โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Goldfinger: คุยเยอะ ข้อมูลยับ ซับซ้อนจนนักแสดงเกือบแบกไม่อยู่

BT Beartai

อัพเดต 09 ก.พ. 2567 เวลา 02.28 น. • เผยแพร่ 08 ก.พ. 2567 เวลา 15.23 น.
[รีวิว] The Goldfinger: คุยเยอะ ข้อมูลยับ ซับซ้อนจนนักแสดงเกือบแบกไม่อยู่
สนับสนุนโดย Major Cineplex
สนับสนุนโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ: เกาะฮ่องกงในยุค 1970s มีหน่วยงานที่ชื่อว่า Independent Commission Against Corruption (ICAC) ซึ่งถูกก่อตั้งขึ้นมาเพื่อปราบปรามองค์กรชั่วร้ายที่นำโดยเจ้าหน้าที่รัฐของสหราชอาณาจักร โดยหนึ่งในเจ้าหน้าที่สืบสวนที่ยอดเยี่ยมที่สุดของหน่วยงานนี้ได้แก่ เจ้าหน้าที่สืบสวนอาวุโส หลอไคหยวน ผู้ที่เคยจัดการกับเจ้าหน้าที่ที่ทุจริตมาแล้วนับไม่ถ้วน แต่ในตอนที่เขาคิดว่าความมั่นคงและรุ่งเรืองกำลังจะมาถึงแล้วนั้น ยุคสมัยใหม่ของความโลภและเงินตราก็ทำให้เขาต้องเข้าไปต่อสู้ในสนามรบที่เต็มไปด้วยความสกปรกโสมมครั้งใหม่

นี่คือผลงานกำกับและเขียนบทของ เฟลิกซ์ ฉง (Felix Chong) หรือ ฉงเหวียนเชง ผู้กำกับที่เติบโตมาจากการเขียนบทหนังดังมากมายในยุคกลับมารุ่งโรจน์ของหนังฮ่องกง เช่น ‘Tokyo Raiders’ (2000), ‘Initial D’ (2005) และเปรี้ยงที่สุดกับผลงานไตรภาค ‘Infernal Affairs’ (2002-2003) ที่โดดเด่นและได้รับคำชมมากมายโดยเฉพาะเรื่องของบทภาพยนตร์ที่เขาร่วมดูแล

แม้ช่วงหลังฉงเหวียนเชงได้หันมาเขียนบทและกำกับหนังของตนเองและมีโอกาสร่วมงานกับนักแสดงดังหลายคน แต่เขาก็ไม่เคยได้คู่ขวัญแห่งเกาะฮ่องกงยุคใหม่ทั้ง เหลียงเฉาเหว่ย (Tony Leung) และ หลิวเต๋อหัว (Andy Lau) กลับมาปะทะกันอีกครั้งเลยจนกระทั่งหนังเรื่องนี้ ซึ่งก็คงต้องยอมรับว่ามันคือปัจจัยความน่าดูหลักสำหรับคอหนังฮ่องกงแล้ว แต่มันก็มาพร้อมกับดาบสองคมที่ว่าคนคาดหวังจะได้ดูการเชือดเฉือนบวกแอ็กชันเดือด ๆ อย่างใน ‘Infernal Affairs’ ซึ่งมันไม่ได้ทดแทนได้เลย

The Goldfinger
The Goldfinger

หนังอิงเรื่องจริงจากคดีทางเศรษฐกิจแห่งประวัติศาสตร์ของเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ชาวสิงคโปร์นาม จอร์จ ตัน ที่มาสร้างตัวในฮ่องกงผ่านการซื้อเพื่อขายเก็งกำไร โดยบทนี้รับบทโดยเหลียงเฉาเหว่ยและหนังเบี่ยงมาใช้ชื่อ เฉิงยี่เหยียน แทน ในขณะที่รอบนี้หลิวเต๋อหัวก็ได้มาทำหน้าที่พนักงานสอบสวนคดีทุจริตที่ซื่อตรง

