โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

SMART FARM กับการเกษตรยุคดิจิทัล

รักบ้านเกิด

อัพเดต 12 พ.ย. 2561 เวลา 06.09 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2561 เวลา 04.26 น. • รักบ้านเกิด.คอม

คำว่า "SMART FARM" ได้เข้ามาทำให้เกษตรกร รวมถึงเรา ๆ ทุกคน เกิดความสงสัยมาระยะเวลาหนึ่ง แล้วแบบไหนถึงจะเรียกว่า "SMART FARM" อะไรบ้างที่จะเป็นตัวช่วยในการทำเกษตรในยุคนี้

ในยุคที่แต่ละประเทศมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง แรงงานในภาคการเกษตรลดลง รวมถึงเป็นยุคที่อยู่ในสังคมผู้สูงอายุ และคนรุ่นใหม่ไม่ค่อยจะสนใจอาชีพเกษตรกรซักเท่าไหร่ แต่มนุษย์ยังมีความจำเป็นที่จะบริโภคสินค้าเกษตรเพื่อการยังชีพ ทำให้ภาคเกษตรเริ่มมีการปรับตัวเองโดยการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาปรับปรุงการผลิตให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยประเทศผู้นำอย่างเช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส เยอรมนี ออสเตรเลีย เป็นต้น จนทำให้เกิดคำว่า SMART FARM หรือที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ "เกษตรอัจฉริยะ"
SMART FARM หรือ เกษตรอัจฉริยะ คือ การทำเกษตรในยุคใหม่ ยุคดิจิทัล ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยการนำเทคโนโลยี เครื่องจักร นวัตกรรมต่าง ๆ ที่มีความแม่นยำสูงเข้ามาใช้ในการทำงาน ที่สำคัญต้องปลอดภัยทั้งต่อเกษตรกร สิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยในการเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การทำเกษตรอัจฉริยะ คือ การเกษตรแม่นยำสูง (Precision Agriculture หรือ Precision Farming) โดยเป็นการทำเกษตรที่เข้ากับสภาพพื้นที่โดยเน้นพื้นที่ที่ไม่ใช่พื้นที่เกษตรขนาดใหญ่ เน้นประสิทธิภาพในการเพาะปลูก ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์จนถึงกระบวนการปลูกที่นำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการตรวจวัดทั้งเรื่องของสภาพดิน ความชื้นในดิน แร่ธาตุในดิน ความเป็นกรดด่าง (หรือที่เรียกกันว่า ดินเค็ม/ดินเปรี้ยว) สภาพปริมาณแสงธรรมชาติ รวมถึงเรื่องศัตรูพืชต่างๆ บางประเทศมีการควบคุมสิ่งแวดล้อมผ่านการปลูกในโรงเรือน เพื่อป้องกันศัตรูพืชและสามารถควบคุมปัจจัยต่างๆได้เข้มงวดและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้บริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าญี่ปุ่นบางแห่งได้ลองตั้ง "โรงงานปลูกผัก" ในหลายประเทศ เช่น บริษัทฟูจิซึ ได้ตั้ง "โรงงานปลูกผัก" ในฟินแลนด์เนื่องจากประเทศฟินแลนด์ประสบปัญหาไม่สามารถปลูกพืชได้ เนื่องจากในฤดูหนาวมีแสงอาทิตย์น้อย โรงงานนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาให้ปลูกพืชในระบบปิดหรือปลูกในที่ร่ม โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมแสง อุณหภูมิ น้ำ ให้เป็นไปแบบอัตโนมัติ และคาดว่าจะให้ผลผลิต 240 ตัน/ปี หรือบริษัทชาร์ปที่มีโรงงานปลูกสตรอเบอร์รี่ในตะวันออกกลาง มีการฟอกอากาศด้วยเทคโนโลยี "พลาสมาคลัสเตอร์" ทำให้ได้สตรอเบอร์รี่ที่หวานเหมือนปลูกในญี่ปุ่น การใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยแบบนี้ทำให้ไม่มีศัตรูพืช ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง จึงปลอดภัย ได้ราคาและคุณภาพสูง ปลูกได้ตลอดปี แต่มีข้อเสียที่ต้นทุนสูงกว่าปลูกแบบธรรมชาติ
ความแตกต่างของภูมิประเทศแต่ละที่ทำให้สภาพของดิน น้ำ ความสมบูรณ์ของแร่ธาตุต่างๆ แสง ศัตรูพืช พืชท้องถิ่น แมลงท้องถิ่น ที่เป็นปัจจัยจำนวนมากในการสนับสนุนและเป็นอุปสรรคต่อการทำเกษตรให้มีประสิทธิภาพและได้พืชผลตามขนาดที่ต้องการ จะเห็นได้ว่าฟาร์มอัจฉริยะมีความต้องการและความแตกต่างจากการทำเกษตรแบบปกติเป็นอย่างมาก โดยมีวัตถุประสงค์อีกข้อหนึ่งคือ การไม่ใช้ทรัพยากรอย่างสิ้นเปลือง ดังนั้นความแม่นยำในการเสริมปัจจัยต่างๆ ให้ตรงกับความต้องการของพืชแต่ละชนิด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการทำเกษตรอัจฉริยะที่ได้ประสิทธิภาพ

