โรค “ตั้งใจทำงานเกินไป” ภัยเงียบทำร้ายเพื่อนร่วมงาน - Zeoconzultant
โรค “ตั้งใจทำงานเกินไป” ภัยเงียบทำร้ายเพื่อนร่วมงาน
ทุกวันนี้มีโรคอุบัติใหม่ขึ้นมามากมาย แต่ไม่ใช่โรคทาง”กาย” หากคือโรคทาง”ใจ” โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกิดขึ้นในสังคมการทำงาน วันนี้จะลองยกมาวินิจฉัยกันสักโรคกับการ “ตั้งใจทำงานเกินไป” ว่าเป็นอย่างไรและทำไมถึงเป็นภัยเงียบใกล้ตัว
ไม่ผิดที่จะตั้งใจ จะมีความมุ่งมั่น เพื่อ Challenge และไปให้ถึงเป้าหมาย แต่อะไรที่มันมากเกินไป…มันมักมีข้อเสียแอบแฝงมาด้วยเสมอ ซึ่งถ้าเป็นกับตัวเอง ก็อาจจะส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจ มีความกดดันมากเกินไป เพราะคาดหวังไว้สูงแต่เมื่อไปไม่ถึง จะเริ่มนำตนเองไปสู่ภาวะ Burnout
หากแต่ยังไม่แย่เท่าเกิดกับ “เพื่อนร่วมงาน” ดีๆ (ขอใช้คำนี้) เพราะการที่คุณมีเป้าหมาย มีความละเอียดนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่เมื่อไหร่ต้องร่วมงานกับใครสักคน คุณควรที่จะเอาใจเข้ามาใส่ใจเรา ลองวิเคราะห์ก่อนว่าสิ่งที่ขอให้เขาช่วยนั้นมากเกินไปหรือไม่ มิใช่หวังจะเอาแต่ให้ได้ซึ่งความสำเร็จของตน แต่ไปทำให้คนอื่นเดือดร้อน แล้วไปอ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ขององค์กร นั้นเรียก “ความเห็นแก่ตัว” และ “ใจแคบ” นำไปสู่จุดริเริ่มของความแตกแยกเล็กๆ ในทีม ซึ่งนับวันจะขยายรอยร้าวไปเรื่อยๆ
วิธีการรักษา(แก้)
การพูดคุยเพื่อเข้าใจว่าสิ่งที่ขอไปนั้นต้องใช้ Effort และ Resource ด้านเวลาและกำลังเท่าไหร่
พร้อมปรับเปลี่ยนเพื่อให้ดีกับทุกฝ่าย
สร้างพื้นที่ว่างเล็กๆ เพื่อความไม่อึดอัด
อย่ามองแต่เพียงมุมของตนเอง
ในองค์กรคุณมีคนเป็นโรคนี้ไหม…คุณใช่ไหมที่เป็นโรค “ตั้งใจทำงานเกินไป”
ZeoConzultant
และวันนึงคุณจะเริ่มคิดได้และหันกลับมามองตนเอง (สำหรับคนที่อยากพัฒนาและใจกว้างพอ) ว่าที่ทำไปนั้นมันมากไปสำหรับเพื่อนร่วมงานรึป่าว แต่อาจจะเป็นวันที่สายเกินไปในวันที่เพื่อนร่วมงานดีๆ เหล่านั้น ได้เดินออกจากชีวิตคุณไปแล้ว หรือวันที่ได้เจอกับเพื่อนร่วมงานแย่ๆ คนใหม่ที่จะไม่ทำอะไรให้คุณเลยสักอย่างตามเป้าหมาย
ยกตัวอย่างเช่น เวลาขอรีพอร์ตจากทีมดาต้า คุณก็ร้องขอละเอียด ลึกซะจนเกินความจำเป็น ให้เขาทำ 2 อาทิตย์แต่คุณอ่านมันแค่ 2 นาทีและใช้แค่ 20% ของที่ขอไป หรือการตั้ง Ads โฆษณาไปขอให้เขาสับละเอียดจนถึงตำบล แต่ได้ผลแค่อบต. (ไม่เคยได้ผลลัพท์ที่ชัดเจนว่าที่ทำไปและมันถูกทางหรือไม่) เพราะไม่วิเคราะห์แต่ยึดความเชื่อมั่นตนเองเป็นสำคัญ
สำหรับคนที่เป็นหัวหน้าก็เช่นกัน เมื่อได้รับรู้ปัญหาที่ทีมกำลังเผชิญอยู่นี้ แต่เพิกเฉย โดยใช้คำว่า “ลองทำไปก่อน” และไม่ถามฟีดแบ็คเพราะตนเองไม่ได้เป็นคนลงไปทำ (ส่วนใหญ่จะเกิดกับหัวหน้าที่ไม่เคยผ่านระดับ Operation มาก่อนหรือโตมาจากสายงานอื่น) ไม่หาวิธีแก้ไข เพราะกลัวขัดแย้ง เกรงใจคนที่ร้องขอมาอีกฝ่าย…คุณก็กำลังนับถอยหลังที่จะเสียทีมดีๆ ไปเช่นกัน เพราะไม่เคย Put yourself in someone else’s shoes.
