โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

"บีเจซี" ปรับแผนสู้โควิด "ธุรกิจยังมีโอกาส รุกคืบลงทุน CLMV"

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 14 ส.ค. 2563 เวลา 02.38 น. • เผยแพร่ 13 ส.ค. 2563 เวลา 07.43 น.

สัมภาษณ์

ต้องยอมรับว่าธุรกิจค้าปลีกเป็นหนึ่งในหลายธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากมหันตภัยไวรัสโควิด-19 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งนั้น เพราะธุรกิจดังกล่าวต่างเกี่ยวข้องกับซัพพลายเชนทั้งระบบ จนทำให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ จึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจของ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “บีเจซี”

ผลเช่นนี้ เมื่อมีโอกาสสัมภาษณ์ “แม่ทัพ” ของ “บีเจซี” หรือ “อัศวิน เตชะเจริญวิกุล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) ในเรื่องที่เกี่ยวกับแผนการขับเคลื่อนธุรกิจในครึ่งปีหลังของปี 2563 เขาจึงฉายภาพรวมของธุรกิจให้ฟัง พร้อมกับเรื่องอื่น ๆ อย่างน่าสนใจ

“ภาพรวมเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 ผมมองว่าทุกกลุ่มธุรกิจต้องอยู่ในหลักการพอเพียงและพึ่งตนเองให้ได้ ไม่ว่าจะกลุ่มอุตสาหกรรมค้าปลีก อุตสาหกรรมท่องเที่ยว และบริการ เพราะก่อนหน้านี้เราเคยพึ่งพานักท่องเที่ยวต่างชาติในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่หลังจากนี้ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองใหม่ พฤติกรรมใหม่ เพราะแนวโน้มอีก 18 เดือนข้างหน้าเชื่อว่าธุรกิจในประเทศไทยจะต้องพึ่งพากันเอง หรือบริโภคสินค้าภายในประเทศมากขึ้น”

“ยกตัวอย่างกลุ่มบีเจซีโดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีก “บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์” หลาย ๆ สาขาจากนี้ไปต้องปรับเปลี่ยนสินค้าและบริการใหม่ ๆ ซึ่งเหมือนกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและการให้บริการนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ผู้ประกอบการขายสินค้าที่ระลึกหรือสินค้าสปาต่าง ๆ ก็ต้องปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับความต้องการคนไทยมากขึ้น ทั้งนั้น เพื่อดึงลูกค้าเข้ามาชดเชยจำนวนลูกค้านักท่องเที่ยวที่หายไป ตรงนี้ถือเป็นโจทย์ท้าทายที่บีเจซีกำลังคิดแผนอยู่หลายด้านในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้ไป”

“เพราะสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา กลุ่มบีเจซีได้รับผลกระทบจากจำนวนยอดขายลดลงไม่ต่างจากธุรกิจอื่น ๆ ส่งผลให้ต้องเพิ่มน้ำหนักไปที่ช่องทางจำหน่ายผ่านระบบออนไลน์มากขึ้น ควบคู่กับการจำหน่ายแบบออฟไลน์ด้วยการเพิ่มบริการออปชั่นใหม่ ๆ ได้แก่ การบริการ Call for shop, Line for shop พร้อมกับนำสินค้าออกมาจำหน่ายด้วยวิธีการไลฟ์สดผ่านแพลตฟอร์มเฟซบุ๊กและแอปพลิเคชั่นไลน์ เพื่อให้ลูกค้ามีช่องทางในการเลือกซื้อสินค้า หรือส่งสินค้าถึงบ้าน รวมไปถึงการรับสินค้าด้วยตนเองจากสาขาใกล้บ้าน ซึ่งกลยุทธ์นี้เกิดขึ้นจากการร่วมมือกับแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลซต่าง ๆ รวมถึงบิ๊กซี เฟรช เอ็กซ์เพรส ที่ให้บริการส่งสินค้าอาหารสดกว่า 4,000 รายการในพื้นที่กรุงเทพฯ”

สำหรับในส่วนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วและกระป๋อง “อัศวิน” บอกว่า ปัจจุบันบีเจซีมีกำลังการผลิต 5,200 ล้านกระป๋องต่อปี โดยมีลูกค้าประจำแถบประเทศในอาเซียน ทั้งความต้องการของตลาดประเภทนี้มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างน่าสนใจเมื่อดูจากยอดขายของผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มรายใหญ่

