ช่องโหว่ความกังวล เมื่อ Data Center ไม่ต้องทำรายงาน EIA ?
Data center คือ ศูนย์กลางที่เก็บและประมวลผลข้อมูลดิจิทัลโดยมีเซิร์ฟเวอร์หรือคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่จำนวนมากทำงานอยู่ตลอดเวลา โครงการนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องของผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมอยู่บ่อยครั้ง ในเรื่องของการใช้ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรไฟฟ้า
หลายประเทศที่มีที่ตั้งฐาน Data center ก็ออกมาเคลื่อนไหว แบน และคัดค้านให้หยุด หรือทบทวนการพัฒนาต่อของโครงการ อย่างสหรัฐอเมริกาในบางรัฐ, สิงคโปร์, ไอแลนด์ และเนเธอร์แลนด์
ในขณะที่หลายประเทศตระหนักถึงผลกระทบ แต่ประเทศไทยพยายามเดินหน้าโครงการเหล่านี้เพื่อดึงดูดนักลงทุน หนึ่งในข้อสังเกตของการทำโครงการนี้ คือ การที่ประเทศไทยประกาศจะผลักดัน “นโยบาย Thailand Fast Pass” ที่หลายคนตั้งข้อสังเกตว่า นี่จะเป็นทางด่วนเส้นใหม่สำหรับหลายอุตสาหกรรม ซึ่งหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายก็คือ Data center ซึ่งพื้นที่ภาคตะวันออกถูกเล็งเป้าหมายเอาไว้
สาเหตุที่ไทยมองว่าอยากมีฐาน Data center เป็นของตัวเอง เนื่องจากหลายประเทศในภูมิภาคนี้ที่เป็นฐาน Data center เดิม มีข้อจำกัด ไม่สามารถขยายฐานได้อีก นักลงทุนจึงเริ่มมองหาทำเลใหม่ ซึ่งหนึ่งในพื้นที่เป้าหมาย คือ ประเทศไทย ด้วยปัจจัยที่ว่าประเทศไทยมี โครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม เช่น ความมั่นคงทางพลังงานอย่างไฟฟ้าและน้ำ รวมถึงกระบวนการอนุญาตที่ยืดหยุ่นของประเทศไทย
อีกด้านหนึ่ง รัฐยังมองว่าการที่ไทยเป็นฐาน Data center และ cloud service ภายในประเทศ จะช่วย เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัล ลดต้นทุนบริการ และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรม AI ในอนาคต
หนึ่งสิ่งสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือการสร้าง Data center ในไทยแต่คนที่มาลงทุนเป็นบริษัทเอกชน หรือบริษัทต่างชาติ เจ้าของข้อมูลคือเราไหม ? คำตอบคือไม่ อาจบอกได้ว่าเราเป็นแค่คนเปิดให้บริการเช่าพื้นที่ เปรียบเสมือนเขามาเช่าพื้นที่เรา แต่ตัวสินค้าหรือข้าวของข้างใน (ข้อมูล) เป็นของเจ้าของไฟล์หรือเจ้าของระบบที่นำมาฝากเก็บไว้ สรุปคือ ที่ทำไม่ใช่เพื่อเป็นเจ้าของข้อมูล แต่เพื่อดึงดูดการลงทุน
ไทยมี Data center อยู่แล้ว
ข้อมูล ณ วันที่ 5 ส.ค. 2569 จาก Data Center Map ระบุว่า ประเทศไทยมี Data center ทั้งหมด 65 แห่ง กระจุกตัวอยู่ใน กทม. (35 แห่ง) ปริมณฑล และมีการขยายตัวไปทางเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
Data center มีหลายขนาด และโดยวัดเป็น เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งเป็นการวัดปริมาณพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่มีอยู่ในการใช้งานอุปกรณ์ IT, ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานอื่น ๆ สะท้อนความต้องการพลังงานและความสามารถในการขยายขนาดของ Data center
