โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

ปิดเทอมยาว - ตลาดไม่โต แต่ 'นันยาง' ยัง Have Fun ด้วยรองเท้าที่ "ไม่" ต้องผูกเชือก

Brandbuffet

อัพเดต 30 พ.ค. 2563 เวลา 12.51 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2563 เวลา 15.50 น. • Brand Move !!

ลำพังการทำตลาดท่ามกลางการแข่งขันของตลาดที่มีผู้เล่นจำนวนมากก็เป็นเรื่องท้าทายและยากสำหรับเจ้าของแบรนด์แล้ว ยิ่งต้องมาเจอสถานการณ์ตลาดรวม “เติบโตคงที่” ยิ่งเป็นโจทย์ยากกว่าเดิมเพิ่มขึ้นสองเท่าและแทบไม่มีใครอยากเจอ แต่ก็ไม่มีแบรนด์ไหนสามารถหลีกหนีไปได้ เพราะเป็นวัฏจักรของการทำธุรกิจ สิ่งสำคัญอยู่ที่เมื่อเจอแล้ว จะสามารถต่อสู้และพาธุรกิจก้าวข้ามผ่านไปได้อย่างไร

นันยาง หนึ่งในแบรนด์รองเท้ารุ่นเก๋า ที่สามารถยืนหยัดเป็นตัวจริงในตลาดรองเท้าได้อย่างแข็งแกร่ง ไม่ว่าสถานการณ์ตลาดจะเป็นอย่างไร นันยางสามารถก้าวข้าวผ่านมาได้เสมอ และที่สำคัญยังมีการเติบโตสวนกระแส สะท้อนได้จากผลประกอบการของนันยางในปี 2562 มีการเติบโต 10% ซึ่งเป็นการเติบโตสูงสุดนับแต่ก่อตั้งบริษัท และปีนี้แม้ว่าจะเผชิญกับวิกฤติโควิด-19 แต่นันยางยังคงตั้งเป้าเติบโตอยู่ที่ 5% อะไรคือกลยุทธ์ที่ทำให้แบรนด์รองเท้ารุ่นเก๋ายังคงสตรองและได้ไปต่ออย่างสวยงาม มาค้นคำตอบกันจาก คุณจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด กันแบบเจาะลึก

3 กลยุทธ์การเติบโตของนันยาง ในวันที่ตลาดรวมไม่โต

คุณจักรพล บอกว่า ตลาดรองเท้านักเรียนเป็นตลาดที่มีการแข่งขันดุเดือดมาทุกยุคสมัย เพราะเป็นตลาดที่มีโอกาสขายได้เพียงปีละครั้ง หรือ 1 เดือนก่อนเปิดเทอม จากเด็กนักเรียนจำนวน 15 ล้านคน ในขณะที่มีผู้เล่นในตลาดประมาณ 10-15 ราย อีกทั้งเมื่อผู้บริโภคตัดสินใจซื้อรองเท้านักเรียนแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่งแล้ว จะซื้อแบรนด์เดียวกันตลอด ดังนั้น ช่วงก่อนเปิดเทอมแรกของปีการศึกษา ทุกแบรนด์จะเริ่มโหมกิจกรรมการตลาดอย่างหนักเพื่อพาแบรนด์เข้าไปนั่งในใจผู้บริโภคให้ได้มากที่สุด

สำหรับตลาดรวมรองเท้านักเรียนปี 2562 มีมูลค่า 5,000 ล้านบาท เป็นการเติบโตแบบทรงตัวจากปี 2561 ที่ผ่านมา แบ่งเป็นตลาดรองเท้าผ้าใบ 60% รองเท้านักเรียนผู้หญิง 35% และอื่นๆ 5% ส่วนในปีนี้คาดการณ์ว่าตลาดรวมจะมีมูลค่าทรงตัว หรืออาจจะเติบโตประมาณ 1% จากปีที่ผ่านมา

