โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

MCS-TMT หุ้นเหล็กสุดปัง! กำไรโตดี-มีปันผลระหว่างกาล

Wealthy Thai

อัพเดต 10 ส.ค. 2566 เวลา 01.54 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2564 เวลา 08.44 น. • Maratronman

กลุ่มหน้าหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นบิ๊กแคป ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดหลักทรัพย์ในระดับต้นๆของดัชนีตลาดหุ้นไทยต่างถูกแรงขายจากกองทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เพียงเพราะว่าขณะนี้เทรนด์ของดัชนีตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศผู้พัฒนาแล้วกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐกิจในแถบประเทศยุโรปและสหรัฐฟื้นตัวได้ดีขึ้น ซึ่งดูจากตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงคำสั่งซื้อของออเดอร์ต่างๆกำลังทยอยฟื้น
โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐทั้งดัชนีดาวโจนส์ ,ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็ก ทำนิวไฮจุดสูงสุด ซึ่งเป็นเพราะนักลงทุนคาดหวังกันว่าผลประกอบการของบรัทจดทะเบียน ที่ประกาศออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวต่อได้ ถึงแม้ว่าไวรัสโควิด19 สายพันธุ์เดลต้ายังแพร่ระบาดอยู่ก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มหุ้นที่ได้รับความสนใจก็คงจะเป็นกลุ่มขนาดกลาง หรือหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากพื้นฐานที่จะเติบโต และผลประกอบการไตรมาส 2 /64 จะออกมาดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 รวมถึงยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้อีก ซึ่งหากคิดเป็นอัตราผลตอบแทนในปี 64 จะอยู่ในระดับ 10% ถือว่าสูงกว่าหากจะเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่บางตัว
ทั้งนี้สำหรับหุ้นที่ทาง Wealthy Thai หยิบยกมาให้กับนักลงทุนในวันนี้คือ 2 หุ้นเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งหากนักลงทุนย้อนไปในช่วงเดือนเม.ย.และ พ.ค.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรง ท้าทายมาตรการหุ้นซิ่งของตลาดหลักทรัพย์ โดยมีปัจจัยบวกคือราคาสินแร่เหล็กมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ราคาขายเหล็กต้องเพิ่มตามไปด้วย ดังนั้นเองก็ส่งผลให้ตัวเลขทางบัญชีหักลบ กลบรายได้แล้วนั้นจะทำให้มีกำไรที่อออกมาดี
สำหรับ 2 หุ้นเหล็กที่เราแนะนำในคราวนี้คือ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MCS และ บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT แต่อย่างไรก็ตามทั้ง MCS และ TMT อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่มีความเหมือนที่ต่างกัน ดังนั้นนักลงทุนจะได้รู้ถึงลักษณะและประเภทของธุรกิจของสองบริษัทดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร มีทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
ขอเกริ่นคร่าวๆคือ ทั้ง MCS และ TMT นั้นทั้งคู่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็ก และผลประกอบการในไตรมาส 2/64 ของทั้งสองบริษัทสามารถทำได้นิวไฮ ตอบรับราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนไปยังในแง่ของราคาหุ้นที่พึ่งสูงขึ้นภายใต้พื้นฐานของธุรกิจ และสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสายระยะยาวคือทั้งสองบริษัทยังมีโอกาสที่จะจ่ายปันผลระหว่างกาล ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนกว่า 3-5% อีกทั้งราคาหุ้นก็ยังมีอัพไซด์ให้กับนักลงทุนอีกด้วย

ลักษณะธุรกิจของ MCS และ TMT

MCS เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ (Structure Steel Fabrication) สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงสร้างเหล็กที่บริษัทผลิตมี 2 ประเภท คือ โครงสร้างเหล็กที่นำมาใช้เป็นเสา (Column-Box) และโครงสร้างเหล็กที่นำมาใช้เป็นคาน (Beam) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาคาร
ขณะที่ TMT เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเหล็กแบบครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการจัดหาและจำหน่ายเหล็กทุกประเภท รวมถึงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นสำหรับงานอุตสาหกรรม และการผลิตเหล็กโครงสร้างขึ้นรูปเย็นเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง อีกทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์

