โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

'ฝันกลางวัน' พฤติกรรมนี้ มีอะไรดีๆ กว่าแค่การฟุ้ง

Health Addict

อัพเดต 23 พ.ค. 2562 เวลา 10.45 น. • เผยแพร่ 23 พ.ค. 2562 เวลา 10.45 น. • Health Addict
คิดงานไม่ออก สมองเบลอ ลองปล่อยความคิดให้ไหลไปกับ “การฝันกลางวัน” หน่อยมั้ย? เพราะสิ่งที่ใครบางคนว่ามองว่าไร้สาระ จริงๆ แล้วก็มีประโยชน์ซ่อนอยู่เหมือนกันนะ

เมื่อพูดถึงการฝันกลางวัน แทบปฏิเสธไม่ได้เลยใช่มั้ยว่า…ตัวเราเองก็เคยหลงอยู่ในห้วงเวลาของการฝันกลางวันนี้เหมือนกัน ซึ่งความน่าอัศจรรย์ของภาวะนี้นี่แหละ ที่ทำให้ทั้งนักจิตวิทยาและนักประสาทวิทยาต่างให้ความสนใจที่จะค้นหาคำตอบเกี่ยวกับภาวะนี้ และแม้ว่าจะมีนักวิจัยบางรายวิเคราะห์ว่าเป็นเพียงความฟุ้งซ่าน ไร้สาระ ก็ยังมีนักวิจัยบางกลุ่มที่พบว่า การฝันกลางวันนั้น…ก็มีประโยชน์ต่อมนุษย์ช่างฝันด้วยเหมือนกันนะ
ยิ่งคิดซับซ้อน ยิ่งได้บริหารสมอง
Dr. Muireann Irish นักประสาทวิทยา ได้บอกไว้ว่า การฝันกลางวันเป็นการใช้สมองอย่างหนัก เพราะไม่เพียงคิดถึงเรื่องราวในอดีตหรือ ณ ปัจจุบัน แต่ยังจินตนาการไปถึงอนาคต การใช้พลังความคิดที่ซับซ้อนยิ่งกว่าระบบคอมพิวเตอร์มากขนาดนี้นี่แหละ ที่ช่วยให้เราได้บริหารสมอง…ลดความเสี่ยงภาวะสมองเสื่อมได้ด้วย
ใช้(สมอง)หนัก…แต่ก็ได้พักไปพร้อมๆ กัน
ถ้าใครอ่านแล้วถึงกับทำคิ้วขมวดเป็นปมผูกโบว์ เราอยากจะอธิบายให้ฟังแบบคร่าวๆ ว่า สมองของเรานั้นมีอยู่ 2 ซีก โดยสมองซีกซ้ายจะทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องตรรกะ ภาษา การวิเคราะห์ หรือที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า “สมองแห่งเหตุผล” ในขณะที่สมองซีกขวาจะทำงานเกี่ยวข้องกับดนตรี ภาพ สี และจินตนาการ เพราะฉะนั้น การฝันกลางวัน…ซึ่งเป็นการใช้สมองซีกขวาเป็นหลัก ก็จะช่วยให้สมองซีกซ้ายของเราได้พักบ้างนั่นเอง
ช่วยลดความดัน(โลหิต)ได้
นักวิจัยของศูนย์ต่อต้านความเครียดพบว่า…การฝันกลางวันเป็นการสะกดจิตตัวเองในรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีส่วนช่วยลดระดับความเครียด ทำให้ความดันโลหิตลดลงตามไปด้วย นอกจากนี้จิตแพทย์ของ Menninger Clinic ยังเชื่อว่าการฝันกลางวัน เป็นการช่วยให้เราเตรียมพร้อมสภาพจิตใจเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น อย่างเช่นว่า ถ้าคุณกำลังมีแพลนขึ้นเครื่องบินครั้งแรก นี่ก็อาจเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดความกังวลตอนคุณขึ้นเครื่องบินจริงๆ ได้
เพิ่มศักยภาพ…เพราะได้พัฒนา IQ
เพราะสมองของเรานั้นมีอยู่ 2 ซีก โดยสมองซีกซ้ายจะทำงานเกี่ยวข้องกับเรื่องตรรกะ ภาษา การวิเคราะห์ นักวิทยาศาสตร์จึงเรียกว่า “สมองแห่งเหตุผล” ในขณะที่สมองซีกขวาจะทำงานเกี่ยวข้องกับดนตรี ภาพ สี และจินตนาการ ซึ่งการฝันกลางวันจะเป็นการใช้สมองทั้งสองซีกสลับกันไป ช่วยให้เราได้พัฒนา IQ ทั้งสองด้านไปพร้อมๆ กัน
เชื่อว่านำไปสู่…ความเป็นอัจฉริยะ
Elizabeth Blackburn นักชีวโมเลกุลเจ้าของรางวัลโนเบล ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า…การฝันกลางวัน เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เค้าประสบความสำเร็จ เหมือนกับความเชื่อที่ว่ากันว่า ทฤษฎีสัมพันธภาพของไอน์สไตน์เกิดขึ้นในขณะที่เค้ากำลังฝันกลางวันว่าตัวเองกำลังวิ่งไปยังขอบจักรวาล
เรียนรู้การเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
ไม่น่าเชื่อเลยใช่มั้ยล่ะว่าการฝันกลางวันจะเพิ่มเลเวลความอ่อนโยนให้กับมนุษย์อย่างเราได้ แต่งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยา ระบุไว้ว่า…จากผลสำรวจนักเรียนโรงเรียนมัธยมของอิสราเอล พบว่านักเรียนที่ใช้เวลาไปกับการฝันกลางวันมากกว่า จะมีพฤติกรรมเห็นอกเห็นใจผู้อื่นมากกว่านักเรียนที่ไม่ค่อยได้ใช้เวลาไปกับการฝันกลางวัน
แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดีขึ้น
งานวิจัยของมหาวิทยาลัย British Columbia ได้อธิบายถึงผลการศึกษา เมื่อมีการ fMRI หรือการสแกนสมองรูปแบบหนึ่งที่ใช้ในการตรวจการทำงานของสมองโดยอาศัยความเปลี่ยนแปลงของอัตราการไหลของเลือด พบว่า ในระหว่างการฝันกลางวัน…พื้นที่ของสมองที่ถูกนำมาใช้ในการคิดแก้ปัญหาจะเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เชื่อได้ว่า…การจดจ่อกับปัญหาอาจไม่ช่วยให้ค้นพบทางออก ในขณะที่การปล่อยความคิดให้เร่ร่อนลื่นไหลไปเรื่อยๆ อาจช่วยให้พบแสงสว่างได้มากกว่า
แม้ว่าการฝันกลางวันจะให้อะไรดีๆ กับสมองของเรา แต่หากจมอยู่กับกลไกความคิดฟุ้งๆ บ่อยเกินไป จนกลายเป็นมนุษย์เสพติดการหลงอยู่ในโลกเพ้อฝัน ก็อาจนำไปสู่ “โรคฝันกลางวัน” หรือ Maladaptive Daydreaming ภาวะที่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตไม่ต่างกับ “โรคซึมเศร้า” เลยทีเดียว
 

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...