โดยภาพจำ Data center ที่มีขนาดใหญ่โต ใช้น้ำใช้ไฟเยอะ ๆ คือ Data center ขนาดใหญ่ ในความเป็นจริง ยังมี Data center เล็ก ๆ กินไฟเท่าห้างสรรพสินค้าในกรุงเทพฯ หรือไม่ได้ใช้น้ำสเกลใหญ่เท่า
แต่ที่เป็นประเด็นกันอยู่ตอนนี้คือ จะมีการจะขยายพื้นที่การทำ และอาจจะรวมไปถึงการทำให้ใหญ่ขึ้น เพื่อรองรับการลงทุนของบริษัทต่างชาติ โดยพื้นที่ที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและระยอง เพราะมีนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอยู่แล้ว
กระแส #คัดค้านDatacenter
กระแส #คัดค้านDatacenter เริ่มต้นมาจากข่าวการสร้าง Data center ติดโรงพยาบาลพระราม 9 โลกออนไลน์ได้พูดถึงความกังวล และผลกระทบที่ตามมาจากการมี Data center ในบริเวณพื้นที่ชุมชน โดยเฉพาะใกล้กับพื้นที่โรงพยาบาล
อย่างไรก็ตาม จากการตรวจสอบพบว่า Data center ที่ติด รพ.พระราม 9 ไม่ใช่ Data center ขนาดใหญ่ โดยข้อมูลระบุว่ามี ขนาด 20 MW (ถือเป็น Data center ขนาดเล็ก-กลาง)
แต่กระแส #คัดค้านDatacenter ก็มีการพูดรวมถึง Data center ขนาดใหญ่ที่อาจจเกิดขึ้นในอนาคต ว่าจะส่งผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ดังนี้
กังวลเรื่องการใช้น้ำสะอาด ใช้ไฟฟ้า
แม้ Data center จะถูกมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ก็เป็นอุตสาหกรรมที่ใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะน้ำสำหรับระบบหล่อเย็น/ระบายความร้อน
จึงเกิดคำถามว่า หากนำโครงการไปตั้งในพื้นที่ที่มีอุตสาหกรรมหนาแน่นอยู่แล้ว ทรัพยากรที่มีอยู่จะเพียงพอหรือไม่ ?
หากไม่มีการกำหนดพื้นที่และประเมินขีดความสามารถในการรองรับ (Carrying Capacity) อย่างเหมาะสม อาจเกิดการแย่งชิงการใช้ทรัพยากรน้ำและไฟฟ้าระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับประชาชน
นอกจากนี้ การลงทุนพัฒนาระบบสายส่งไฟฟ้าที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ก็อาจถูกผลักภาระมาอยู่ในค่าไฟฟ้า หรือค่า Ft ที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มเติมด้วย
อุณหภูมิสูงขึ้น
งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ พบว่า อุณหภูมิพื้นผิวโลกโดยรอบศูนย์ข้อมูล AI เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย 2.07 องศาเซลเซียส เพิ่มขึ้นได้ตั้งแต่ 0.3 จนถึงสูงสุด 9.1 องศาเซลเซียส โดยเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า Data heat island effect (ปรากฏการณ์เกาะความร้อนจากศูนย์ข้อมูล)
ไม่ผ่านการทำ EIA (ประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม)
อีกหนึ่งความกังวลใหญ่ของการมี Data center ในประเทศไทย คือData center เหล่านี้ไม่ต้องผ่านการทำ EIA
ประชาชาติ รายงานเมื่อวันที่ 15 ก.ค. 2569 ที่ผ่านมา โดยระบุว่า ประภาส เหลืองศิรินภา ผู้อำนวยการสำนักการโยธา กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงกรณีมีการร้องเรียนถึงโครงการก่อสร้าง Data center ขนาด 20 MW ติดโรงพยาบาลพระราม 9 สร้างความกังวลว่าจะมาแย่งใช้ไฟฟ้า และน้ำประปา รวมถึงการปล่อยคลื่นความร้อนว่า
บริษัทได้แจ้งขอก่อสร้างถูกต้องตามการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎกระทรวงให้ใช้บังคับผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 เพื่อใช้เป็นคลังสินค้า ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสำนักงาน
