โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : ข้อห้ามไม่ให้ "บัณเฑาะก์" บวช ในพระวินัยฯ ไม่ได้ห้ามกลุ่มคน "เพศหลากหลาย" บวช

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 27 ส.ค. 2563 เวลา 02.56 น. • เผยแพร่ 27 ส.ค. 2563 เวลา 02.56 น.

โดยปกติแล้ว พจนานุกรมไทย (เป็นสิ่งที่เกิดใหม่ในระดับคนละโลกเดียวกันเมื่อเทียบอายุกับพระไตรปิฎก) มักจะแปลคำว่า “บัณเฑาะก์” แปลว่า “กะเทย”

ดังนั้น พอมีข้อความในพระวินัยปิฎกระบุว่า พระพุทธเจ้าห้ามบัณเฑาะก์บวช ก็กลายเป็นห้ามกะเทยและอีกสารพัดความหลากหลายทางเพศบวชไปด้วย

แต่บัณเฑาะก์นั้นจะแปลว่ากะเทยจริงๆ หรือครับ?

ที่มาของเรื่องนี้อยู่ในปัณฑกวัตถุ (คำว่า “ปัณฑกะ” ในที่นี้คือคำเดียวกับ “บัณเฑาะก์”) ในพระวินัยปิฎก มหาวรรค ภาค 1 ซึ่งเล่าเอาไว้ว่า มีบัณเฑาะก์คนหนึ่งบวชแล้วก็ไปชวนพระสงฆ์กับเณรมีเพศสัมพันธ์กัน แต่ทั้งพระ ทั้งเณรไม่มีใครเอากับหลวงพี่รูปนี้ด้วย พระบัณเฑาะก์รูปนี้ก็เลยไปชวนคนเลี้ยงช้าง คนเลี้ยงม้ามามีอะไรกันแทน

และหลังเสร็จกิจ พวกคนเลี้ยงช้าง คนเลี้ยงม้าก็เอาไปพูดเหมารวมว่าพระสงฆ์ทั้งหมดนั้นไม่ใช่ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ความรู้ถึงหูของพระสงฆ์รูปอื่นๆ เข้า ก็พากันไปทูลบอกกับพระพุทธเจ้า

พระพุทธองค์ก็เลยตัดสินให้พระบัณเฑาะก์รูปนั้นสึก และไม่อนุญาตให้อนุปสัมปัน (ฆราวาสและเณรที่ไม่ใช่ภิกษุสงฆ์) ที่เป็นบัณเฑาะก์อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ได้มาแต่บัดนั้น

 

ฟังดูก็เหมือนจะง่ายๆ เพียงแค่นี้ เพราะเรื่องราวในปัณฑกวัตถุนั้นก็ให้รายละเอียดไว้อย่างชัดเจนว่า พระบัณเฑาะก์รูปนั้นได้ชวนผู้คนเพศเดียวกับตนเองมาเสพสังวาส แต่เรื่องเกี่ยวกับบัณเฑาะก์ ในพระวินัยฯ มันไม่ได้มีอยู่เพียงเท่านี้น่ะสิครับ

ในสมันตปาสาทิกา ซึ่งก็คือคัมภีร์อรรถกถา (อธิบายความ) ของพระวินัยปิฎก ซึ่งเขียนขึ้นโดยพระพุทธโฆษาจารย์เมื่อราว พ.ศ.100 ได้ระบุไว้ว่า บัณเฑาะก์มี 5 ประเภท ได้แก่

1. คนที่ดับความใคร่เร่าร้อน (เพราะกาม) ของตนโดยการใช้ปากอมองคชาตของผู้อื่น แล้วให้น้ำอสุจิราดรดตัวเอง ชื่อว่าอาสิตตบัณเฑาะก์

2. คนที่เมื่อเห็นผู้อื่นประพฤติล่วงเกินทางเพศกัน เกิดความริษยาขึ้น ความเร่าร้อนจึงระงับไป ชื่อว่าอุสูยบัณเฑาะก์

3. คนที่ถูกตัดองคชาต ชื่อว่าโอปักกมิกบัณเฑาะก์

4. คนที่เป็นบัณเฑาะก์ในเวลาข้างแรมด้วยอานุภาพอกุศลวิบาก แต่ในเวลาข้างขึ้นความเร่าร้อนย่อมระงับไป ชื่อว่าปักขบัณเฑาะก์

5. คนที่เป็นบัณเฑาะก์โดยกำเนิด ชื่อว่านปุงสกบัณเฑาะก์

จะเห็นได้ว่า ใจความในส่วนที่กล่าวถึง “อุสูยบัณเฑาะก์” ซึ่งก็คือในบัณเฑาะก์ประเภทที่ 2 ในลิสต์ข้างต้นนั้น ไม่ได้มีลักษณะเป็นไปในทำนองของรักร่วมเพศ ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า “บัณเฑาะก์” แปลว่า “กะเทย” ก็ดูจะไม่สามารถหมายรวมถึงอุสูยบัณเฑาะก์ได้

 

