ส่องผลงาน 6 หุ้น นักขุดเหมืองคริปโท รายได้จากการขุดจะคุ้มกับค่าไฟหรือไม่?
ข่าวความเคลื่อนไหวของกลุ่มหุ้นที่ประกาศแผนการทำธุรกิจขุดเหมืองคริปโทฯ เงียบหายไป ตามสภาวะตลาดคริปโททั่วโลกที่ขณะนี้กำลังอยู่ในช่วงของความผันผวน แต่อย่างไรก็ตามในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาอัปเดตความคืบหน้าของหุ้นกลุ่มเหมืองบิทคอยน์กันว่าผลการดำเนินงานในงวดไตรมาส 1/65 ที่ประกาศออกมานั้น มีสัดส่วนรายได้ และต้นทุน รวมถึงแต่ละบริษัทได้เหรียญสกุลเงินดิจิทัลจากการขุดอะไรบ้าง และจะคุ้มกับค่าไฟที่ใช้ไปหรือไม่
โดยต้นทุน หรือค่าไฟฟ้า ก็มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อกระบวนการขุด ซึ่งบทความจาก www.finnomena.com/ระบุว่า ในการขุด Bitcoin จำเป็นต้องใช้พลังงานไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ดังนั้นค่าไฟฟ้าจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องคำนึงถึงสำหรับการขุด Bitcoin นักขุด Bitcoin มืออาชีพส่วนใหญ่มักจะตั้งเหมืองขุดในประเทศที่มีค่าไฟฟ้าต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่ำเพื่อลดต้นทุนในส่วนนี้ โดยต้องต่ำกว่า $0.06 ต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง จึงจะสามารถทำกำไรจากการขุด Bitcoin
JTS ขุดบิทคอยน์ได้แล้ว 18.61 BTC
เปิดหัวเรื่องกันที่ JTS เป็นหนึ่งในบริษัทที่ประกาศจะใช้เงินลงทุนในการขุดเหมืองบิทคอยน์กว่า 3,000 ล้านบาท ในปี 65 ที่จะมีเครื่องขุดให้ได้ 8,100 เครื่อง และเป็นหุ้นที่ราคาพุ่งแรงมากที่สุด
โดยในคำอธิบายงบไตรมาส 1/65 ทาง JTS รายงานว่ารายได้จากธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ จํานวน 18.61032126 เหรียญบิทคอยน์ คิดเป็นเงิน 25.23 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 100%เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้นจํานวน11.83668318 เหรียญบิทคอยน์ คิดเป็นเงิน 12.92 ล้านบาท คิดเป็นเหรียญบิทคอยน์เพิ่มขึ้น 174.75%เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4/64 โดยมีต้นทุนขายและบริการ และต้นทุนเหมืองขุดบิทคอยน์จํานวน 334.94ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.72ล้านบาท คิดเป็น 2.05%เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากต้นทุนธุรกิจเหมืองขุดบิทคอยน์ เพิ่มขึ้นจํานวน 29.75 ล้านบาท
UPA ยังไม่บันทึกรายได้ แต่ขุดเหรียญได้แล้ว 5.77 BTC
ในไตรมาสที่ 1/2565 ยังไม่มีรายได้ และต้นทุนจากธุรกิจเหมืองบิทคอยน์ เนื่องจากอยู่ระหว่างการจัดตั้งบริษัทต่างๆ และดำเนินการจัดทำ Share purchase agreement (SPA) จึงยังไม่มีการรับรู้รายได้และบันทึกบัญชีในงบการเงิน ซึ่งจะลงนาม SPA ได้ภายในไตรมาสที่ 2/65
ทั้งนี้ ทาง UPA บันทึกบัญชีในงบการเงินในไตรมาสที่ 1/65 เป็นเงินจ่ายล่วงหน้าเพื่อการลงทุนไว้จำนวน 665 ล้านบาท โครงการเริ่มขุดเหรียญบิทคอยน์เมื่อวันที่ 8 มี.ค.65 โดยสิ้นไตรมาสที่ 1 สามารถขุดเหรียญได้จำนวน 5.77 เหรียญบิทคอยน์โดยติดตั้งเครื่องขุดจำนวน 1,400 เครื่อง ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 จากจำนวนเป้าหมาย 6,000 เครื่องภายในมิ.ย.65
ZIGA มีรายได้จากการขุดบิทคอย์แล้ว 10 ล้านบาท
ZIGA ได้เข้าไปลงทุนในธุรกิจ Bitcoin Mining ซึ่ง ในปัจจุบันมีเครื่องขุดบิทคอยน์เป็นจำนวนทั้งสิ้น 400 เครื่อง เทียบเท่า จำนวน 41,600 TH/s และในขณะเดียวกันได้วางแผนใช้หม้อแปลงไฟฟ้า รุ่นเฉพาะของเหมืองบิทคอยน์ ซึ่งเป็นรุ่นที่ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้า และเป็นรุ่นนวัตกรรมที่จัดการเรื่อง Low Carbon จะช่วยลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว
สำหรับรายได้จากสินทรัพย์ดิจิทัล เป็นรายได้ที่เกิดจากการขุดสกุลเงินดิจิทัล ในไตรมาส 1/65 จำนวน 10.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น100% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน เนื่องจาก ZIGA เริ่มประกอบกิจการขุดสกุลเงินดิจิทัล ในเดือนธันวาคม 64 และมีต้นทุนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นจำนวน 12.40 ล้านบาท
ECF ขุดบิทคอยน์ และอีเธอเรียมได้แล้ว
สำหรับผลการดำเนินงานในส่วนของเหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัล (Cryptocurrency Mining) มีความสามารถในการขุดสกุลเงินดิจิทัลในช่วงที่ผ่านมาได้สองสกุลเงิน ประกอบด้วย บิทคอยน์ และอีเธอเรียม ซึ่งมีกำไรจากการวัดมูลค่าสินค้าคงเหลือสำหรับบิทคอยน์และอีเธอเรียม เท่ากับ 0.08 ล้านบาท และ 2.06 ล้านบาท ตามลำดับ
โดยมีต้นทุนการให้บริการเหมืองขุดสินทรัพย์สกุลเงินดิจิทัลเท่ากับ 2.29 ล้านบาท และมีผลขาดทุนงวดไตรมาส 1/65เท่ากับ 0.15 ล้านบาท แต่อย่างไรก็ตาม ECFจะได้รับผลกำไรบวกกลับค่าเสื่อมราคา (EBITDA) คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 1.64 ล้านบาท โดยมีค่าเสื่อมราคาสินทรัพย์ดิจิทัลที่เกิดขึ้นเท่ากับ 1.80 ล้านบาท ณ วันที่ 31 มี.ค.65 มีมูลค่าการลงทุนในเหมืองขุดสกุลเงินดิจิทัลเท่ากับ 27.62 ล้านบาท