โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความอยู่รอดของเผด็จการ และความจำเป็น ของการดึง 'พรรคประชาธิปไตย' มาเป็นพวก

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 14 ส.ค. 2566 เวลา 16.24 น. • เผยแพร่ 14 ส.ค. 2566 เวลา 14.19 น.

ท่ามกลางบริบททางการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 จนถึงการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้คะแนนเสียงข้างมากอันดับหนึ่งอย่างพรรคก้าวไกลต้องไปเป็นฝ่ายค้าน และพรรคฝ่ายประชาธิปไตยที่ได้เสียงลำดับสองอย่างพรรคเพื่อไทยต้อง “ข้ามขั้ว” ไปจับมือกับพรรคการเมืองที่เคยเป็นนั่งร้านให้กับการสืบทอดอำนาจและกลไกเผด็จการอำนาจนิยมที่ดำรงอยู่หลังการรัฐประหารปี 2557

ในทางวิชาการจะพบว่าไม่ใช้เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะความอยู่รอดของเผด็จการอำนาจนิยม (authoritarianism) ในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพราะต้องเผชิญกับความกดดันจากต่างประเทศและความท้าทายจากประชาชนภายในประเทศที่เรียกร้องการเลือกตั้ง

จึงเกิดยุทธวิธีของเผด็จการอำนาจนิยมที่เรียกว่า “การดึงมาเป็นพวก” (co-optation) โดยใช้สถาบันการเมืองของฝ่ายประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภา พรรคการเมือง องค์กรภาครประชาสังคม หรือหน่วยงานอิสระต่าง ๆ มาเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้กับระบอบอำนาจนิยม

การศึกษานี้มาจากงานของ Jennifer Gandhi (2008) ในเรื่อง “สถาบันการเมืองภายใต้เผด็จการ” (Political Institutions under Dictatorship) ว่าระบอบเผด็จการอำนาจนิยมจะดำรงอยู่ได้จะต้องได้รับการยอมทำตามและความร่วมมือจากสถาบันการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยเพื่อจัดการการเจรจาต่อรองในเชิงนโยบาย และเพื่อหาความต้องการของกลุ่มต่าง ๆ จนสามารถสร้างข้อตกลงร่วมกัน จนสุดท้ายทำให้รัฐบาลสามารถมีนโยบายที่ทำงานได้ แม้จะอยู่ในบริบทที่ไม่เป็นประชาธิปไตยมากนักก็ตาม

หรือกล่าวได้ว่าความอยู่รอดของเผด็จการอำนาจนิยมต้องใช้การแข่งขันจากการเลือกตั้ง พรรคการเมืองบางกลุ่ม และกระบวนการประชาธิปไตยบางส่วน “มาเป็นพวก” จึงสามารถดำรงอยู่รอด และใช้นโยบายมาแก้ไขปัญหาปากท้อง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการดำรงอยู่ของเผด็จการอำนาจนิยมนั้น

สําหรับงานศึกษาในไทยจะพบจากวิทยานิพนธ์และบทความของ จันจิรา ดิษเจริญ (2566) ในเรื่อง “พรรคพลังประชารัฐและการเมืองของการดึงเข้ามาเป็นพวก” ที่ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มเผด็จการอำนาจนิยมที่มาจากการรัฐประหารปี 2557 ได้ใช้กลไกการเลือกตั้งปี 2562 และสร้างการเจรทางการเมืองกับกลุ่มทางการเมืองสำคัญในพรรคพลังประชารัฐ ด้วยยุทธวิธีการสร้างเครีอข่าย การวางตำแหน่งทางการเมือง การใช้ทรัพยากรแลกเปลี่ยน การจัดสรรงบประมาณ และการต่อรองด้วยคดีความ จนทำให้เกิดพรรคพลังประชารัฐที่สามารถชนะได้คะแนนเสียงจากประชาชนสูงสุดในการเลือกตั้งดังกล่าว และช่วยจัดตั้งรัฐบาลจนทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งต่อไป หลังจากการเป็นนายกรัฐมนตรีจากการยึดอำนาจมากว่า 4 ปี