หากจะกล่าวให้ถึงที่สุดแล้ว แม้แต่ “ขันที” หรือที่ในสมันตปาสาทิกาเรียกว่า “โอปักกมิกบัณเฑาะก์” นั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีความชอบพอทางกามารมณ์ (sexual preference) แบบรักร่วมเพศเสียหน่อยนะครับ

มีข้อมูลจากบันทึกเก่าๆ หลายฉบับเลยทีเดียวที่เล่าถึงความต้องการทางเพศของขันทีที่มีต่อผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นขันทีในจีนและในภูมิภาคตะวันออกกลาง แถมยังมีบันทึกที่ว่าด้วยความพยายามคืนความเป็นชายกลับมา ด้วยวิธีการที่ดูจะแปลกประหลาดอย่างการกินสมองมนุษย์สดๆ ในจีน เป็นต้น

ดังนั้น ถ้าจะบอกว่า ขันทีทุกคนชอบพอผู้ชายนั้นคงไม่ใช่แน่

และก็แน่นอนด้วยว่า บัณเฑาะก์ประเภทสุดท้ายในสมันตปาสาทิกาที่เรียกว่า “นปุงสกบัณเฑาะก์” นั้น น่าจะเป็นเรื่องอาการของคนที่มีสองเพศมาตั้งแต่เกิด ที่ก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับความชอบพอทางกามารมณ์อยู่ดี

เอาเข้าจริงแล้ว ในบรรดารายชื่อ “บัณเฑาะก์” ทั้ง 5 ประเภทที่ถูกกางออกมาในสมันตปาสาทิกานั้น มีลักษณะที่ไม่เกี่ยวอะไรกับการเป็น “กะเทย” ไปเสีย 3 ประเภท คือมากกว่าครึ่งหนึ่งของทั้งหมดเสียด้วยซ้ำ

 

ในพระวินัยปิฎกยังมีเรื่องที่มักจะเข้าใจผิดกันว่าเกี่ยวกับ “เพศทางเลือก” อยู่อีกคือเรื่อง “เถยยสังวาสกะ” เพราะมีคำแปลออกมาเป็นภาษาไทยในพระไตรปิฎกฉบับทางการว่า “ลักเพศ”

เรื่องของเถยยสังวาสกะนี้อยู่ในเถยยสังวาสสูตรของพระวินัยปิฎก โดยมีความระบุว่า พระพุทธเจ้าไปอนุญาตให้คนที่เป็นเถยยสังวาสกะอุปสมบท โดยมีอรรถกถาอธิบายความเพิ่มเติมอยู่ในสมันตปาสาทิกาเล่มเดิม ซึ่งพระพุทธโฆษาจารย์ได้อธิบายว่า คนที่จัดว่าเป็น “เถยยสังวาสกะ” หรือคนลักเพศในพระไตรปิฎก ฉบับภาษาไทยมี 3 ประเภท

1. คนลักเพศ (ตามข้อความฉบับภาษาไทย) คือคนที่ตู่เอาเพศของพระภิกษุ โดยไม่ได้ผ่านการอุปสมบท คือบวชเองแล้วอ้างตนเป็นพระ คล้ายกับกฎหมายแต่งกายเลียนแบบพระสงฆ์ในปัจจุบัน

2. คนลักสังวาส คือเณร (ในสมันตปาสาทิกาไม่ระบุว่ารวมถึงภิกษุด้วยหรือเปล่า? แต่ก็น่าจะนับรวมได้) ที่ตู่เอาพรรษาว่าบวชมานานกว่าความเป็นจริง และยินดีรับเอาเกียรติยศกับความนับถือในฐานะที่แก่พรรษากว่าในหมู่สงฆ์

3. คนที่ลักทั้งเพศและสังวาส

จะเห็นได้ว่า คำว่า “ลักเพศ” ในที่นี้หมายถึง ลักเอาสมณเพศมาเป็นของตนเอง โดยไม่ได้อุปสมบทจริง ดังนั้น จึงไม่เกี่ยวอะไรกับทั้ง “เพศทางเลือก” และรวมถึงคำว่า “บัณเฑาะก์” เลย

 

สิ่งที่น่าสนใจยิ่งกว่าก็คือ ที่จริงแล้วในสมันตปาสาทิกานั้นระบุเอาไว้ด้วยว่า บัณเฑาะก์บางประเภทสามารถที่จะอุปสมบทได้ นั่นก็คือ “อาสิตตบัณเฑาะก์” และ “อุสูยบัณเฑาะก์” ซึ่งก็คือบัณเฑาะก์ประเภทแรกและประเภทที่สอง ในรายชื่อประเภทบัณเฑาะก์ทั้งห้า

อาสิตตบัณเฑาะก์ซึ่งถูกพรรณนาว่า ดับความใคร่เร่าร้อนด้วยกามโอษฐ์นั้น ย่อมมีความชอบพอทางกามารมณ์แบบเพศทางเลือกแน่ กลับเป็นสิ่งที่ได้รับอนุญาตให้บวชได้นะครับ ในขณะที่ขันทีและผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกายอย่างการมีสองเพศนั้นกลับไม่ได้รับโอกาสนี้