นอกจากนี้ อาคารนี้ไม่เข้าข่ายต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ สำนักการโยธาจะประสานความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการประปานครหลวง (กปน.) เพื่อเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ไฟฟ้าและน้ำประปา ว่ามีการแยกฐานระบบรองรับเฉพาะ หรือมีมาตรการที่ไม่กระทบต่อแรงดันน้ำและเสถียรภาพไฟฟ้าของโรงพยาบาลพระราม 9 และชุมชนโดยรอบต่อไป
ไม่ใช่แค่คัดค้าน แต่คนเห็นด้วยก็มี
ไม่ใช่ทุกคนที่คัดค้านการเข้ามาของ Data center บางส่วนมองว่านี่เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ดีของไทย
The Standard สัมภาษณ์ จรีพร จารุกรสกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร WHA Group ผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายใหญ่ของไทย ถึงข้อคัดค้าน Data center ในกรณีต่าง ๆ เช่น
ใช้ไฟเยอะ-ไทยมีกำลังผลิตสำรองมากเกิน
จรีพร มองว่า ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้มีปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า เนื่องจากมีกำลังผลิตสำรองที่มากเกินความจำเป็น อย่างไรก็ตาม ก็อาจเป็นคำถามตามมาว่า ถ้ามี Data center มากขึ้น ปริมาณไฟฟ้าสำรองที่มีจะพอจริงไหม
ใช้น้ำเยอะ-บริหารจัดการน้ำให้ดีได้
จรีพร ยังมองว่า ประเทศไทยมีน้ำเพียงพอ เพียงแต่ต้องปรับปรุงเรื่องการบริหารจัดการน้ำให้ดี และระุบเพิ่มว่า ไทยควรสร้างอ่างเก็บน้ำและระบบผันน้ำในประเทศให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อกักเก็บน้ำฝนธรรมชาติไว้ให้ได้มากที่สุด
นอกจากนี้ จรีพร ยังชี้ให้เห็นว่า ทางออกที่บริษัท Data center ระดับโลกยอมรับและใช้เป็นมาตรฐานสากล คือ ระบบชดเชยการใช้น้ำ (Water Offset) ร่วมกับการจ่ายค่าน้ำในอัตราพิเศษ
หนึ่งในความคืบหน้าพอจะตั้งข้อสังเกตได้ว่ารัฐเองก็อาจกำลังจะทำ นั้นคือ รัฐบาลกำลังเดินหน้า เพิ่มแหล่งน้ำรองรับความต้องการใช้น้ำของภาคอุตสาหกรรม โดยล่าสุดคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด มูลค่า 7.2 พันล้านบาท ส่งน้ำให้นิคมอุตฯ ภาคตะวันออก เสียพื้นที่ป่า-ระบบนิเวศ อุทยานแห่งชาติเขาสิบห้าชั้น 1.1 หมื่นไร่
นำมาสู่คำถามเชื่อมโยงกับเรื่องการสร้าง Data center หรือไม่ ? จะเพียงพอต่อการรองรับการขยายตัวของ Data center หรือไม่ ? และเมื่อโครงการเกิดขึ้นแล้ว จะส่งผลต่อการใช้ที่ดินและการจัดสรรทรัพยากรในพื้นที่อย่างไร ? แต่ก็ยังฟันธงไม่ได้ว่าการเกิดขึ้น
ข้อเสนออื่น ๆ ที่รัฐต้องทำเพิ่ม
ผู้บริหารรายนี้ ยังมีข้อเสนออื่น ๆ ให้รัฐทำเพิ่มเติม เพื่อรองรับการเข้ามาของ Data center เช่น
เร่งยกระดับทักษะแรงงานคนไทยให้ทันกับโลกยุค AI
เปิดประตูรับกลุ่มคนชั้นนำจากทั่วโลกเข้ามาทำงาน เพื่อดึงดูดองค์ความรู้และสร้างระบบนิเวศแห่งนวัตกรรมร่วมกับคนในประเทศ
เริ่มเปลี่ยนผ่านองค์กรภาครัฐสู่การเป็น Digital Government อย่างจริงจัง เพราะเมื่อภาครัฐปรับมาใช้ระบบดิจิทัลและ AI ในการให้บริการ ก็จะเกิดอุปสงค์การใช้งานภายในประเทศมหาศาล