“ที่สำคัญ โรงงานผลิตของธุรกิจบีเจซีไม่มีการหยุดกิจการ ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากยอดขายอยู่บ้าง แต่ตัวเลขผลกำไรก็ยังพอมี เพราะเรามีการจำหน่ายสินค้าทั้งจากออฟไลน์และออนไลน์ สำหรับผลประกอบการในไตรมาสแรก 1/63 มีรายได้ 42,328 ล้านบาท แบ่งออกเป็นสินค้าบรรจุภัณฑ์มีรายได้ 5,038 ล้านบาท เติบโตขึ้น 2.9% เพราะตอนนั้นยังไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เนื่องจากมีการทำสัญญาสั่งซื้อกับคู่ค้าเป็นรายปี ตามด้วยกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีรายได้ 5,580 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18% โดยสินค้าที่มียอดขายเติบโตขึ้น ได้แก่ กลุุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค อาทิ ทิสชู, เครื่องใช้ส่วนตัว และผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดมีความต้องการเพิ่มขึ้นยอดขายจึงไม่ลดลง แต่กลุ่มอาหารและขนมลดลง จากการระมัดระวังในการจับจ่ายของผู้บริโภค”

นอกจากนั้น “อัศวิน” ยังบอกว่า ช่วงวิกฤตโควิด-19 ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางสร้างรายได้อันดับหนึ่ง แต่ขณะนี้ยอดขายออนไลน์เริ่มต่ำลง แต่ยังถือว่าสูงกว่าตอนก่อนเกิดวิกฤต ดังนั้น จึงนับเป็นช่องทางหนึ่งที่ผู้บริโภคยังให้ความสนใจ แม้จะมีลูกค้าบางส่วนต้องการเลือกซื้อสินค้าด้วยตนเองมากกว่า

“ดังนั้น แผนการลงทุนของบีเจซีช่วงครึ่งปีหลัง แม้หลายธุรกิจจะชะลอการลงทุน แต่สำหรับเราจะไม่ใช้คำว่าชะลอ แต่เป็นช่วงการปรับแผนการลงทุนให้สอดคล้องกับจำนวนเงินที่ลงทุนไป โดยสิ่งที่จะดำเนินต่อจากนี้ไป คือ เน้นโฟกัสที่ธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ และเน้นการทำธุรกิจที่ได้รับผลตอบแทนระยะสั้นมากขึ้น เพื่อหล่อหลอม

ธุรกิจของเราให้เติบโตต่อไป เช่น มีแผนขยายสาขามินิบิ๊กซีเพิ่มอีก 200-300 สาขา และมีการเซ็นความร่วมมือ (MOU) กับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง และมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศเพื่อสร้างโมเดลธุรกิจใหม่ ๆ”

“ล่าสุดมีการเปิดมินิบิ๊กซีสาขาที่ 1,117 สาขามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ เขตสาทร ด้วยการชูเรื่องการบริการและนวัตกรรมการประหยัดพลังงานที่ร่วมกับมหา”ลัยด้วยการนำระบบตู้แช่ประหยัดพลังงานมาใช้ภายในร้าน และใช้น้ำยาทำความเย็นประหยัดพลังงาน พร้อมรักษาคุณภาพของสินค้าอาหารสด มีระบบไฟส่องสว่างในร้าน ระบบเครื่องปรับอากาศที่มีระบบวิเคราะห์และบริหารจัดการอุณหภูมิภายในร้านแบบอัตโนมัติเพื่อให้มีความเย็นทั่วถึง รวมไปถึงระบบการวิเคราะห์พฤติกรรมการเดินเลือกจับจ่ายสินค้าของลูกค้า เพื่อนำผลมาวิเคราะห์ไปปรับปรุงและพัฒนาสิ่งต่าง ๆ ให้ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคในมินิบิ๊กซีต่อไป”

“รวมถึงสนับสนุนด้านการเป็นช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าของทางสถาบันการศึกษาที่พัฒนาร่วมกับผู้ประกอบการและชุมชน เข้ามาจัดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อมินิบิ๊กซีที่มีฐานอยู่ทั่วประเทศ รวมถึงฐานธุรกิจในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) ด้วย”

ยิ่งเฉพาะแผนการลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV “อัศวิน” บอกว่า ปัจจุบันบีเจซีเข้าไปลงทุนในกลุ่มประเทศ CLMV และยังคงมีแผนจะดำเนินธุรกิจในกลุ่มประเทศนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเชื่อว่าธุรกิจยังมีโอกาส และวิกฤตไวรัสโควิด-19 ครั้งนี้ไม่ได้ทำให้ธุรกิจกระตุกหรือหยุดชะงักทั้งหมด เพราะการทำธุรกิจต้องมีการวางแผนรอบด้าน ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง หรือระยะยาว

“ทั้งนั้น เพื่อช่วยสร้างการเติบโต และช่วยกระจายความเสี่ยงในการดำเนินงานตามนโยบายของบริษัทที่ต้องการขยายธุรกิจให้ครอบคลุมและเชื่อมโยงทั้งในและต่างประเทศ เพื่อไปสู่เป้าหมายในอนาคตที่จะขยายฐานการผลิต และช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งผมคาดว่าภายใน 2-3 ปีข้างหน้าทุกอย่างน่าจะกลับมาเป็นปกติ เราจึงต้องเตรียมเร่งหาโมเดลที่เหมาะสมในการดำเนินธุรกิจต่อไป”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...