ด้วยความที่สร้างจากเรื่องจริงและเป็นคดีด้านธุรกิจจึงมีศัพท์เฉพาะหรือคำอธิบายเชิงเทคนิคค่อนข้างมาก และอาจเพราะกลัวว่าคนดูจะหาวเบื่อจึงมีการตัดสลับห้วงเวลาไปมาหลายครั้งเพื่อให้เรื่องราวน่าสนใจขึ้น แต่ดันได้ผลพวงคือถ้าแยกช่วงเวลาในเรื่องไม่ออกจะงงเรื่องราวไปเยอะเลย ยิ่งการเดินเรื่องรวดเร็วผ่านบทสนทนามากมายเหมือนกลัวความยาวหนังกว่า 2 ชั่วโมงจะยังไม่สามารถจบลง ยิ่งชวนให้นึกถึงหนังออสการ์สาขาบทยอดเยี่ยมอย่าง ‘The Big Short’ (2015) ที่เล่าเรื่องราวการล้มทางเศรษฐกิจจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์คล้ายกันของอเมริกาด้วย

แต่ข้อเทียบที่ทำให้ ‘The Big Short’ ได้เปรียบกว่าคือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์นั้นเพิ่งเกิดไม่นานและส่งผลกระทบทั่วโลก คนดูไม่ว่าจะชาติไหนก็น่าจะอินเรื่องราวได้มากกว่าเหตุการณ์บนเกาะฮ่องกงตั้งแต่ยุค 1970 อะไรอย่างนั้น ช่วงหนึ่งที่ดู ‘The Goldfinger’ อยู่ถึงกับมีคิดขึ้นมาบ้างว่าเขาทำมาให้คนฮ่องกง (หรือที่ถูกอ้างถึงอย่างมาเลเซีย) ดูกันเองมากกว่าจะให้คนชาติอื่นดู

The Goldfinger
The Goldfinger

ต้องบอกว่าหนังได้เหลียงเฉาเหว่ยกับหลิวเต๋อหัวแบกจริง ๆ เพราะการเรียบเรียงเนื้อหา วิธีเล่าลำดับเหตุการณ์ให้ไหลลื่นสมเหตุสมผลทางพฤติการณ์และอารมณ์ของตัวละคร รวมถึงการย่อยเรื่องยากอย่างวิธีการโกงอันซับซ้อนพัวพันไปถึงระบบธนาคาร ตลาดหุ้น และเครื่อข่ายธุรกิจข้ามชาติ โดยให้คนดูติดตามง่าย เขาทำสิ่งเหล่านี้ออกมาล้มเหลวพอสมควร

หนังยังดูล้มเหลวในการเลือกทิศทางการนำเสนอที่เป็นหน้าที่ของผู้กำกับตรง ๆ ด้วย ช่วงแรกเหมือนหนังจะเล่าเส้นทางมากสีสันของชายต่างชาติที่หมดตัวหนีมาไต่เต้าอย่างไม่สนวิธีการเพื่อเอาชีวิตรอดในโลกการเงิน แต่ถัดมาหนังก็ไปเล่าปมขัดแย้งระหว่างตำรวจฮ่องกงกับเจ้าหน้าที่ปราบทุจริตของสหราชอาณาจักรอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ซึ่งช่วงนี้เป็นจุดที่คิดจริงจังว่าหนังมีแง่มุมประวัติศาสตร์ที่คนฮ่องกงดูแล้วอ๋อเลย ขณะที่เขาก็ไม่ได้พยายามโยงให้เห็นแง่มุมทางประวัติศาสตร์นี้ว่าสำคัญอย่างไรกับเรื่องต่อไปให้คนดูนอกฮ่องกงเข้าใจด้วยเลย

จากนั้นหนังก็เปลี่ยนโทนที่ซีเรียสจริงจังสมจริงมาก ๆ จนเหมือนสารคดีที่ใช้ฉากละครจำลองเหตุการณ์ มาใส่ความแฟนตาซีทั้งกราฟิกที่น่าขบขันหรือฉากการฉลองมีคนมาเต้นมายิงเปเปอร์ชูตอย่างไร้ที่มาที่ไป แล้วก็กลับไปเครียดจากเรื่องราวไล่จับคนโกง ก่อนจะไปมีแอ็กชันหวือหวาอย่างรถพลิกคว่ำหรือฉากระเบิดที่ดูเกินเนื้อหาของเรื่องอีก คือหาคำอธิบายมาช่วยงานกำกับยากเหลือเกินว่าทำไมออกมาแบบนี้