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำ สมาร์ทฟาร์ม จะต้องมีองค์ประกอบทั้ง 3 ด้าน ดังต่อไปนี้
1. การระบุตำแหน่งพื้นที่เพาะปลูก 
2. การแปรวิเคราะห์ข้อมูลที่ตรงกับระยะเวลาของการเพาะปลูกพืช
3.การบริหารจัดการพื้นที่โดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ไม่สิ้นเปลืองทรัพยากร และต้องเข้ากับการเพาะปลูกพืชในชนิดนั้นๆ
ปัจจุบันในบ้านเราเองก็มีตัวอย่างการทำสมาร์ทฟาร์ม ที่ประยุกต์เอาเทคโนโลยีมาช่วย อย่างกรณีของอาจารย์ภาควิชาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ที่ได้คิดค้นแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเพื่อช่วยผู้ที่เลี้ยงปลานิลส่งขาย ภายในแอพพลิเคชั่นสามารถแสดงสภาพอากาศ คุณภาพ ปริมาตรน้ำ ผลตอบแทน ราคา วัดน้ำหนักและขนาดปลาได้ เพิ่มความสำเร็จในการสร้างรายได้มากขึ้นเพียงปลายนิ้วคลิก
ล่าสุดที่พึ่งเปิดตัวไป กับ ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่อย่าง DTAC ที่ได้จับมือกับ บริษัทรักบ้านเกิด และรีคัลท์ พัฒนา แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือ กับแอพฯ Farmer Info ที่เปิดให้บริการแก่เกษตรกรมากว่า 5 ปี ด้วยการเพิ่มฟังก์ชั่นใหม่ ที่ชื่อว่า "ฟาร์มแม่นยำ" กับการนำเทคโนโลยีดาวเทียม Big Data จากทั่วโลก ช่วยในเรื่องของการพยากรณ์อากาศเฉพาะพื้นที่ การตรวจสุขภาพพืช รวมไปถึงการวางแผนการเพาะปลูก ที่สามารถบอกข้อมูลรายแปลงได้อย่างแม่นยำ 
และยังมีตัวอย่างคนไทยอีกรายที่มีความสามารถในการเขียนโปรแกรม ได้ประกอบอุปกรณ์สำหรับแปลงผักไฮโดรโปนิกส์ ให้มีเซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิ ค่ากรดต่างๆ ใช้ Relay (อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ทำหน้าที่เป็นสวิตซ์ตัด-ต่อวงจร) ในการควบคุมปั๊มแรงดันเพื่อพ่นละอองน้ำ ทำให้สะดวกในการปลูกและไม่เสียเวลาดูแลมากนัก มองอีกแง่หนึ่ง ถือเป็นโอกาสดีสำหรับธุรกิจสตาร์ทอัพสายเทคโนโลยีการเกษตรที่จะใช้ความถนัดด้านการพัฒนาด้านซอฟแวร์ หรือผลิตเครื่องจักรกลด้านการเกษตรเข้ามาทำตลาดได้
ปัจจุบันเทคโนโลยีต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นสิ่งที่เกษตรกรไทย สามารถจับต้องได้ และใช้งานได้จริง เพียงแค่เปิดรับ และกล้าที่จะปรับเปลี่ยน พัฒนาไปพร้อม ๆ กัน มันสามารถจะช่วย่ให้การดูแล และการจัดการแปลงเกษตรของเราทำได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหนก็ตาม จากการใช้คอมพิวเตอร์ แท็บเล็ต และสมาร์ทโฟน เพื่อก้าวสู่การเป็น SMART FARMER อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้การเกษตรเป็นเรื่องง่าย ๆ แค่เพียงปลายนิ้วสัมผัส
ขอขอบคุณ
http://www.mitrpholmodernfarm.com/news
http://www.bangkokbiznews.com/blog/detail/606451
https://www.facebook.com/smartfarmthailand/?ref=ts&fref=ts
https://www.sentangsedtee.com/exclusive/article_23510
http://www.thairath.co.th/content/448146
https://brandinside.asia/smart-farming-thailand-opportunity/

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...