โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

โรค “ตั้งใจทำงานเกินไป” ภัยเงียบทำร้ายเพื่อนร่วมงาน - Zeoconzultant

LINE TODAY SHOWCASE

เผยแพร่ 29 เม.ย. 2565 เวลา 09.22 น. • Zeoconzultant

โรค “ตั้งใจทำงานเกินไป” ภัยเงียบทำร้ายเพื่อนร่วมงาน

ทุกวันนี้มีโรคอุบัติใหม่ขึ้นมามากมาย แต่ไม่ใช่โรคทาง”กาย” หากคือโรคทาง”ใจ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นในสังคมการทำงาน วันนี้จะลองยกมาวินิจฉัยกันสักโรคกับการ “ตั้งใจทำงานเกินไป” ว่าเป็นอย่างไรและทำไมถึงเป็นภัยเงียบใกล้ตัว

ไม่ผิดที่จะตั้งใจ จะมีความมุ่งมั่น เพื่อ Challenge และไปให้ถึงเป้าหมาย แต่อะไรที่มันมากเกินไป…มันมักมีข้อเสียแอบแฝงมาด้วยเสมอ ซึ่งถ้าเป็นกับตัวเอง ก็อาจจะส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจ มีความกดดันมากเกินไป เพราะคาดหวังไว้สูงแต่เมื่อไปไม่ถึง จะเริ่มนำตนเองไปสู่ภาวะ Burnout

หากแต่ยังไม่แย่เท่าเกิดกับ “เพื่อนร่วมงาน” ดีๆ (ขอใช้คำนี้) เพราะการที่คุณมีเป้าหมาย มีความละเอียดนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อไหร่ต้องร่วมงานกับใครสักคน คุณควรที่จะเอาใจเข้ามาใส่ใจเรา ลองวิเคราะห์ก่อนว่าสิ่งที่ขอให้เขาช่วยนั้นมากเกินไปหรือไม่ มิใช่หวังจะเอาแต่ให้ได้ซึ่งความสำเร็จของตน แต่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน แล้วไปอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ขององค์กร นั้นเรียก “ความเห็นแก่ตัว” และ “ใจแคบ” นำไปสู่จุดริเริ่มของความแตกแยกเล็กๆ ในทีม ซึ่งนับวันจะขยายรอยร้าวไปเรื่อยๆ

วิธีการรักษา(แก้)

การพูดคุยเพื่อเข้าใจว่าสิ่งที่ขอไปนั้นต้องใช้ Effort และ Resource ด้านเวลาและกำลังเท่าไหร่

พร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดีกับทุกฝ่าย

สร้างพื้นที่ว่างเล็กๆ เพื่อความไม่อึดอัด

อย่ามองแต่เพียงมุมของตนเอง

ในองค์กรคุณมีคนเป็นโรคนี้ไหม…คุณใช่ไหมที่เป็นโรค “ตั้งใจทำงานเกินไป”

ZeoConzultant

และวันนึงคุณจะเริ่มคิดได้และหันกลับมามองตนเอง (สำหรับคนที่อยากพัฒนาและใจกว้างพอ) ว่าที่ทำไปนั้นมันมากไปสำหรับเพื่อนร่วมงานรึป่าว แต่อาจจะเป็นวันที่สายเกินไปในวันที่เพื่อนร่วมงานดีๆ เหล่านั้น ได้เดินออกจากชีวิตคุณไปแล้ว หรือวันที่ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานแย่ๆ คนใหม่ที่จะไม่ทำอะไรให้คุณเลยสักอย่างตามเป้าหมาย

ยกตัวอย่างเช่น เวลาขอรีพอร์ตจากทีมดาต้า คุณก็ร้องขอละเอียด ลึกซะจนเกินความจำเป็น ให้เขาทำ 2 อาทิตย์แต่คุณอ่านมันแค่ 2 นาทีและใช้แค่ 20% ของที่ขอไป หรือการตั้ง Ads โฆษณาไปขอให้เขาสับละเอียดจนถึงตำบล แต่ได้ผลแค่อบต. (ไม่เคยได้ผลลัพท์ที่ชัดเจนว่าที่ทำไปและมันถูกทางหรือไม่) เพราะไม่วิเคราะห์แต่ยึดความเชื่อมั่นตนเองเป็นสำคัญ

สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าก็เช่นกัน เมื่อได้รับรู้ปัญหาที่ทีมกำลังเผชิญอยู่นี้ แต่เพิกเฉย โดยใช้คำว่า “ลองทำไปก่อน” และไม่ถามฟีดแบ็คเพราะตนเองไม่ได้เป็นคนลงไปทำ (ส่วนใหญ่จะเกิดกับหัวหน้าที่ไม่เคยผ่านระดับ Operation มาก่อนหรือโตมาจากสายงานอื่น) ไม่หาวิธีแก้ไข เพราะกลัวขัดแย้ง เกรงใจคนที่ร้องขอมาอีกฝ่าย…คุณก็กำลังนับถอยหลังที่จะเสียทีมดีๆ ไปเช่นกัน เพราะไม่เคย Put yourself in someone else’s shoes.

ยึดมั่นในความมั่นใจตัวเองเป็นสำคัญ วิธีแก้สั้นๆ ลองเรียนรู้วิธีการ Outward Mindset ดูแล้วจะรู้ว่าวันนี้คุณเห็นแก่ตัวเกินไปไหมเพื่อความสำเร็จ โดยทำให้คนอื่นเดือดร้อนอยู่รึไม่

ไม่ใช่กับแค่ชีวิตการทำงาน…เรื่องนี้สามารถเกินขึ้นได้กับชีวิตส่วนตัวเช่นกัน

เพราะการที่มีความมุ่งมั่นอะไรหลายๆ อย่างแต่ไม่ได้สอดคล้องกับความพอดีของคนอื่นๆ นั้นก็ย่อมไม่ส่งผลดี เช่นการไปทริปร่วมกัน ใจหวังดีอย่างทำโน๊นทำนี่ให้ครบ เพราะไปทั้งที แต่คนอื่นไม่พร้อม คนอื่นเหนื่อยล้า และอาจจะไม่สบาย แต่ก็ยังไปจะทำให้ได้ตามแผน นั้นคือการเริ่มทำให้ทริปนั้นหมดสนุกไปเรื่อยๆ และในอนาคตอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันอีกเลย

การคิดแผนสำรองหรือเปลี่ยนทันทีที่เมื่อเห็นปัญหานี้อาจจะเป็นวิธีแก้ที่ดีกว่า ส่วนการเริ่มถอยหลังเพื่อเข้าสู่ความพอดีนั้น ก็ต้องไม่น้อยจนเกินไปอีก ต้องหาจุดที่ลงตัวกับแต่ล่ะคนที่ร่วมทำงานด้วย หรืออาจจะตั้งมาตรฐานไว้เล็กน้อย เพราะหากถอยไปจนเกินพอดี คุณกำลังจะเข้าสู่การกลายเป็นคนขี้เกรงใจ กลัวการขอความช่วยเหลือ และลงไปทำอะไรเองทั้งหมดที่ตนเองไม่ถนัดด้วยตัวเอง นำไปสู่ผลลัพท์ที่ไม่ได้ดั่งใจคาดหวัง ความผิดพลาด และเฟล นั้นแหละที่เขาเรียกว่า “Burnout” แต่อย่าพึ่งโทษใคร

ใจเย็นก่อน ฉุกคิดสักนิดว่าสาเหตุมันก็มาจากโรค “ตั้งใจทำงานเกินไป” ของคุณ ความจุกจิก ความละเอียดขนาด 8K ที่เพื่อนร่วมงานรองรับไม่ไหวใช่หรือไม่

ถ้าวันนึงตัวผมจะประสบความสำเร็จ โดยการไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนและต้องเสียเพื่อนร่วมงานดีๆ ไปเพราะความสำเร็จนั้น ผมยินดีที่จะไม่ขอประสบความสำเร็จแบบครั้งเดียว(ระยะสั้น) เพราะผมอยากจะประสบความสำเร็จร่วมกันแบบยั่งยืนและมีความสุขกับทุกคน

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...