อีกแง่มุมหนึ่งมาจากงานของผู้เขียนเอง (วีระ 2564) ศึกษาการตัดสินใจนโยบายเกษตรกรรมแปลงใหญ่ของรัฐบาลในช่วงปี 2557-2561 ที่อยู่ภายใต้ระบอบเผด็จการอำนาจนิยม ได้มีกลไกในการดึงกลุ่มองค์กรภาคประชาชนและการรวมกลุ่มของเกษตรกรให้กลาย “มาเป็นพวก” กับกลไกราชการที่ต้องการนโยบายที่ส่งผลสำเร็จอย่างรวดเร็วในการเข้าไปให้ความชอบธรรมผ่านผลสำเร็จของนโยบาย (policy performance) กับรัฐบาลหลังการยึดอำนาจปี 2557 ที่ล้มนโยบายจำนำข้าว และเปลี่ยนมาใช้กระบวนการรวมกลุ่มของเกษตรกรและการช่วยปัจจัยการผลิตแทน

บนฐานคิดว่าแม้จะไม่มีความชอบธรรมจากการเลือกตั้งเพราะรัฐประหารมา แต่หากมีนโยบายที่ชัดเจนก็พอจะต่ออายุรัฐบาลให้ชอบธรรมต่อไปได้

ด้วยเหตุนี้ การมองเผด็จการแบบเดิมที่ดูเพียงการตัดสินใจของผู้นำหรือรัฐบาลเผด็จการจึงอาจไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้องทำความเข้าใจภาพรวมของการจัดเรียงสถาบันทางการเมืองดังกล่าวในองค์รวม ทำให้เห็นได้ว่าการใช้อำนาจในกระบวนการนโยบายของรัฐในระบอบการปกครองที่เปลี่ยนผ่านจากอำนาจนิยมมาสู่ประชาธิปไตย มีลักษณะเฉพาะที่สำคัญ

ต้องพิจารณาตั้งแต่การจัดตั้งรัฐบาล การพัฒนาเศรษฐกิจ และการกำหนดนโยบายต่างๆ ในระบอบที่เป็นประชาธิปไตย“ไม่เต็มใบ” จะสามารถดำเนินการได้อย่างราบรื่นก็ต้องสร้างความสัมพันธ์ในการตกลงร่วมกันกับสถาบันทางการเมืองที่มีอยู่ในระบอบประชาธิปไตย อย่างรัฐสภา (ที่มีบางกลุ่มยึดโยงกับฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม) พรรคการเมือง (ที่ถูกดึงมาเป็นพวกกับฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม) และกลุ่มทางสังคม (ที่ถูกดึงมาทำงานร่วมกับฝ่ายเผด็จการอำนาจนิยม)

หากนำบทเรียนนี้มามองสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบันที่อยู่ในระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลข้ามขั้ว แม้แกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลจะมาจากพรรคเพื่อไทยที่ต่อสู้เรื่องประชาธิไตยมากว่าสองทศวรรษ

แต่ต้องไม่ลืมว่าการจัดตั้งดังกล่าวอาจเป็นเพียงกระบวนการหนึ่งของฝ่ายอำนาจนิยมที่พยายาหาพรรคฝ่ายประชาธิปไตย “มาเป็นพวก” เพื่อรักษาความอยู่รอดให้กับเผด็จการที่แฝงตัวอยู่ตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 ถึงปัจจุบัน

การต่อสู้ของฝ่ายประชาธิปไตยจึงต้องระวังเกมอันตรายที่ถูกวางไว้ให้เดินว่าเส้นทาง “ข้ามขั้ว” นี้ จะช่วยให้สร้างประชาธิปไตยได้จริง หรือสุดท้ายอาจเป็นเพียงการ “ถูกจับไปเป็นพวก” เดียวกับเผด็จการอำนาจนิยม

เอกสารอ้างอิง

Gandhi, Jennifer (2008) Political Institutions under Dictatorship, Cambridge : Cambridge University Press.

จันจิรา ดิษเจริญ (2566) “พรรคพลังประชารัฐ และการเมืองของการดึงเข้ามาเป็นพวก”. วารสารรัฐศาสตร์สาร, 44 (1).

วีระ หวังสัจจะโชค (2564) “ความสัมพันธ์ระหว่างโครงการเกษตรแปลงใหญ่กับระบอบการเมืองช่วง พ.ศ.2557-2561 : กรณีศึกษาโครงการเกษตรกรรมแปลงใหญ่ในภาคตะวันออก ประเทศไทย” วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 12 (2) : 1-22.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...