The Goldfinger
The Goldfinger

ขณะที่ความชื่นใจสุดก็คงเป็นการได้ดู 2 ดาราดังเชือดเฉือนฝีมือการแสดง แต่ก็ไม่วายมีหลายช่วงที่บทหนังทำให้คิดว่าหากสลับบทบาทการแสดงของทั้งคู่หนังอาจจะได้รสชาติที่ดีกว่าหรือไม่นะ เหลียงเฉาเหว่ยเล่นบทชายที่เดาทางยากมีความขี้เล่นได้ดี ทว่าในด้านพลังกดดันทรงอำนาจหลิวเต๋อหัวอาจจะทำได้ดีกว่า เช่นเดียวกันหลิวเต๋อหัวอาจเล่นบทบเจ้าหน้าที่ได้ดี ทว่าความอ่อนด้อยอำนาจแบบไม้ซีกงัดไม้ซุงผ่านรูปร่างและการแสดงคนมีปมภายในแบบเหลียงเฉาเหว่ยถนัด อาจให้ภาพของบทนี้ที่ชัดกว่า แต่นั่นก็เป็นเพียงจินตนาการที่ไม่เกิดขึ้นจริงเพียงตั้งเป็นข้อสงสัยขึ้นมาเฉย ๆ

อย่างไรก็ตามสิ่งที่คงต้องขอตั้งข้อสังเกตอีกประการคือ งานพากย์ไทย ในรอบนี้ดูเป็นอะไรที่ไม่ลงตัวเท่าไรนัก คาแรกเตอร์เสียงพากย์บางตัวละครใกล้กันมากไปจนแยกยาก หรือไม่ค่อยตรงกับอิมเมจของนักแสดงนัก ในขณะเดียวกันมุกเสียงแซวหรือคำแปลเล่นคำสวย ๆ ชวนยิ้มก็แห้งแล้งลงมาก เมื่อเทียบกับมาตรฐานหนังฮ่องกงที่เคยทำกันได้ดีจากหลาย ๆ ทีมก่อนนี้ จากปกติเสียงพากย์ช่วยเพิ่มความสนุกให้หนังจีนขึ้นอีก 10%-30% กลายเป็นว่ารอบนี้ไปกดความสนุกให้น้อยลงแทน แถมดันมาเกิดในหนังที่หาความสนุกเพลิดเพลินใจได้อยากอยู่แล้วด้วยเสียนี่

The Goldfinger
The Goldfinger

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

The Goldfinger
The Goldfinger

The Goldfinger โคตรพยัคฆ์ชนคนมือทอง บท 4.5 โปรดักชัน 6.5 การแสดง 7 ความสนุกตามแนวหนัง 5.5 ความคุ้มค่าการรับชม 4.5 จุดเด่น ถ้าคุณเป็นคนฮ่องกง หรือเข้าใจบริบททศวรรษ 1970 ของเกาะฮ่องกงดีพอเติมเต็มช่องว่างที่หนังไม่ขยาย น่าจะรู้สึกไม่สะดุด และยิ่งเข้าใจแง่มุมเล่ห์กลที่ตัวละครใช้ทั้งตัวร้ายตัวดีก็น่าจะยิ่งสนุกขึ้นอีก ใด ๆ คือพลังดาราของเหลียงเฉาเหว่ยกับหลิวเต๋อหัวในหนังคือยังทรงพลังมาก จุดสังเกต ผู้สร้างดูไม่แคร์คนที่ไม่มีพื้นฐานของเรื่องจริงมาก่อนแต่อย่างใด การเมกอัปหรือคอสตูมต่างเวลาที่ช่วยเล่าการตัดต่อสลับช่วงเวลาไปมายังทำให้เข้าใจสับสนอยู่ การปูพื้นตัวละครของเหลียวเฉ่าเหวยมีน้อยและเราไม่ค่อยแน่ใจว่าเขาจะโลภไปทำไมจนเหมือนมันแค่มาเติมเต็มคนที่อ่านข่าวเรื่อจริงอย่างละเอียดมาก่อนแล้วเท่านั้นหรือเปล่า งานพากย์ไทยรอบนี้ยังมีจุดน่าตำหนิพอสมควร 5.5

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...