โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อย่าปล่อยให้ถึงระยะสุดท้าย กรมการแพทย์ เตือน โรคไต ภัยเงียบไร้อาการ

แนวหน้า

เผยแพร่ 29 เม.ย. เวลา 17.00 น.

กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนตระหนักรู้ โรคไต ภัยเงียบที่ไม่แสดงอาการในระยะแรก หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและดูแลอย่างเหมาะสม เตือนอย่ามองข้ามสัญญาณเล็ก ๆ ชี้กลุ่มเสี่ยง–แนะปรับพฤติกรรม ลดโอกาสไตเสื่อมในระยะยาว และลดการเสียชีวิต

นายแพทย์สกานต์ บุนนาค รองอธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคไต ซึ่งเป็นภัยเงียบที่มักไม่แสดงอาการในระยะแรก เป็นหนึ่งในโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ที่พบมากขึ้นในคนไทย โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยง เช่น รับประทานอาหารเค็ม สูบบุหรี่ หรือใช้ยาแก้ปวดติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งจุดที่น่ากังวลคือในระยะแรกของโรคมักไม่มีอาการผิดปกติ ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมารับการรักษาเมื่อโรคลุกลามแล้ว จึงขอเน้นย้ำให้ประชาชนหมั่นตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยเฉพาะการตรวจการทำงานของไต เพื่อให้สามารถค้นหาโรคได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นและชะลอการเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรมการแพทย์

นายแพทย์จินดา โรจนเมธินทร์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า กลุ่มเสี่ยงที่ควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษ ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน รวมถึงผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต เนื่องจากปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อการเสื่อมของไตทั้งสิ้น หากอยู่ในกลุ่มดังกล่าวควรได้รับการติดตามและตรวจการทำงานของไตอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้โรคลุกลามจนเข้าสู่ระยะรุนแรง แม้โรคไตจะไม่แสดงอาการในระยะแรก แต่เมื่อเริ่มมีอาการมักเป็นสัญญาณที่บ่งชี้ว่าไตได้รับความเสียหายแล้ว เช่น ตัวบวม เท้าบวม เหนื่อยง่าย ปัสสาวะผิดปกติ เช่น มีฟองมากหรือมีเลือดปน รวมถึงความดันโลหิตสูงที่ควบคุมได้ยาก ดังนั้น หากพบอาการดังกล่าวควรรีบพบแพทย์โดยเร็ว เพื่อให้ได้รับการตรวจวินิจฉัยรักษาอย่างถูกต้อง

กรมการแพทย์

ด้านรศ.พญ.วรางคณา พิชัยวงศ์ นายแพทย์เชี่ยวชาญ กลุ่มงานอายุรศาสตร์ โรงพยาบาลราชวิถี กล่าวว่า การดูแลสุขภาพไตสามารถเริ่มได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ได้แก่ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดและความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ลดการบริโภคอาหารเค็ม อาหารไขมันสูง และอาหารหมักดอง ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน หลีกเลี่ยงการใช้ยาแก้ปวดหรือยาสมุนไพรโดยไม่จำเป็น รวมถึงงดสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ “ภาวะไตวาย” ว่าสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ภาวะไตวายเฉียบพลัน ซึ่งเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในระยะเวลาสั้น ๆ มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อรุนแรง การขาดน้ำ การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะช็อก ซึ่งหากได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที มีโอกาสฟื้นกลับมาเป็นปกติได้ และภาวะไตวายเรื้อรัง ซึ่งเกิดจากการเสื่อมของไตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยมักสัมพันธ์กับโรคประจำตัว เช่น เบาหวานและความดันโลหิตสูง ผู้ป่วยในระยะนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อชะลอการเสื่อมของไตไม่ให้เข้าสู่ระยะสุดท้าย สำหรับแนวทางการรักษา ขึ้นอยู่กับระยะของโรค โดยในระยะแรกสามารถรักษาด้วยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง เช่น ควบคุมระดับน้ำตาล ความดันโลหิต และปรับพฤติกรรมสุขภาพ รวมถึงการใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ แต่หากเข้าสู่ระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย อาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาทดแทนไต ได้แก่ การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง หรือการปลูกถ่ายไต ซึ่งเป็นแนวทางช่วยยืดอายุและเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย

กรมการแพทย์
กรมการแพทย์
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...