อย่างไรก็ตาม จรีพร ทิ้งท้ายว่า ความยังไม่ชัดเจนของแผนรัฐบาล อาจทำให้ประชาชนกังวลและสงสัยว่า การมาของ Data center จะซ้ำรอยกับอุตสาหกรรมอื่น ที่ไม่ได้กระจายส่วนแบ่งทางเศรษฐกิจไปถึงมือคนไทยจริง ๆ หรือไม่
ตัวอย่างกรณี: สหรัฐอเมริกา ประท้วงคัดค้านการสร้าง Data center
หนึ่งประเทศที่ถูกหยิบยกขึ้นมาเวลาพูดถึงประเด็น Data center คือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมี Data center ทั่วประเทศมากที่สุดในโลก กว่า 4,722 แห่ง (จาก 12,199 แห่งทั่วโลก) หรือมี Data center เกิน 1 ใน 3 ของทั่วโลก
Reuters รายงานการประท้วงเมื่อวันที่ 18 ก.ค. 69 ในสหรัฐอเมริกา มีการประท้วงเรื่องการสร้าง Data center 142 จุด ใน 42 รัฐ เพื่อเรียกร้องให้หยุดยั้งการขยายตัวของ ‘Big AI’ ที่กำลังคุกคามเสรีภาพและทรัพยากรของชุมชน
นอกจากนี้ ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos Poll ในเดือน มิ.ย. 69 ระบุว่า มีเพียงคนอเมริกัน 14% เท่านั้นที่สนับสนุนศูนย์ข้อมูล AI ในชุมชนของตน
นอกจากนี้ เรื่องการใช้ไฟของ Data center ก็ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่ต้องรับมือ โดย DataHatch ระบุว่า Data center ในสหรัฐอเมริกา ใช้ไฟฟ้ากว่า 4.4% ของทั้งประเทศ และมีแนวโน้มเพิ่มเป็น 6–12% ภายในปี 2030 จนเกิดแรงกดดันให้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม และอาจผลักภาระไปยังค่าไฟของประชาชน
สถานการณ์นี้ทำให้เกิดการถกเถียงในสภาสหรัฐฯ อย่างกว้างขวาง มีการเสนอกฎหมายหลายฉบับเพื่อบังคับให้ Data center จ่ายต้นทุนโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าเอง แทนที่จะผลักภาระไปให้ครัวเรือน
มาตรการรับมือต่างประเทศ
หลายประเทศเริ่มมีการ จำกัดการสร้าง Data center เนื่องจากเล็งเห็นถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น จากการใช้น้ำและไฟจำนวนมาก
บางประเทศเริ่มแบน เช่น
รัฐนิวยอร์ก ในสหรัฐอเมริกา เป็นรัฐแรกที่สั่งระงับการก่อสร้าง Data center ที่ใช้ไฟเกิน 50 เมกะวัตต์ (MW) เป็นเวลา 1 ปี เพื่อประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม
เมืองมอนเทอเรย์พาร์ก รัฐแคลิฟอร์เนีย ในสหรัฐอเมริกา เป็นเมืองแรกที่ประชาชนโหวตแบนการสร้าง Data center ถาวรไปเมื่อเดือน มิ.ย. 2026 ที่ผ่านมา
หลายประเทศเคยแบนการสร้าง Data center เนื่องจากปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาก แต่ก็ยกเลิกการแบน แลกกับการกำหนดเงื่อนไขหรือข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เข้มงวด เช่น
สิงคโปร์ มีแผนยุทธศาสตร์ด้านความยั่งยืนที่เข้มงวด และพิสูจน์ได้ว่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ไอร์แลนด์ มีระบบผลิตไฟฟ้าหรือแบตเตอรี่สำรองของตัวเอง และไฟฟ้า 80% ต้องมาจากพลังงานหมุนเวียน
รวมถึงการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น
- สหรัฐอเมริกา จ่ายค่าธรรมเนียมไฟฟ้าสูงกว่าอัตราปกติ
ย้อนมองมาตรการรับมือไทย
ในขณะที่มาตรการรับมือของไทยยังถือว่าอยู่ในช่วงเตรียมทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการใช้ทรัพยากร โดยสิ่งที่คาดว่าอาจต้องนำเข้าสู่กระบวนการทบทวน คือ
Data center ยังไม่ต้องทำ EIA