พูดง่ายๆ ว่า ถ้าจะว่ากันตามคัมภีร์ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่ออธิบายความในพระวินัยปิฎก และมีอิทธิพลต่อวินัยของพระสงฆ์ ฝ่ายเถรวาท มากกว่าตัวพระวินัยปิฎกแท้ๆ เองเสียอีกอย่าง “สมันตปาสาทิกา” นั้น ก็ดูเหมือนว่า ศาสนาพุทธ เถรวาท จะไม่ได้ห้ามให้เพศทางเลือกอุปสมบทเสียหน่อย เพียงแต่เมื่อบวชเข้าไปแล้ว ถ้าไปชวนให้พระ, เณร หรือฆราวาสคนใดเสพสังวาสกันนั้นก็ผิดพระวินัยแล้วก็ต้องสึก อย่างเรื่องในปัณฑกวัตถุที่ผมเล่าเอาไว้ตั้งแต่แรก

 

ควรจะสังเกตด้วยว่า ในบรรดาบัณเฑาะก์ทั้ง 5 ประเภทนั้น 2 ประเภทแรกคือ “อาสิตตบัณเฑาะก์” และ “อุสูยบัณเฑาะก์” เป็นเรื่องของ “ความชอบพอทางกามารมณ์” ในขณะที่อีก 3 ประเภทนั้นไม่ใช่

(ในกรณีของ “ปักขบัณเฑาะก์” ที่ผมยังไม่ได้พูดถึงเลยนั้น แม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าไม่เกี่ยวกับความชอบพอทางกามารมณ์ แต่ก็ดูจะมีลักษณะที่ผิดปกติจากธรรมชาติของมนุษย์ทั่วไปอย่างเห็นได้ชัด ที่สำคัญคือ ไม่มีตรงไหนที่ถูกบรรยายไว้เลยว่าเป็นเรื่องของการรักร่วมเพศ นอกจากคำว่าบัณเฑาะก์ ที่คนรุ่นหลังแปลไปเองว่า หมายถึงเพศทางเลือกไปเสียทั้งหมด)

ที่สำคัญก็คือ ในศีลทั้ง 227 ข้อของพระสงฆ์นั้นมีข้อห้ามเรื่องกามารมณ์ทั้งหลายอยู่แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเคยครองเพศอะไรมา หลังอุปสมบทแล้ว คุณก็คือ “สมณเพศ” ไม่มีเพศอื่นอีก (เช่นเดียวกับคำว่าเถยยสังวาสกะ ที่แปลเป็นไทยว่าลักเพศ เพราะในทางอุดมคติแล้ว “สมณะ” นั้นถือเป็นเพศที่ต้องอยู่เหนือกามารมณ์)

เอาเข้าจริงแล้ว อันที่การเสพสังวาสระหว่างเพศเดียวกันเป็นเรื่องที่พบเห็นได้โดยทั่วไปในหลายๆ วัฒนธรรมโบราณของโลกนั่นแหละครับ อินเดียก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น จึงเป็นเรื่องที่ชอบธรรมแล้วที่พุทธศาสนาจะยินยอมให้เพศทางเลือกอุปสมบทเข้าเป็นสมณเพศได้เช่นเดียวกับเพศชายทั่วไป

แต่จะดีกว่านี้ ถ้าพุทธศาสนาจะยินยอมให้เพศหญิง (ที่เคยมีการบวชภิกษุณีมาแล้ว ดังมีพยานอยู่ในพระไตรปิฎก) บวชได้ด้วย เพราะคนทุกเพศสมควรที่จะมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน

 

กว่า 12 ปี ของการจัดงาน Healthcare เครือมติชนร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน ได้ส่งต่อความรู้และให้บริการสุขภาพแก่คนไทยในทุกมิติ ทั้งการป้องกัน ดูแล และรักษา โดยเฉพาะการบริการตรวจสุขภาพฟรีจากสถานพยาบาลชั้นนำ เวิร์กชอป ให้คำปรึกษาปัญหาสุขภาพ รวมถึงการยกระดับเวทีเสวนาให้เป็น “Health Forum” เปิดเวทีให้แพทย์ และ Speaker ระดับประเทศ มาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการป้องกัน การรักษา และนำเสนอนวัตกรรมทางการแพทย์ รวมถึงเรื่องราวสุขภาพในแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่จะมาให้อัปเดตตลอด 4 วันของการจัดงาน เดินทางสะดวกโดยทางด่วนและ MRT ลงสถานีสามย่าน ทางออกที่ 2
ลงทะเบียนเข้างานฟรี มีต้นไม้แจกด้วยนะ (จำนวนจำกัด)

  • ลงทะเบียนเข้างาน รับต้นไม้ฟรี (จำนวนจำกัด) ลิงก์ลงทะเบียน   
  • ลงทะเบียน workshop ฟรี ลิงก์ลงทะเบียน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...