โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 เทคนิคปรองดอง หัวหน้า-ลูกน้อง ทำอย่างไรให้แฮปปี้ทั้งสองฝ่าย

LINE TODAY

เผยแพร่ 31 ส.ค. 2561 เวลา 09.09 น. • Pimpayod

เรื่องหัวหน้า-ลูกน้อง การทำงานในทีมเป็นเรื่องที่มีปัญหาได้ไม่รู้จบ เพราะคนเราไม่สามรถทำงานคนเดียวได้ แต่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกัน เพื่อไปถึงเป้าหมายได้เร็วขึ้น ซึ่งก็หลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะมีปัญหาเกิดขึ้นตามมา ทั้งปัญหาเรื่องงาน และปัญหาส่วนตัวที่เผลอ ๆ จะใหญ่และมีผลกระทบกับงานมากกว่าเสียอีก 

เชื่อว่ามีหัวหน้า-ลูกน้องจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่กำลังประสบปัญหาแบบนี้อยู่ เข้าหน้ากันไม่ติดบ้าง ทำอะไรก็ไม่ถูกใจบ้าง เมิน ๆ ตึง ๆ ใส่กันบ้าง ฯลฯ จนทำให้งานไม่ราบรื่นอย่างที่เคยหรือไม่มีราบรื่นเลย ลองปรับความคิด เปลี่ยนมาใช้ 7 เทคนิคปรองดองเหล่านี้ดูสิ..แฮปปี้ขึ้นแน่นอน

1. เอาใจเขา มาใส่ใจเรา

การเอาใจเขา มาใส่ใจเราเป็นเรื่องสำคัญในทุกความสัมพันธ์ คิดไว้เสมอเลยว่าเราไม่ชอบอะไร คนอื่นก็ไม่ชอบเหมือนกันนั่นแหละ หัวหน้าไม่ชอบถูกเมาท์ฉันใด ลูกน้องก็ไม่อยากโดนด่าโดยไม่มีเหตุผลบ่อย ๆ ฉันนั้น.. 

เพราะฉะนั้นเอาใจเขา มาใส่ใจเราสักนิด ถ้าเราเป็นเค้า จะชอบไหม หัวหน้าก็นึกถึงตอนที่ตัวเองเป็นลูกน้องว่าต้องผ่านอะไรมาบ้าง อย่าคิดแต่ว่าตัวเองเป็นหัวหน้า ต้องสั่งได้ สั่งแล้วต้องทำด้วย ส่วนลูกน้องก็ต้องนึกถึงใจเขา ใจเราด้วย เราไม่ได้ไปยืนอยู่ในตำแหน่งที่หัวหน้าอยู่ เราไม่มีทางรู้หรอกว่าหัวหน้าต้องรับมือกับอะไรบ้าง ความกดดันของการเป็นหัวหน้ากับลูกน้องมันคนละระดับกัน ดังนั้นเอาใจเขา มาใส่ใจเราสักนิด แล้วชีวิตการทำงานจะราบรื่นขึ้นอีกเยอะเลย

2. เมื่อคนหนึ่งผิด ไม่ได้แปลว่าอีกคนต้องถูก

ไม่แปลกที่หัวหน้าจะโดนนินทา และไม่แปลกอีกเช่นกันที่ลูกน้องจะโดนด่า..ของแบบนี้มันเรื่องปกติที่สุดในชีวิตการทำงาน แต่สิ่งที่แปลกก็คือ พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นต้องมีฝ่ายถูกและฝ่ายที่ผิดเสมอ 

เช่น ลูกน้องนำเสนองานพลาด ทำให้ลูกค้ารายใหญ่ไม่ซื้อ ก็เลยโดนหัวหน้าเม้งอย่างหนัก ถึงขั้นด่าพ่อล่อแม่ ทำให้ลูกน้องแค้นใจเอาไปเมาท์ต่าง ๆ นานาว่าหัวหน้าพูดแรง พูดไม่ดี ด่าบุพการี ฯลฯ ทำให้ทุกคนรุมด่าหัวหน้ากันหมด แต่ไม่ได้ย้อนดูตัวเองเลยว่า ใจความสำคัญคือเราทำงานได้ไม่ดี พอเราไปพูด คนอื่นก็คิดว่าเราเป็นฝ่ายโดนกระทำ เป็นฝ่ายถูก แต่หัวหน้าคือคนผิด ทั้งที่ความเป็นจริงแล้วผิดทั้งคู่ หัวหน้าผิดที่ใช้อารมณ์รุนแรงเกินไป ส่วนลูกน้องเองก็ผิดที่ทำงานพลาด

