โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดีแผลเดียวหรือแบบซ่อนแผล

แนวหน้า

เผยแพร่ 03 เม.ย. 2567 เวลา 17.00 น.

ปัจจุบันบนโลกของเรามีผู้ป่วยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีถึง 20% ของคนทั่วไป โดยในประเทศไทยมีผู้ป่วยที่มีนิ่วในถุงน้ำดีอยู่ที่ประมาณ 6% และมีแนวโน้มในการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเราได้อิทธิพลการรับประทานอาหารตามชาวตะวันตกทำให้มีโอกาสเกิดนิ่วชนิดคอเรสเตอรอลเพิ่มขึ้น แต่กว่า 80% ของผู้ป่วยที่มีโรคนิ่วในถุงน้ำดี จะไม่มีอาการ แล้วเราจะทราบได้อย่างไร…ว่าเรามีนิ่วในถุงน้ำดี

นพ.ศิรสิทธิ์ เลาหทัย ศัลยแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องขั้นสูง ได้ให้ความรู้ว่า

ผู้ป่วยที่เป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีที่มีอาการน้อย มักจะรู้สึกจุกแน่นบริเวณลิ้นปี่ไปจนถึงใต้ชายโครงขวา และมักเป็นหลังรับประทานอาหารมันๆ หรืออาหารมื้อใหญ่ๆ เป็นครั้ง ครั้งละประมาณ 30-60 นาที และหายได้เอง แต่ถ้าหากมีอาการมากขึ้นจะรู้สึกปวดร้าวจากท้องไปที่หลัง หรือสะบักข้างขวาได้ บางคนอาจจะปวดมากจนไม่สามารถทานอาหารได้เลย และในผู้ป่วยที่เริ่มมีภาวะแทรกซ้อนแล้ว จะเริ่มปวดท้องรุนแรงตลอดเวลา มีไข้สูง อาจจะถึงขั้นตัวเหลืองตาเหลืองได้ ในกรณีนี้ผู้ป่วยจำเป็นจะต้องเข้าพบแพทย์อย่างเร่งด่วน ส่วนในกลุ่มที่ไม่มีอาการมักจะตรวจพบได้จากการตรวจสุขภาพประจำปี หรือพบเจอจาการตรวจอัลตราซาวนด์หรือ ทำ CT scan

นพ.ศิรสิทธิ์ เลาหทัย

นิ่วในถุงน้ำดีจำเป็นต้องผ่าตัดมั้ย? และผ่าตัดอย่างไร

หลายคนมักจะสงสัยว่า การผ่าตัดเอาแค่นิ่วออกใช่มั้ย หรือ ถ้าไม่ผ่าตัดได้หรือไม่? การผ่าตัดนิ่วในถุงน้ำดี คือการตัดถุงน้ำดีออกไป ไม่สามารถนำแค่นิ่วออกไปได้ เพราะว่าจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ หรืออาจจะเกิดน้ำดีรั่วในช่องท้องได้ครับ และถ้าเราเริ่มมีอาการของนิ่วในถุงน้ำดีแล้ว จำเป็นจะต้องได้รับการผ่าตัดถุงน้ำดีเสมอครับ เพราะว่าเมื่อเริ่มมีอาการแล้ว แปลว่าในอนาคตจะมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนได้สูง แต่ถ้าไม่มีอาการเลยจะจำเป็นต้องผ่าตัดก็ต่อเมื่อ 1.นิ่วมีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม. 2.ตรวจพบนิ่วร่วมกับติ่งเนื้อในถุงน้ำดี 3.ถุงน้ำดีมีลักษณะอักเสบเรื้อรัง4.เป็นโรคเม็ดเลือดแดงผิดปกติ เช่น sickle cell anemia, hereditary spherocytosis และ 5.อยู่ในพื้นที่ห่างไกลไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้ถ้าเกิดมีภาวะแทรกซ้อน

การผ่าตัดโรคนิ่วในถุงน้ำดีในปัจจุบันต่างกับในอดีต อย่างไร?

ในอดีตการผ่าตัดถุงน้ำดีจะเป็นแบบเปิดซึ่งมีแผลขนาด 15-20 ซม. ซึ่งการผ่าตัดแบบนี้ทำให้ผู้ป่วยปวดแผลมาก ฟื้นตัวช้าและมีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนของแผลผ่าตัดได้สูง จนในปัจจุบันได้มีการพัฒนาการผ่าตัดแบบส่องกล้อง โดยจะมีแผลเพียงแค่ 0.5-1 ซม.ประมาณ 3-4 แผล ทำให้มีแผลเล็กเจ็บแผลน้อย ฟื้นตัวได้ไว สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ทันทีหลังจากผ่าตัด ที่สำคัญคือการผ่าตัดวิธีนี้จะใช้กล้องที่มีกำลังขยายสูงทำให้เห็นอวัยวะต่างๆ ที่สำคัญได้ชัดเจนและปลอดภัยมากขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นยังมีการผ่าตัดที่เรียกว่า การผ่าตัดส่องกล้องถุงน้ำดีแผลเดียว หรือ Single IncisionLaparoscopic Cholecystectomy (SILC)ที่เป็นการผ่าตัดซ่อนแผลไว้บริเวณสะดือ ขนาดแผลประมาณ 1.5-2 ซม. ทำให้ไม่เห็นรอยแผลเป็น แต่จำเป็นต้องใช้ความชำนาญและประสบการณ์ของศัลยแพทย์เป็นอย่างสูง

หลังจากการผ่าตัดถุงน้ำดีออกไปแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาคือการปรับตัวของร่างกายที่เรียกว่า Post-Cholecystectomy Syndrome ซึ่งพบได้ประมาณ 30% ของผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัด โดยจะมีอาการอืดแน่นท้องเล็กน้อยหลังทานอาหารโดยเฉพาะอาหารมัน และอาการเหล่านี้สามารถหายได้เองภายในไม่กี่วัน หรือไม่กี่สัปดาห์หลังผ่าตัด และเนื่องจากในปัจจุบันการผ่าตัดถุงน้ำดี จะใช้การผ่าตัดส่องกล้องเป็นหลัก แผลจะเล็กลงเจ็บน้อยลง ฟื้นตัวไวขึ้น หลังผ่าตัดก็สามารถเดินหรือใช้ชีวิตประจำวันตามปกติได้ทันที ส่วนการออกกำลังกายอาจจะใช้ระยะเวลาพักฟื้นประมาณ 2-4 สัปดาห์ หลังการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับความหนักของกิจกรรมนั้นๆ

สามารถปรึกษาหรือสอบถามรายละเอียด ได้ที่ เพจ Facebook : ผ่าตัดส่องกล้องต้องรู้อะไรบ้าง by หมอโจอี้-นพ.ศิรสิทธิ์ เลาหทัย หรือ Line : dr.sirasit หรือWebsite : www.doctorsirasit.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...