กฟน.ชี้ 2 สาเหตุหลัก ทำราคาค่าไฟแพงขึ้น
นายจาตุรงค์ สุริยาศศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในฐานะโฆษกกฟน. เผยถึงประเด็น ที่มีการร้องเรียนจากประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ว่าอัตราการจัดเก็บค่าไฟฟ้าเพงขึ้น สูงถึง 2- 3 เท่าตัว ในช่วงที่มีการกักตัว ทำงานที่บ้าน ว่าเกิดจาก 2 ประเด็นหลัก
ประเด็นแรก เกิดจากราคาค่า Float Time (FT) หรือ ค่าของต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่การไฟฟ้าไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งตามกฏหมายระบุให้มีการประกาศใช้ล่วงหน้าประมาณ 4 – 5 เดือน ซึ่งล่าสุดเพิ่งประกาศอัตรา FT ใช้เมื่อเดือนมีนาคม 2563 ที่ผ่านมาเป็นราคาที่ตึงอยู่ประมาร 11 สตางค์ โดยจะใช้ค่าดังกล่าว คำนวณ ค่าไฟในเดือน เมษายน - สิงหาคม 2563 ดังนั้นแม้ ช่วงนี้ราคาค่าน้ำมันจะถูกลง แต่อัตราค่า FT ไม่ได้ลดลงตามราคาน้ำมันที่ลดลง
ประเด็นที่ 2 คือ ระบบการคิดค่าไฟของการไฟฟ้านั้นคิดแบบ "อัตราก้าวหน้า" คือถ้าผู้ใช้ไฟฟ้าใช้ไฟจำนวนมาก ราคาค่าไฟจะแพงขึ้น เนื่องจาก อัตราค่าจัดเก็บแบบก้าวหน้า แบ่งเป็น
35 หน่วยแรก เหมารวมทั้งสิ้นเป็นจำนวนเงิน 85.21 บาท
115 หน่วยต่อไป หน่วยละ 1.1236 บาท
250 หน่วยต่อไป หน่วยละ 2.1329 บาท
ส่วนที่เกินกว่า 400 หน่วย หน่วยละ 2.4226 บาท
สาเหตุทั้ง 2 กรณี เป็นสาเหตุหลัก แต่มีสาเหตุอื่นๆ เช่น การใช้เครื่องปรับอากาส ซึ่งเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานไฟฟ้าสูงสุด หรือ ความร้อนของอากาศ และอื่นๆ
“ กฟน. ตระหนักดี ถึงเรื่องดังกล่าว แต่ไม่สามารถประกาศลดค่าใช้ไฟฟ้าได้ด้วยตนเอง ต้องรอมติจาก คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) หากการประชุมในวันนี้ (20 เม.ย) มีนโยบายลดการจัดเก็บค่าใช้ไฟฟ้าก็ยินดีและพร้อมดำเนินการทันที”