คุณจักรพล จันทวิมล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท นันยางมาร์เก็ตติ้ง จำกัด

โดยในส่วนของนันยาง ปี 2562 ที่ผ่านมา ทำยอดขายเติบโตถึง 10% โดยมีส่วนแบ่งตลาดรองเท้านักเรียนผ้าใบเป็นอันดับหนึ่งที่ 43% ทั้งยังมี กลุ่มลูกค้าที่ภักดีต่อแบรนด์ (Brand Loyalty) และ ชื่นชอบในแบรนด์ (Brand Advocacy) ทำให้ไม่ว่านันยางจะออกสินค้าใด ผู้บริโภคกลุ่มนี้จะซื้อและบอกต่อทันที

สำหรับกลยุทธ์ที่ทำให้นันยางสามารถสร้างการเติบโตสวนตลาดมาอย่างต่อเนื่อง คุณจักรพลบอกว่า หลักๆ มาจาก 3 ปัจจัย ดังนี้

1.คุณภาพสินค้าที่ตอบโจทย์การใช้งานและครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่ม ตั้งแต่รองเท้านักเรียนชายประถม ไปจนถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงาน นอกจากนี้ ยังมีรองเท้านันยาง ชูการ์ สำหรับกลุ่มเด็กนักเรียนผู้หญิง, นันยาง Superstar รองเท้าผ้าใบนักเรียนราคาประหยัด และรองเท้าแตะช้างดาว

2.การทำความเข้าใจผู้บริโภคและวิธีการเข้าถึงด้วยการทำตลาดที่โดนใจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเปิดตัวสินค้ารุ่นพิเศษได้แก่ รองเท้าผ้าใบ Nanyang RED limited edition 2019 และรองเท้าแตะ KHYA (ขยะ) ซึ่งผลิตจากขยะทะเล ซึ่งได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้าในวงกว้าง ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของนันยางที่สามารถสร้างการรับรู้ การยอมรับ และกระแสนิยมให้แบรนด์ได้ชั่วข้ามคืน

3.การส่งออกไปจำหน่ายในประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็นเมียนมาร์ ลาว ฟิลิปปินส์ กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีที่ผ่านมาค่าเงินบาทอ่อนตัว จึงทำให้นันยางสามารถสร้างรายได้สูงขึ้น

จับ Pain Point ปั้นนวัตกรรม “รองเท้าไม่ต้องผูกเชือก”

แม้ในปีที่ผ่านมานันยางจะสร้างการเติบโตสวนกระแส แต่เมื่อส่องมาที่ตลาดรวมรองเท้านักเรียนปีนี้ที่คาดว่ายังคงมีการเติบโตแบบทรงตัว กลยุทธ์จึงต้องเข้มข้นและแตกต่างจากเดิม โดยกลยุทธ์หลักของนันยางในปีนี้ เลือกจะเจาะเซ็กเมนต์กลุ่มเด็กประถมมากขึ้น

เพราะจากการศึกษาพบว่า วันนี้นักเรียนใส่รองเท้าเฉลี่ย 1.3 คู่ต่อปี โดยส่วนใหญ่จะรู้จักและเริ่มใส่รองเท้าแบรนด์นันยางตอนมัธยมศึกษาปีที่ 1 และซื้อต่อเนื่องมาจนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 เท่ากับนันยางสามารถขายรองเท้าได้ตลอด 6 ปี เพราะฉะนั้น ถ้านันยางสามารถสร้าง Brand Loyalty ตั้งแต่เด็กประถม จะทำให้สามารถขายรองเท้าได้ตลอด 12 ปี ตั้งแต่เด็กประถมไปจนถึงมัธยมปลาย ในปีนี้ นันยาง จึงได้วางรองเท้ารุ่น Have Fun เป็น Product Hero ในการเจาะกลุ่มเด็กประถม