ผลงานไตรมาส2/64

นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/64ของ MCS จะอยู่ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน 41% ซึ่งได้แรงหนุนจากปริมาณส่งมอบโครงสร้างเหล็กรวม 2.25 หมื่นตัน จากโรงงานอยุธยา 1.45 หมื่นตัน และโรงงาน Xiamen6.5 พันตัน รวมถึงจากMCS Japan 1.5 พันตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/64 ประมาณ 9 พันตัน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นแม้ชะลอตัวจากไตรมาส 1/64ที่ 41.5% ลงมาเหลือ 37.8% เพราะมีสินค้าจาก Xiamen ซึ่งมีมาร์จิ้นที่ต่ำมาถัวเฉลี่ย แต่หากคิดเป็นเม็ดเงินยังเติบโตได้จากฐานรายได้ที่สูงขึ้นมาก
ด้าน TMT ผลดำเนินงานไตรมาส 2/64 ได้แรงหนุนจากราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ปรับขึ้นทุกเดือนจาก 27.9บาท/ก.ก. ในเดือน เม.ย. เป็น 33.12บาท/ก.ก. ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นทำได้สูงถึง 14.2%แม้ปริมาณขายจะลดลงเหลือเพียง 1.7แสนตัน เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ขายได้ 2.06แสนตัน แต่ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 24% ช่วยให้ยอดขายยังเติบโตได้เล็กน้อย ซึ่งประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/64 จะทำ New High อยู่ที่ 426ล้านบาทเพิ่มขึ้น 400%จากปีก่อน

แนวโน้มทางธุรกิจ

ทิศทางกำไรครึ่งหลังปี 64 ของ MCS ยังสดใส จากแผนส่งมอบงานราว 4 หมื่นตัน สูงกว่าในครึ่งปีแรก ที่คาดว่าจะส่งมอบงานได้ 3.5 หมื่นตัน โดยเป็นงานที่ให้มาร์จิ้นสูง อย่างโครงการ Toranomon และ Azabudai ที่มีราคาขายเฉลี่ยสูงกว่า 3 แสนเยนต่อตัน ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 13% เป็น 1,183ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 ปรับกำไรลง 16% จากแผนส่งมอบงานปี 2565 ที่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 6.5 หมื่นตัน ต่ำกว่าปี 2564 ราว 1.2 หมื่นตัน
ส่วนของ TMT ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในจีนปรับฐานลง 17%จากจุดสูงสุดช่วงกลางเดือน พ.ค 64มาอยู่ที่ 870 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่เมื่อรวมค่าขนส่งถึงไทยจะอยู่ที่ 32บาท/กก. ถือเป็น Benchmarkราคาเหล็กในประเทศ ทิศทางราคาเหล็กที่ไม่ได้ปรับขึ้นต่อเหมือนช่วงครึ่งแรกปี 64จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ TMT ค่อยๆลดลงสู่ระดับปกติที่ 7-9%แต่อย่างไรก็ตามช่วง ไตรมาส 3/64 ยังมีอานิสงส์

ราคาเป้าหมายและเงินปันผล

ไม่ใช่แค่เพียงที่ผลประกอบการของทั้งสองบริษัทในกลุ่มเหล็กจะดี และน่าสนใจเพียงแค่นั้น แต่บริษัทยังเตรียมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอีกด้วย รวมถึงแนวโน้มราคาหุ้นในอนาคตยังมีอัพไซด์
โดยนักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า โดยกำไรครึ่งแรกของ MCS ที่คาดว่าจะทำได้สูงถึง 564 ล้านบาท ทำให้ประเมินปันผลครึ่งปีแรกไว้ที่ 0.55 บาท หากคิดเป็นการปันผลในปี 64 จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 8.90%ซึ่งประเมินราคาเหมาะสม อิง PER (2565) 10 เท่า จะให้ราคาเหมาะสม 21 บาท
ขณะที่ TMT คาดหวังเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกที่อัตรา 0.50 บาท/หุ้น คาดหวังปันผลปีนี้ 10% ต่อปี โดย ประเมินกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท ถือเป็นกำไรสูงสุดของบริษัท ดังนั้นจึงให้ราคาเหมาะสมไว้ที่ 12.40 บาท

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...