โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เตรียมตัวให้พร้อม! ค่าโฆษณา Facebook แพงขึ้นแน่ๆ อาจสูงถึง 79% ใน 1 ปี สวนทางการใช้งานสั้นลง ?

Positioningmag

อัพเดต 28 ม.ค. 2561 เวลา 12.19 น. • เผยแพร่ 28 ม.ค. 2561 เวลา 23.15 น.

นักวิเคราะห์ฟันธง ราคาโฆษณาFacebook จะแพงขึ้นเพราะจำนวนชั่วโมงการใช้งานFacebook ของสาวกที่สั้นลงถือเป็นหนึ่งในผลกระทบใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นช่วงปีนี้

โดยจุดที่น่ากังวลคือ การประเมินเบื้องต้นพบราคาโฆษณาFacebook อาจสูงขึ้น25% ภายใน3 เดือนนี้ และจะหนักข้อขึ้นเป็น48% ภายใน6 เดือน และ79% ภายใน1 ปี

ต้นเหตุของการวิเคราะห์ครั้งนี้มาจากเจ้าพ่อMark Zuckerberg ที่ประกาศว่าFacebook กำลังปรับปรุงเนื้อหาในฟีดข่าว เพื่อจัดลำดับความสำคัญให้เนื้อหาจากเพื่อน ถูกแสดงมากกว่าเนื้อหาของแบรนด์ ธุรกิจ และผู้เผยแพร่เนื้อหาต่างๆ ผลจากการประกาศนี้ทำให้ราคาหุ้นของFacebook ปรับตัวลดลง5% ทันที

การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะAdam Mosseri รองประธานฝ่ายดูแลฟีดข่าวของFacebook ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุดเมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ซึ่งในความเห็นของนักวิเคราะห์ หลายคนเห็นด้วยเพราะผลกระทบจากพันธกิจใหม่จะเกิดเป็นห่วงโซ่ ส่งถึงรายได้รวมของFacebook ในที่สุด 

เรื่องนี้Kunal Gupta ผู้ก่อตั้งและCEO บริษัทวิจัยPolar รายงานผ่านสำนักข่าวAdweek ว่าหากต้องการเข้าใจถึงผลกระทบทางธุรกิจที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนี้ เราทุกคนต้องเข้าใจโมเดลธุรกิจของFacebook ก่อน เนื่องจากแม้รายได้หลักFacebook จะมาจากการโฆษณา แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลถึงเม็ดเงินโฆษณาที่ได้รับด้วย

ปัจจัยที่ว่านี้ประกอบด้วย4 ส่วน นั่นคือ

  • Active users : ผู้ใช้งานประจำ ซึ่งเป็นจำนวนผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำกันต่อเดือน 
  • Time spent : ระยะเวลาที่ผู้ใช้แต่ละคนเปิดชมเนื้อหาบนFacebook 
  • Ad density : ความหนาแน่นของโฆษณา ซึ่งหมายถึงจำนวนเฉลี่ยของโฆษณาที่แสดงต่อผู้ใช้แต่ละราย
  • Ad price : อัตราค่าโฆษณาที่นักโฆษณาต้องเสียเมื่อลงโฆษณากับFacebook

สถิติล่าสุดชี้ว่า วันนี้มีธุรกิจมากกว่า6 ล้านรายที่ลงโฆษณาบนFacebook ดอกแรกที่ทุกคนรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเมื่อFacebook ปรับฟีดข่าว คือทุกคนรู้ว่า“organic post” หรือโพสต์ที่ไม่ได้เสียค่าโฆษณาจะถูกเห็นน้อยลงแน่นอน

แต่เรื่องไม่จบเท่านั้น เพราะดูเหมือนว่าFacebook หวังจะลดtime spent ของผู้ใช้ลง

เรื่องนี้เรื่องจริง เพราะZuckerberg ยืนยันชัดเจน ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ ตัวเขาคาดหวังให้ผู้คนใช้เวลาบนFacebook น้อยลง และตัวเลขengagement บางอย่างจะลดลงด้วย

แปลว่าFacebook ต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองไม่ดึงให้ผู้ใช้เสพติดมากนัก ดังนั้น ผลกระทบจากเรื่องนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะการที่ผู้ใช้ลดเวลาเพลิดเพลินกับFacebook น้อยลง โอกาสที่แบรนด์ ธุรกิจ และผู้เผยแพร่เนื้อหาจะมีโอกาสเข้าถึงผู้อ่านทั้งแบบไม่เสียเงินและแบบเสียเงิน ก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย

เมื่ออุปทานที่มีอยู่ลดลง ทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ราคาในการโฆษณาบนFacebook ก็จะเพิ่มสูงตามไปด้วย

ประเด็นนี้ นักวิเคราะห์ทดลองคำนวณข้อมูลล่าสุดของFacebook (ข้อมูลไตรมาส3 ปี2017) พบว่าหากประเมินว่ารายได้รวมFacebook เพิ่มขึ้น15% ในช่วง1 ไตรมาส แล้วตัวเลขActive User ผู้ใช้ประจำเพิ่มขึ้น2% ตามค่าเฉลี่ย ขณะที่Time Spend หรือเวลาที่ใช้บนแพลตฟอร์มลดลง10% จากตัวเลขที่Comscore ประเมินไว้(สถิติล่าสุดคือ35 นาทีต่อวัน คำนวณได้เป็น53 ชั่วโมงต่อไตรมาสต่อผู้ใช้) เหลือ48 ชั่วโมง โดยAd Density หรือจำนวนโฆษณาต่อชั่วโมงคงที่ที่ราว450 ตามตัวเลขปัจจุบัน จะพบว่าราคาโฆษณาหรือAd Price จะเพิ่มขึ้น25% เป็น0.26 เหรียญจาก0.21 เหรียญ

แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นการคาดเดา ที่อิงจากการสมมติว่าความหนาแน่นของโฆษณาจะยังคงที่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าFacebook จะไม่โหมกระหน้ำแสดงโฆษณาที่มากขึ้นต่อชั่วโมง แต่ความเป็นไปได้เรื่องราคาโฆษณาที่จะเพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเมื่อทดลองคำนวณในระยะยาว2 ไตรมาส และ4 ไตรมาส(1 ปี) เห็นชัดเจนมากว่าราคาโฆษณาบนFacebook จะสูงขึ้นมากกว่า48% ในเวลาเพียง2 ไตรมาส และ79% ในเวลา1 ปี

หากการคำนวณนี้ถูกต้อง นี่จะเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรม เพราะวันนี้หลายอุตสาหกรรมโลกหันมาพึ่งพาFacebook เป็นช่องทางการตลาด ซึ่งได้รับการันตีถึงความมีประสิทธิภาพในการเข้าถึง และการengage ลูกค้า 

ดังนั้นขอให้ทุกคนจงเตรียมตัวให้พร้อม และหาทางหนีทีไล่ให้ดีในวันที่ราคาโฆษณาFacebook เปลี่ยนแปลงไป.

ที่มา :  adweek.com/digital/why-you-should-be-prepared-for-facebook-ad-prices-to-rise/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...