเทิ้ม กลัวจนไม่กล้าร้องไห้ สองแขนกอดเอวกุนซือแน่น ปากพึมพำว่า “ปี…ปีศาจยักษ์”

“ดูนางทำเข้า” คนถูกเรียกว่าปีศาจยักษ์กลั้นขำจนปวดแก้ม พยักพเยิดให้กุนซือดูอากัปกิริยาของเด็กสาว

“พอได้แล้ว ถ้านางร้องไห้ขึ้นมา เจ้าลำบากแน่” เหยียนชงเตือนเสียงดุ พลังเสียงทะลุทะลวงแก้วหูยังตามหลอกหลอนเขาจนถึงบัดนี้ ทางที่ดีอย่าให้ลี่ถังร้องไห้เลยจะดีกว่า

เฉินอี้เข้าใจความหมายที่สหายต้องการจะสื่อผิดไป จึงลากเสียงยาว “โห…พี่ชายแสนดีออกโรงปกป้องน้องสาวคนงามอีกแล้ว”

เหยียนชงคร้านจะอธิบาย จึงยืนปลอบโยนลี่ถังอยู่อย่างนั้นโดยไม่ได้กล่าวอันใดต่อ

“หลักฐานอยู่ตรงหน้าแล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรอีก” เสียงแขกไม่ได้รับเชิญดังขัดขึ้น

“บุรุษแซ่เหยียนหลอกลวงบุตรสาวของข้าน้อยมาย่ำยีและซุกซ่อนไว้ที่นี่ โปรดจับกุมตัวเขาไปลงโทษด้วยเถิดขอรับ” ลี่หยางกล่าวกับเจ้าหน้าที่ทางการ ซึ่งตนเป็นฝ่ายไปเรียกมาเอง

“เรื่องนี้…” เจ้าหน้าที่ทางการอ้ำอึ้ง ไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น ใครบ้างไม่รู้ว่าลี่ถังมีฉายาว่ากระไร หากเหยียนชงคิดย่ำยีสตรีสักคน ควรหาหญิงงามที่สติครบถ้วนกว่านี้ไม่ดีกว่ารึ

ลี่หยางรู้ว่าไม่มีใครเชื่อในคำพูดของตนจึงกล่าวเสียงดัง “อะไรกัน! คิดจะช่วยปกปิดความชั่วให้บุรุษแซ่เหยียนรึ ข้าไม่ยอมหรอกนะ อย่างไรวันนี้เหยียนชงก็ต้องเข้าคุกให้จงได้!”

“โธ่…คนผู้นี้ช่างไม่กลัวตาย” เฉินอี้แค่นเสียงเหอะ มองแขกไม่ได้รับเชิญอย่างเหยียดหยาม “ข้าเดาว่าเขาน่าจะต้องการเงิน หรือไม่ก็อยากให้เจ้ารับผิดชอบแต่งงานกับลี่ถังอย่างแน่นอน เหยียนชง เจ้าอย่าได้ยอมตกเป็นเหยื่อของคนผู้นี้เชียว”

รอยยิ้มที่มุมปากเหยียนชงกดลึกลง ขณะกล่าวเสียงเย็นยะเยียบ

“ใครจะตกเป็นเหยื่อของใครนั้น เดี๋ยวได้รู้กัน”

สีหน้าของกุนซือขณะกล่าว

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...