โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ส่องการลงทุนหุ้นกลุ่ม Defence ของโลก

Finnomena

เผยแพร่ 29 เม.ย. 2568 เวลา 07.52 น. • MacroView

หนึ่งในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากนโยบาย America First ของโดนัลด์ ทรัมป์ แบบเต็ม ๆ ได้แก่ หุ้นกลุ่มการทหาร (Defence) ซึ่งถือว่ามีราคาที่สูงขึ้นอย่างค่อนข้างร้อนแรงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่รัสเซียบุกยึดครองยูเครน ความขัดแย้งในฉนวนกาซ่า และล่าสุด ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศว่าสหรัฐจะไม่เข้ามาช่วยเหลือด้านการทหารต่อสมาชิกนาโต้ที่มีการใช้จ่ายด้านกลาโหมน้อยจนเกินไป ในมุมมองของทรัมป์ ประเมินว่างบประมาณด้านความมั่นคงของประเทศต่าง ๆ ควรจะมีอย่างน้อย 5% ของจีดีพี ด้วยคำขู่ของทรัมป์นี้ ทั้งยุโรปและอังกฤษต่างเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธยุทโธปกรณ์และระบบต่างๆที่ใช้สนับสนุนเป็นเงินหลายพันล้านดอลลาร์ ส่งผลให้ราคาหุ้นชั้นนำในกลุ่มนี้ อาทิ Rheinmetall, Thales, BAE Systems, Leonard และ Saab พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปีที่แล้ว โดยนักลงทุนคาดการณ์งบประมาณของภาครัฐด้านการทหารที่ตั้งไว้จะนำไปสู่คำสั่งซื้ออาวุธใหม่ ๆ รวมถึงมีการอัปเกรดรุ่นอาวุธให้ทันสมัยยิ่งขึ้น โดยเมื่อได้มีการลงนามสัญญาการจัดซื้ออาวุธ ก็จะเกิดโมเมนตัมต่อราคาหุ้นนั้น อย่างไรก็ดี สัญญาระยะยาวก็ทำให้เกิดต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและค่าเสื่อมราคาของอุปกรณ์ที่ตกรุ่นไป รวมถึงสัญญาที่ลงนามไว้อาจมีการยกเลิกเกิดขึ้นในเวลาต่อมา ที่สำคัญบริษัทเหล่านี้ จะได้รับผลกระทบจากนโยบาย Tariff ของทรัมป์ กระนั้นก็ดี นักลงทุนก็มีทางเลือกมากมายในตราสารด้านการลงทุนในตลาด ซึ่งสามารถลงทุนด้วยมูลค่ามากหรือน้อยได้ตามความชอบใจ สำหรับหุ้น Defence ใน FTSE 100 ที่น่าสนใจ ได้แก่ BAE, Babcock ธุรกิจเรือดำน้ำนิวเคลียร์ของอังกฤษ และ Rolls-Royce ในขณะที่หุ้นที่เล็กลงมา ได้แก่ Qinetiq ผู้เชี่ยวชาญด้านการทดสอบและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัย, Chemring ทำด้านวิศวกรรมการทหาร รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีด้านกลาโหม อย่าง Cohort, Filtronic และ Concurrent โดยบทความนี้ ขอแนะนำหุ้น Concurrent Technology (CNC) ธุรกิจของ CNC คือการสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีความทนทานต่อการใช้งานเพื่อใช้ในเครื่องบินรบและเรือรบ โดยส่วนหลักเป็นบอร์ดคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กที่ใช้เป็นระบบเรดาร์และการสื่อสารซึ่งทนทานต่อความร้อนและการสั่นไหว โดยการเพิ่มขึ้นของงบกลาโหมได้ส่งผลให้รายได้ของ CNC ในปี 2024 เพิ่มขึ้น 27% สู่ระดับ 40.3 ล้านปอนด์ และ Ebitda เพิ่ม 30% สู่ระดับ 7.8 ล้านปอนด์ อีกทั้งยังได้รับดีลถึง 10 รายการจากบริษัท contractor รายใหญ่ของสหรัฐ ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท โดยจะส่งผลดีต่อยอดขายในปี 2027 เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ดี