ตัวอย่างแบบนี้เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันในทุกองค์กร เข้าใจกันไปเองว่าฝ่ายหนึ่งผิด อีกฝ่ายต้องถูก ทั้งที่ความจริงแล้วอาจจะผิดทั้งคู่ หรือถูกทั้งคู่ก็ได้ 

3. รู้จักตัวเอง รู้จักคนที่ร่วมงานด้วย

ยังไม่ต้องไปถึงเรื่องที่ว่าคุณเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องนะ ถามก่อนว่าคุณรู้จักตัวเองมากแค่ไหน เคยคุยกับตัวเองบ้างหรือยัง แล้วก็อย่าคิดว่าการคุยกับตัวเองเป็นเรื่องบ้าบอเด็ดขาด เพราะนอกจากจะทำให้รู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว การคุยกับตัวเองมีผลต่องานโดยตรง ทำให้คนเราเรียนรู้และตัดสินใจได้ดีขึ้น แต่น้อยคนที่จะรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวเองเป็นคนอย่างไร โดยเฉพาะการรู้ข้อเสียที่แท้จริงของตัวเอง

นอกจากเราจะรู้จักตัวเองแล้ว เรายังต้องรู้จักคนที่เราร่วมงานด้วย ถ้าเป็นหัวหน้าก็ต้องรู้ว่าลูกน้องเป็นคนอย่างไร อะไรคือข้อดีของเค้า และอะไรคือข้อเสีย จะรับมือและร่วมงานกับเค้าได้อย่างไร จึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

แต่ถ้าคุณเป็นลูกน้องก็ต้องรู้จักหัวหน้าของตัวเองด้วยว่าเค้าเป็นคนอย่างไร ข้อเสียคืออะไร ข้อดีคืออะไร ชอบหรือไม่ชอบก็อะไร ซึ่งการรู้ว่าหัวหน้าชอบหรือไม่ชอบก็ทำให้เราถูกด่าน้อยลงได้เหมือนกัน เช่น รู้ว่าหัวหน้าไม่ชอบคนมาสาย ชอบให้งานเสร็จก่อนเวลา ชอบให้อัปเดตงานตลอดเวลา ฯลฯ ถ้าเราทำตามที่หัวหน้าต้องการได้ โอกาสที่งานจะสำเร็จและตรงตามที่หัวหน้าต้องการก็จะมีมากขึ้น

4. เอางานเป็นที่ตั้ง

ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างหัวหน้ากับลูกน้องส่วนใหญ่มักไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่องความเยอะ อารมณ์ คำพูด ฯลฯ โดยส่วนใหญ่เป็นเรื่องส่วนตัวทั้งนั้น เช่น หัวหน้าพูดไม่ดี ใช้อารมณ์ ลำเอียง ซึ่ง 3 อย่างนี้ยังไม่มีอะไรเกี่ยวกับงานเลย แต่กลับเป็นปัญหาซะได้ เพราะอะไร นั่นก็เพราะเราไปโฟกัสเรื่องอื่นที่ไม่ใช่งานมากเกินไป 

ถ้าเปลี่ยนจุดโฟกัสเสียใหม่ อะไร ๆ ก็จะราบรื่นขึ้น คนเป็นหัวหน้าก็ดูที่งานเป็นหลัก งานใครดีก็ว่ากันไปตามนั้น ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนทีมให้มากที่สุด ส่วนลูกน้องก็เอางานเป็นที่ตั้ง มีอะไรก็ว่าไปตามเนื้องาน ทีนี้ทุกอย่างก็ง่ายขึ้น เพราะทั้งหัวหน้าและลูกน้องมีจุดโฟกัสเดียวกันแล้ว..ปัญหาส่วนตัวที่เคยมี ก็จะลดลง ทำงานร่วมกันได้ราบรื่นขึ้น 

5. ไม่มีอะไรได้อย่างใจไปหมดหรอก

ไม่มีอะไรได้ดั่งใจไปซะทุกอย่างหรอก ไม่ว่าจะงานหรือเรื่องส่วนตัวและไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องก็ตาม อย่าลืมว่าใคร ๆ ก็อยากให้งานประสบความสำเร็จ ได้รับคำชม ทะลุ KPI ด้วยกันทั้งนั้น แต่ไม่ใช่ทุกครั้งและทุกคนจะทำได้ 