คุณจักรพล บอกว่า รองเท้ารุ่น Have Fun เป็นรองเท้าที่ทำตลาดมาตั้งแต่ปี 2013 ถูกออกแบบสำหรับเด็กประถมโดยเฉพาะและมียอดขายเติบโตต่อเนื่อง แต่เมื่อคิดจะนำมาต่อยอดทำตลาดมากขึ้น ก็ต้องทำให้แตกต่างกว่าเดิม นันยางจึงได้สำรวจความคิดเห็นของนักเรียนชั้นประถม อายุ 4-6 ขวบ และพบว่า Pain Point ที่สำคัญคือ ผูกเชือกรองเท้าไม่เป็น พ่อแม่ต้องผูกให้ แต่ระหว่างวันมีเชือกหลุดและต้องผูกเชือกกว่าคนละ 10 ครั้ง ซึ่งมีโอกาสสัมผัสเชื้อโรคจากรองเท้า

https://www.facebook.com/NanyangLegend/videos/591290184926891/

จึงได้นำ Pain Point ดังกล่าว มาพัฒนามาเป็นนวัตกรรม “เชือกยืดหยุ่น” ซึ่งเป็นเชือกรองเท้าที่ทำขึ้นมาล็อกกับรูรองเท้าโดยไม่ต้องร้อย และไม่ต้องผูกเชือก ซึ่ง คุณจักรพล เชื่อว่าจะสามารถตอบโจทย์ Pain Point การผูกเชือกรองเท้าไม่เป็นและเชือกรองเท้าหลุดระหว่างวันได้เป็นอย่างดี ทั้งสนุกสำหรับเด็กเพราะไม่เชือแรองเท้าไม่หลุดระหว่างทำกิจกรรม อีกทั้งยังมีความสะอาดไม่ต้องผูกเชือกรองเท้าบ่อยๆ

“ในตอนแรกเราต้องการนำเชือกยืดหยุ่นมาวางจำหน่ายในราคาคู่ละ 69 บาทเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม แต่จากสถานการณ์โควิด-19 เราจึงเปลี่ยนกลยุทธ์ใหม่ มาเป็นการแถมไปในรองเท้า Have Fun ทุกคู่ที่จำหน่ายจนกว่าโควิด-19 จะหมดไปจากประเทศไทย”

ปรับการทำงานให้ตอบโจทย์สถานการณ์

การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลก ทำให้แม้กระทั่งเด็กไทยต้องเลื่อนเปิดเทอมช้าลงจากเดิมแต่คุณจักรพล บอกว่า ตลาดรองเท้านักเรียนไม่ได้ส่งผลกระทบ เพราะไม่ใช่สินค้าแฟชั่น แต่เป็นสินค้ากึ่งจำเป็นที่ผู้บริโภคต้องซื้อและสามารถใช้งานได้อย่างคุ้มค่า จึงไม่ได้ปรับลดเป้าหมายและงบการตลาดอย่างใด

แต่สิ่งที่ปรับมากขึ้นคือ ระบบการทำงาน ให้สอดรับกับสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน โดยมีการปรับระบบการทำงานเป็น 3 ช่วงคือช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งในช่วงนี้ต้องมีมาตรการรับมือไม่ให้มีความเสี่ยง รวมถึงพัฒนาทักษะบุคลากรให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ช่วงหมดโควิด-19 และช่วง New Normal ซึ่งแต่ละช่วงต้องเตรียมตัวรับมือกับสิ่งใหม่ที่จะเกิดขึ้นตามมา

“แต่ละเฟสแต่ละส่วนเราต้องดูว่าเรามีเป้าหมายอย่างไร ที่สำคัญต้องดูตัวเองด้วยว่าตัวเองมีความสามารถด้านไหนแข็ง ด้านไหนมีจุดอ่อน ด้านไหนที่จะต้องพัฒนาจุดแข็งจุดอ่อนให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะทำให้เราผ่านจุดนี้ไปให้ได้”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...