นโยบาย Tariff ของทรัมป์ต่อยุโรปถือเป็นความเสี่ยง ซึ่ง CNC มีสัดส่วนรายได้จากสหรัฐราว 45% และจากยุโรป 20% อย่างไรก็ดี การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายด้านกลาโหมของเยอรมันจะนำมาซึ่งรายได้ในตลาดนี้เพื่อทดแทนรายได้จากฝั่งสหรัฐที่น่าจะลดลง ด้านผู้บริหารของบริษัท ได้กล่าวว่ารายได้ 100 ล้านปอนด์ เป็นเป้าหมายของในอนาคตของบริษัท ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นเมื่อสัญญาการจัดซื้ออาวุธขนาดใหญ่ได้มีการส่งมอบ โดยหุ้น CNC ซื้อขายกันที่ forward P/E ที่ 25 เท่า ซึ่งดูเหมือนจะแพง ทว่าด้วยความแข็งแกร่งของงบการเงินบริษัท ก็ยังถือว่าไม่แพงจนเวอร์มากเกินไป แม้ว่า US Tariff จะเป็นความเสี่ยงในตอนนี้ ทว่าในระยะยาว การเพิ่มขึ้นของงบการทหารของยุโรปถือเป็นปัจจัยเชิงบวกด้าน Macro ในระยะยาว แถมด้วยความแข็งแกร่งของงบการเงินจะช่วยต้านทานความไม่แน่นอนจากทรัมป์ได้อีกด้วย หันมาพิจารณา ETF ด้าน Defence กันบ้าง ที่เป็น Big Name ในตอนนี้ เห็นจะไม่พ้น 2 ตัวนี้ ได้แก่ WisdomTree Europe Defence UCITS ETF - EUR Acc (WDEF) ที่เพิ่งเปิดตัวไปเมื่อ 4 มีนาคม ที่ผ่านมา ซึ่งได้กวาด AUM ไปได้ $588 ล้านแล้ว และ VanEck Defense UCITS ETF (DFNS) ที่มียอด AUM ที่ $1.9 พันล้าน โดยเดือนมีนาคมเพียงเดือนเดียว กวาดไปถึง $1 พันล้าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความน่าสนใจของกลุ่มด้านการทหารในโลกที่มี Geopolitics ที่รุนแรงและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เริ่มจาก WDEF ที่ลงทุนตามดัชนี WisdomTree Defence UCITS Index ลงทุนหุ้นในกลุ่ม Defence ของยุโรป ขั้นต่ำ 20 บริษัท โดย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2025 น้ำหนักการลงทุนในประเทศฝรั่งเศส, อังกฤษ, เยอรมัน และอิตาลี ที่ 28%, 24%, 18% และ 13% ตามลำดับ โดยเน้นกลุ่ม Industrial 99% ด้านหุ้น Top 5 ที่ถือ ได้แก่ Rheinmetall, Thales, BAE Systems, Leonard และ Saab ทั้งหมดราว 60% ของพอร์ตรวม โดย ETF นี้ มีค่าใช้จ่ายรวม 0.4% ด้าน DFNS ของ VanEck ลงทุนในบริษัทด้านการทหารชั้นนำ บริษัท cybersecurity ขนาดใหญ่ และผู้ให้บริการด้านการป้องกันทางทหาร ตามดัชนี MarketVector™ Global Defense Industry Index โดยเริ่มตั้งกอง ETF ในเดือนมกราคม 2023 โดยนำ้หนักการลงทุนในประเทศสหรัฐ, ฝรั่งเศส, อิตาลี, และ เกาหลีใต้ ที่ 53%, 11%, 8% และ 7% ตามลำดับ เน้นกลุ่ม Industrial 90% และ Information Technology 9% ด้านหุ้น Top 5 ที่ถือ ได้แก่ RTX Corp, Thales, Leonard, Palentir และ Leidos Holdings ทั้งหมดราว 40% ของพอร์ตรวม โดย ETF นี้ มี P/E ที่ 26.78 เท่า ถือหุ้นทั้งหมด 28 ตัว ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2025 สำหรับอัตราผลตอบแทนของ DFNS ในปี 2024 อยู่ที่ 44.17% และ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2025 มีผลตอบแทนตั้งแต่ตั้งกองที่ 48.06% ดร. บุญธรรม รจิตภิญโญเลิศ, CFP MacroView, macroviewblog.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...