เตรียมตัวให้พร้อม! ค่าโฆษณา Facebook แพงขึ้นแน่ๆ อาจสูงถึง 79% ใน 1 ปี สวนทางการใช้งานสั้นลง ?
นักวิเคราะห์ฟันธง ราคาโฆษณาFacebook จะแพงขึ้นเพราะจำนวนชั่วโมงการใช้งานFacebook ของสาวกที่สั้นลงถือเป็นหนึ่งในผลกระทบใหญ่ที่อาจเกิดขึ้นช่วงปีนี้
โดยจุดที่น่ากังวลคือ การประเมินเบื้องต้นพบราคาโฆษณาFacebook อาจสูงขึ้น25% ภายใน3 เดือนนี้ และจะหนักข้อขึ้นเป็น48% ภายใน6 เดือน และ79% ภายใน1 ปี
ต้นเหตุของการวิเคราะห์ครั้งนี้มาจากเจ้าพ่อMark Zuckerberg ที่ประกาศว่าFacebook กำลังปรับปรุงเนื้อหาในฟีดข่าว เพื่อจัดลำดับความสำคัญให้เนื้อหาจากเพื่อน ถูกแสดงมากกว่าเนื้อหาของแบรนด์ ธุรกิจ และผู้เผยแพร่เนื้อหาต่างๆ ผลจากการประกาศนี้ทำให้ราคาหุ้นของFacebook ปรับตัวลดลง5% ทันที
การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะAdam Mosseri รองประธานฝ่ายดูแลฟีดข่าวของFacebook ยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือ“การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่สุด” เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนแปลงที่ผ่านมา ซึ่งในความเห็นของนักวิเคราะห์ หลายคนเห็นด้วยเพราะผลกระทบจากพันธกิจใหม่จะเกิดเป็นห่วงโซ่ ส่งถึงรายได้รวมของFacebook ในที่สุด
เรื่องนี้Kunal Gupta ผู้ก่อตั้งและCEO บริษัทวิจัยPolar รายงานผ่านสำนักข่าวAdweek ว่าหากต้องการเข้าใจถึงผลกระทบทางธุรกิจที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงนี้ เราทุกคนต้องเข้าใจโมเดลธุรกิจของFacebook ก่อน เนื่องจากแม้รายได้หลักFacebook จะมาจากการโฆษณา แต่ก็มีปัจจัยอื่นที่ส่งผลถึงเม็ดเงินโฆษณาที่ได้รับด้วย
ปัจจัยที่ว่านี้ประกอบด้วย4 ส่วน นั่นคือ
- Active users : ผู้ใช้งานประจำ ซึ่งเป็นจำนวนผู้เข้าชมที่ไม่ซ้ำกันต่อเดือน
- Time spent : ระยะเวลาที่ผู้ใช้แต่ละคนเปิดชมเนื้อหาบนFacebook
- Ad density : ความหนาแน่นของโฆษณา ซึ่งหมายถึงจำนวนเฉลี่ยของโฆษณาที่แสดงต่อผู้ใช้แต่ละราย
- Ad price : อัตราค่าโฆษณาที่นักโฆษณาต้องเสียเมื่อลงโฆษณากับFacebook
สถิติล่าสุดชี้ว่า วันนี้มีธุรกิจมากกว่า6 ล้านรายที่ลงโฆษณาบนFacebook ดอกแรกที่ทุกคนรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจเมื่อFacebook ปรับฟีดข่าว คือทุกคนรู้ว่า“organic post” หรือโพสต์ที่ไม่ได้เสียค่าโฆษณาจะถูกเห็นน้อยลงแน่นอน
แต่เรื่องไม่จบเท่านั้น เพราะดูเหมือนว่าFacebook หวังจะลดtime spent ของผู้ใช้ลง
เรื่องนี้เรื่องจริง เพราะZuckerberg ยืนยันชัดเจน ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ ตัวเขาคาดหวังให้ผู้คนใช้เวลาบนFacebook น้อยลง และตัวเลขengagement บางอย่างจะลดลงด้วย
แปลว่าFacebook ต้องการทำให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองไม่ดึงให้ผู้ใช้เสพติดมากนัก ดังนั้น ผลกระทบจากเรื่องนี้จะเกิดขึ้นต่อเนื่อง เพราะการที่ผู้ใช้ลดเวลาเพลิดเพลินกับFacebook น้อยลง โอกาสที่แบรนด์ ธุรกิจ และผู้เผยแพร่เนื้อหาจะมีโอกาสเข้าถึงผู้อ่านทั้งแบบไม่เสียเงินและแบบเสียเงิน ก็จะยิ่งน้อยลงไปด้วย
เมื่ออุปทานที่มีอยู่ลดลง ทางที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ ราคาในการโฆษณาบนFacebook ก็จะเพิ่มสูงตามไปด้วย
ประเด็นนี้ นักวิเคราะห์ทดลองคำนวณข้อมูลล่าสุดของFacebook (ข้อมูลไตรมาส3 ปี2017) พบว่าหากประเมินว่ารายได้รวมFacebook เพิ่มขึ้น15% ในช่วง1 ไตรมาส แล้วตัวเลขActive User ผู้ใช้ประจำเพิ่มขึ้น2% ตามค่าเฉลี่ย ขณะที่Time Spend หรือเวลาที่ใช้บนแพลตฟอร์มลดลง10% จากตัวเลขที่Comscore ประเมินไว้(สถิติล่าสุดคือ35 นาทีต่อวัน คำนวณได้เป็น53 ชั่วโมงต่อไตรมาสต่อผู้ใช้) เหลือ48 ชั่วโมง โดยAd Density หรือจำนวนโฆษณาต่อชั่วโมงคงที่ที่ราว450 ตามตัวเลขปัจจุบัน จะพบว่าราคาโฆษณาหรือAd Price จะเพิ่มขึ้น25% เป็น0.26 เหรียญจาก0.21 เหรียญ
แม้ทั้งหมดนี้จะเป็นการคาดเดา ที่อิงจากการสมมติว่าความหนาแน่นของโฆษณาจะยังคงที่ เนื่องจากมีความเป็นไปได้ว่าFacebook จะไม่โหมกระหน้ำแสดงโฆษณาที่มากขึ้นต่อชั่วโมง แต่ความเป็นไปได้เรื่องราคาโฆษณาที่จะเพิ่มขึ้นนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะเมื่อทดลองคำนวณในระยะยาว2 ไตรมาส และ4 ไตรมาส(1 ปี) เห็นชัดเจนมากว่าราคาโฆษณาบนFacebook จะสูงขึ้นมากกว่า48% ในเวลาเพียง2 ไตรมาส และ79% ในเวลา1 ปี
หากการคำนวณนี้ถูกต้อง นี่จะเป็นเรื่องใหญ่และมีผลกระทบอย่างมากต่ออุตสาหกรรม เพราะวันนี้หลายอุตสาหกรรมโลกหันมาพึ่งพาFacebook เป็นช่องทางการตลาด ซึ่งได้รับการันตีถึงความมีประสิทธิภาพในการเข้าถึง และการengage ลูกค้า
ดังนั้นขอให้ทุกคนจงเตรียมตัวให้พร้อม และหาทางหนีทีไล่ให้ดีในวันที่ราคาโฆษณาFacebook เปลี่ยนแปลงไป.
ที่มา : adweek.com/digital/why-you-should-be-prepared-for-facebook-ad-prices-to-rise/