คนเป็นหัวหน้าก็อยากให้ลูกน้องตั้งใจ จริงจังกับงานมากกว่านี้ ส่วนคนเป็นลูกน้องก็อยากให้หัวหน้าสนับสนุนมากกว่านี้ ทำไมไม่อย่างโน้น ทำไมไม่อย่างนี้ ถ้าทำแบบนี้นะ หัวหน้าในฝันเลย..เฮ้ย! ลืมไปหรือเปล่าว่า เราไม่ใช่เค้า และเค้าก็ไม่ใช่เรา ไม่มีอะไรได้อย่างใจเราไปหมดหรอก เค้าก็มีความคิดของเค้า เราก็มีความคิดของเรา จะให้เค้ามาคิดแบบเรา ทำแบบเรา มันเป็นไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นอะไรที่ไม่ได้ดั่งใจก็แค่ต้องทำใจว่าแต่ละคนมีวิถีทางของตัวเอง

6. ยอมรับและเข้าใจ

เคยสงสัยไหมว่าทำไมคนที่เราร่วมงานด้วยทำตัวแบบนี้ ทั้งที่ทำแบบนั้นน่าจะดีกว่า พาลให้หงุดหงิด ไม่ชอบ ไม่อยากทำงานด้วย แต่ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ คำตอบก็คือเพราะเราไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ เช่น หัวหน้าชอบด่ากราด พอคนหนึ่งทำผิดแต่ด่าทั้งทีม ทำให้เราไม่พอใจว่าทำไมต้องโดนด่า ทั้งที่ไม่ได้ทำผิด

ปัญหาก็คือเพราะเราไม่เข้าใจในสิ่งที่หัวหน้าทำ แต่ก็ไม่ได้คิดจะทำความเข้าใจ ทั้งที่ความจริงแล้ว แค่เข้าใจปัญหาก็จบ 

ทางเลือกก็คือ 1. พูดกับหัวหน้าตรง ๆ ว่าทำไมต้องด่าทั้งทีม ไม่เข้าใจว่าไม่ได้ทำผิด ทำไมต้องโดนด่า ซึ่งหัวหน้าต้องมีคำตอบให้อยู่แล้ว และ 2. ยอมโดนด่ากราดต่อไป โดยที่ทั้งไม่เข้าใจและไม่ยอมรับ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สุดท้ายลาออกไปโดยที่ไม่ได้แก้ไขอะไรเลย

2 ทางเลือกนี้ความต่างอยู่ที่การ “ทำอะไรสักอย่าง” กับ “ไม่ทำอะไรเลย” คุณจะเลือกแบบไหนก็ได้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับผลที่จะตามมา ก็เท่านั้นเอง

7. จริงใจ ยุติธรรม สื่อสารให้ชัดเจน

ความจริงใจเป็นคุณสมบัติที่ทุกคนควรมี ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้องก็ตาม ถ้าเราจริงใจเสียอย่าง ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรก็สามารถคลี่คลายได้ไม่ยาก 

แต่สำหรับคนเป็นหัวหน้า นอกจากความจริงใจ คุณยังต้องมีความยุติธรรม และชัดเจนด้วย เรื่องความยุติธรรมคงไม่ต้องพูดเยอะ ทุกคนรู้ดีแก่ใจอยู่แล้วว่าแบบไหนคือยุติธรรมและอะไรคือลำเอียง แต่จะทำหรือไม่ก็เท่านั้นเอง

ส่วนความชัดเจน บางคนคิดว่าไม่สำคัญ ทุกคนคนต้องรู้อยู่แล้วว่าหน้าที่คืออะไร แต่อย่าลืมสิว่า..ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในทีมมักเกิดจากการสื่อสารที่ผิดพลาดหรือคลาดเคลื่อน อย่าลืมว่าเมื่อไรก็ตามที่คนเป็นหัวหน้าไม่ชัดเจน ไม่ตรงประเด็น ไม่บอกความต้องการที่แท้จริงออกไป คนเป็นลูกน้องก็อาจเข้าใจผิด จนทำให้งานออกมาผิดตามไปด้วย แล้วจะคิดไปเองว่าความชัดเจนไม่สำคัญได้อย่างไร

บอกเลยว่า 7 เทคนิคนี้เป็นสูตรสำเร็จที่ทำได้ทันที ไม่ว่าคุณจะเป็นหัวหน้าหรือลูกน้อง แค่เปิดใจอยากทำให้ความสัมพันธ์ในทีมดีขึ้น แค่นี้ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีแล้ว ที่เหลือก็อยู่ที่คุณ! ว่าจะปรับตัว ปรับความคิดได้แค่ไหน…

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...