ข้อมูลจาก อรรณพ สุวัฒนพิเศษ Lead System Analyst กรุงศรี ระบุว่า ไม่ว่าจะสร้าง Data center ขนาดเล็ก หรือขนาดใหญ่ ที่เป็น hyperscale ระดับ 100 MW ขึ้นไป ที่กินไฟและใช้น้ำเทียบเท่าโรงงานอุตสาหกรรมหนัก ก็ไม่ได้ถูกบังคับทำ EIA จากการเป็น data center
เพราะกฎหมาย EIA ไทยไม่มี Data center เป็นประเภทโครงการ จะเข้าข่ายก็ต่อเมื่อไปชนเกณฑ์อื่นทางอ้อม เช่น เป็นอาคารขนาดใหญ่พิเศษในเขตที่กำหนด หรืออยู่ในนิคมอุตสาหกรรม
พูดง่าย ๆ คือช่องโหว่ไม่ใช่ว่ารายเล็กหลุด (ซึ่งควรหลุด) แต่คือรายใหญ่ก็หลุดด้วย (ซึ่งไม่ควร)
สอดคล้องกับที่ วราวุธ ศิลปอาชา รมว.อุตสาหกรรม ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายเฉพาะ ส่งผลให้การพิจารณาอนุญาตโครงการยังต้องอาศัยกฎหมายทั่วไป เช่น กฎหมายควบคุมอาคารและการใช้ประโยชน์ที่ดิน ปัจจุบัน Data center ยังไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานตามนิยามของกฎหมายโรงงาน เพราะไม่มีเครื่องจักรเพื่อการผลิต
อย่างไรก็ตาม Data center เป็นกิจการที่ใช้ไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูงกว่าหลายอุตสาหกรรมจึงเป็นโจทย์ใหม่ที่ภาครัฐต้องร่วมกันกำหนดแนวทางกำกับดูแล ทั้งในด้านการใช้พลังงาน การบริหารจัดการน้ำ การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม รวมถึงการกำหนดพื้นที่ที่ตั้งที่เหมาะสม
วางหลักประกันไฟฟ้า-จ่ายไฟแพงกว่า
อีกหนึ่งข้อกังวลเรื่องการใช้ไฟฟ้ามหาศาลของ Data center ก็มีความพยายามในการออกมาตรการเพื่อเป็นหลักประกันตรงนี้
ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) จึงเห็นชอบมาตรการให้ผู้ประกอบการวางหลักประกัน 4.5 ล้านบาทต่อกำลังไฟฟ้า 1 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อกรองนักลงทุนจริง
นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างศึกษาการกำหนด โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าประเภทใหม่สำหรับ Data center โดยเฉพาะ ซึ่งอาจมีอัตราสูงกว่าผู้ใช้ไฟทั่วไป เพื่อใช้เป็นเครื่องมือบริหารจัดการ ความต้องการใช้ไฟฟ้าในอนาคต
BOI ตั้งคณะอนุกรรมการฯ ดูแลทุกมิติ
คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด BOI) มีมติเห็นชอบจัดตั้ง “คณะอนุกรรมการจัดการพลังงานเพื่อรองรับการลงทุนและกลั่นกรองโครงการ data center” พิจารณาความพร้อมของโครงการ Data center ก่อนเข้าสู่กระบวนการยื่นขอรับการส่งเสริมจาก BOI ครอบคลุมในทุกมิติ ทั้งด้านพลังงาน, การใช้น้ำ, ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
ถึงตรงนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าหากเราต้องใช้ข้อมูลในการทำงานหรือเรียนรู้ การมีศูนย์ข้อมูลก็อาจจะเป็นโอกาสที่ดี หากจะทำนโยบายให้ต่างประเทศมาลงทุนด้วย แต่สิ่งสำคัญ คือรัฐบาลเราสามารถตอบคำถามให้กับข้อกังวล และข้อสงสัยของนักวิชาการและประชาชนได้มากแค่ไหน เพื่อให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่า การลงทุนน Data center ในพื้นที่ต่าง ๆ จะไม่ส่งลกระทบต่อชุมชนหรือคนในพื้นที่ รวมถึงเม็ดเงินลงทุนจะคุ้มค่า และกลับมาสู่คนไทยทุกคน
- รับชมย้อนหลัง: Data Center ควรไปต่อไหม ? ยังไงดี | อะไรเล่า !