MCS-TMT หุ้นเหล็กสุดปัง! กำไรโตดี-มีปันผลระหว่างกาล
กลุ่มหน้าหุ้นขนาดใหญ่ หรือหุ้นบิ๊กแคป ที่มีมูลค่าตามราคาตลาดหลักทรัพย์ในระดับต้นๆของดัชนีตลาดหุ้นไทยต่างถูกแรงขายจากกองทุนสถาบันในประเทศ และนักลงทุนสถาบันต่างประเทศ เพียงเพราะว่าขณะนี้เทรนด์ของดัชนีตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศผู้พัฒนาแล้วกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังจากที่เศรษฐกิจในแถบประเทศยุโรปและสหรัฐฟื้นตัวได้ดีขึ้น ซึ่งดูจากตัวเลขการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น รวมถึงคำสั่งซื้อของออเดอร์ต่างๆกำลังทยอยฟื้น
โดยเมื่อช่วงสัปดาห์ก่อนที่ผ่านมาตลาดหุ้นสหรัฐทั้งดัชนีดาวโจนส์ ,ดัชนีเอสแอนด์พี 500 และดัชนีแนสแด็ก ทำนิวไฮจุดสูงสุด ซึ่งเป็นเพราะนักลงทุนคาดหวังกันว่าผลประกอบการของบรัทจดทะเบียน ที่ประกาศออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยเป็นสัญญาณชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวต่อได้ ถึงแม้ว่าไวรัสโควิด19 สายพันธุ์เดลต้ายังแพร่ระบาดอยู่ก็ตาม
แต่อย่างไรก็ตามกลุ่มหุ้นที่ได้รับความสนใจก็คงจะเป็นกลุ่มขนาดกลาง หรือหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวจากพื้นฐานที่จะเติบโต และผลประกอบการไตรมาส 2 /64 จะออกมาดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และเติบโตต่อเนื่องเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 รวมถึงยังมีความสามารถในการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลได้อีก ซึ่งหากคิดเป็นอัตราผลตอบแทนในปี 64 จะอยู่ในระดับ 10% ถือว่าสูงกว่าหากจะเทียบกับหุ้นขนาดใหญ่บางตัว
ทั้งนี้สำหรับหุ้นที่ทาง Wealthy Thai หยิบยกมาให้กับนักลงทุนในวันนี้คือ 2 หุ้นเด่นในกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งหากนักลงทุนย้อนไปในช่วงเดือนเม.ย.และ พ.ค.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นกลุ่มเหล็กปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อนแรง ท้าทายมาตรการหุ้นซิ่งของตลาดหลักทรัพย์ โดยมีปัจจัยบวกคือราคาสินแร่เหล็กมีต้นทุนที่เพิ่มขึ้น จึงส่งผลให้ราคาขายเหล็กต้องเพิ่มตามไปด้วย ดังนั้นเองก็ส่งผลให้ตัวเลขทางบัญชีหักลบ กลบรายได้แล้วนั้นจะทำให้มีกำไรที่อออกมาดี
สำหรับ 2 หุ้นเหล็กที่เราแนะนำในคราวนี้คือ บริษัท เอ็ม.ซี.เอส.สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ MCS และ บริษัท ทีเอ็มที สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ TMT แต่อย่างไรก็ตามทั้ง MCS และ TMT อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน แต่มีความเหมือนที่ต่างกัน ดังนั้นนักลงทุนจะได้รู้ถึงลักษณะและประเภทของธุรกิจของสองบริษัทดังกล่าวว่าเป็นอย่างไร มีทั้งที่เหมือนและแตกต่างกันอย่างไร
ขอเกริ่นคร่าวๆคือ ทั้ง MCS และ TMT นั้นทั้งคู่อยู่ในอุตสาหกรรมเหล็ก และผลประกอบการในไตรมาส 2/64 ของทั้งสองบริษัทสามารถทำได้นิวไฮ ตอบรับราคาเหล็กที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งสะท้อนไปยังในแง่ของราคาหุ้นที่พึ่งสูงขึ้นภายใต้พื้นฐานของธุรกิจ และสิ่งที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนสายระยะยาวคือทั้งสองบริษัทยังมีโอกาสที่จะจ่ายปันผลระหว่างกาล ซึ่งคิดเป็นผลตอบแทนกว่า 3-5% อีกทั้งราคาหุ้นก็ยังมีอัพไซด์ให้กับนักลงทุนอีกด้วย
ลักษณะธุรกิจของ MCS และ TMT
MCS เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโครงสร้างเหล็กขนาดใหญ่ (Structure Steel Fabrication) สำหรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยโครงสร้างเหล็กที่บริษัทผลิตมี 2 ประเภท คือ โครงสร้างเหล็กที่นำมาใช้เป็นเสา (Column-Box) และโครงสร้างเหล็กที่นำมาใช้เป็นคาน (Beam) ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาคาร
ขณะที่ TMT เป็นผู้ดำเนินธุรกิจเหล็กแบบครบวงจรรายใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการจัดหาและจำหน่ายเหล็กทุกประเภท รวมถึงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นสำหรับงานอุตสาหกรรม และการผลิตเหล็กโครงสร้างขึ้นรูปเย็นเพื่อใช้ในงานก่อสร้าง อีกทั้งการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์
ผลงานไตรมาส2/64
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า กำไรไตรมาส 2/64ของ MCS จะอยู่ที่ 330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46% จากปีก่อน และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน 41% ซึ่งได้แรงหนุนจากปริมาณส่งมอบโครงสร้างเหล็กรวม 2.25 หมื่นตัน จากโรงงานอยุธยา 1.45 หมื่นตัน และโรงงาน Xiamen6.5 พันตัน รวมถึงจากMCS Japan 1.5 พันตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/64 ประมาณ 9 พันตัน ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นแม้ชะลอตัวจากไตรมาส 1/64ที่ 41.5% ลงมาเหลือ 37.8% เพราะมีสินค้าจาก Xiamen ซึ่งมีมาร์จิ้นที่ต่ำมาถัวเฉลี่ย แต่หากคิดเป็นเม็ดเงินยังเติบโตได้จากฐานรายได้ที่สูงขึ้นมาก
ด้าน TMT ผลดำเนินงานไตรมาส 2/64 ได้แรงหนุนจากราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนที่ปรับขึ้นทุกเดือนจาก 27.9บาท/ก.ก. ในเดือน เม.ย. เป็น 33.12บาท/ก.ก. ในเดือน มิ.ย. ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นทำได้สูงถึง 14.2%แม้ปริมาณขายจะลดลงเหลือเพียง 1.7แสนตัน เทียบกับไตรมาสก่อนหน้า ที่ขายได้ 2.06แสนตัน แต่ราคาขายเฉลี่ยที่ปรับเพิ่มขึ้น 24% ช่วยให้ยอดขายยังเติบโตได้เล็กน้อย ซึ่งประเมินกำไรสุทธิงวดไตรมาส 2/64 จะทำ New High อยู่ที่ 426ล้านบาทเพิ่มขึ้น 400%จากปีก่อน
แนวโน้มทางธุรกิจ
ทิศทางกำไรครึ่งหลังปี 64 ของ MCS ยังสดใส จากแผนส่งมอบงานราว 4 หมื่นตัน สูงกว่าในครึ่งปีแรก ที่คาดว่าจะส่งมอบงานได้ 3.5 หมื่นตัน โดยเป็นงานที่ให้มาร์จิ้นสูง อย่างโครงการ Toranomon และ Azabudai ที่มีราคาขายเฉลี่ยสูงกว่า 3 แสนเยนต่อตัน ทำให้ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มประมาณการกำไรปีนี้ขึ้น 13% เป็น 1,183ล้านบาท ขณะที่ปี 2565 ปรับกำไรลง 16% จากแผนส่งมอบงานปี 2565 ที่คาดว่าจะลดลงมาอยู่ที่ 6.5 หมื่นตัน ต่ำกว่าปี 2564 ราว 1.2 หมื่นตัน
ส่วนของ TMT ราคาเหล็กแผ่นรีดร้อนในจีนปรับฐานลง 17%จากจุดสูงสุดช่วงกลางเดือน พ.ค 64มาอยู่ที่ 870 เหรียญสหรัฐต่อตัน แต่เมื่อรวมค่าขนส่งถึงไทยจะอยู่ที่ 32บาท/กก. ถือเป็น Benchmarkราคาเหล็กในประเทศ ทิศทางราคาเหล็กที่ไม่ได้ปรับขึ้นต่อเหมือนช่วงครึ่งแรกปี 64จะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของ TMT ค่อยๆลดลงสู่ระดับปกติที่ 7-9%แต่อย่างไรก็ตามช่วง ไตรมาส 3/64 ยังมีอานิสงส์
ราคาเป้าหมายและเงินปันผล
ไม่ใช่แค่เพียงที่ผลประกอบการของทั้งสองบริษัทในกลุ่มเหล็กจะดี และน่าสนใจเพียงแค่นั้น แต่บริษัทยังเตรียมประกาศจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลอีกด้วย รวมถึงแนวโน้มราคาหุ้นในอนาคตยังมีอัพไซด์
โดยนักวิเคราะห์บล.เอเซีย พลัส จำกัด ระบุว่า โดยกำไรครึ่งแรกของ MCS ที่คาดว่าจะทำได้สูงถึง 564 ล้านบาท ทำให้ประเมินปันผลครึ่งปีแรกไว้ที่ 0.55 บาท หากคิดเป็นการปันผลในปี 64 จะให้ผลตอบแทนอยู่ที่ 8.90%ซึ่งประเมินราคาเหมาะสม อิง PER (2565) 10 เท่า จะให้ราคาเหมาะสม 21 บาท
ขณะที่ TMT คาดหวังเงินปันผลระหว่างกาลเป็นครั้งแรกที่อัตรา 0.50 บาท/หุ้น คาดหวังปันผลปีนี้ 10% ต่อปี โดย ประเมินกำไรสุทธิปีนี้อยู่ที่ 1.2 พันล้านบาท ถือเป็นกำไรสูงสุดของบริษัท ดังนั้นจึงให้ราคาเหมาะสมไว้ที่ 12.40 บาท