ยึดมั่นในความมั่นใจตัวเองเป็นสำคัญ วิธีแก้สั้นๆ ลองเรียนรู้วิธีการ Outward Mindset ดูแล้วจะรู้ว่าวันนี้คุณเห็นแก่ตัวเกินไปไหมเพื่อความสำเร็จ โดยทำให้คนอื่นเดือดร้อนอยู่รึไม่
ไม่ใช่กับแค่ชีวิตการทำงาน…เรื่องนี้สามารถเกินขึ้นได้กับชีวิตส่วนตัวเช่นกัน
เพราะการที่มีความมุ่งมั่นอะไรหลายๆ อย่างแต่ไม่ได้สอดคล้องกับความพอดีของคนอื่นๆ นั้นก็ย่อมไม่ส่งผลดี เช่นการไปทริปร่วมกัน ใจหวังดีอย่างทำโน๊นทำนี่ให้ครบ เพราะไปทั้งที แต่คนอื่นไม่พร้อม คนอื่นเหนื่อยล้า และอาจจะไม่สบาย แต่ก็ยังไปจะทำให้ได้ตามแผน นั้นคือการเริ่มทำให้ทริปนั้นหมดสนุกไปเรื่อยๆ และในอนาคตอาจจะไม่ได้ไปด้วยกันอีกเลย
การคิดแผนสำรองหรือเปลี่ยนทันทีที่เมื่อเห็นปัญหานี้อาจจะเป็นวิธีแก้ที่ดีกว่า ส่วนการเริ่มถอยหลังเพื่อเข้าสู่ความพอดีนั้น ก็ต้องไม่น้อยจนเกินไปอีก ต้องหาจุดที่ลงตัวกับแต่ล่ะคนที่ร่วมทำงานด้วย หรืออาจจะตั้งมาตรฐานไว้เล็กน้อย เพราะหากถอยไปจนเกินพอดี คุณกำลังจะเข้าสู่การกลายเป็นคนขี้เกรงใจ กลัวการขอความช่วยเหลือ และลงไปทำอะไรเองทั้งหมดที่ตนเองไม่ถนัดด้วยตัวเอง นำไปสู่ผลลัพท์ที่ไม่ได้ดั่งใจคาดหวัง ความผิดพลาด และเฟล นั้นแหละที่เขาเรียกว่า “Burnout” แต่อย่าพึ่งโทษใคร
ใจเย็นก่อน ฉุกคิดสักนิดว่าสาเหตุมันก็มาจากโรค “ตั้งใจทำงานเกินไป” ของคุณ ความจุกจิก ความละเอียดขนาด 8K ที่เพื่อนร่วมงานรองรับไม่ไหวใช่หรือไม่
ถ้าวันนึงตัวผมจะประสบความสำเร็จ โดยการไปทำให้คนอื่นเดือดร้อนและต้องเสียเพื่อนร่วมงานดีๆ ไปเพราะความสำเร็จนั้น ผมยินดีที่จะไม่ขอประสบความสำเร็จแบบครั้งเดียว(ระยะสั้น) เพราะผมอยากจะประสบความสำเร็จร่วมกันแบบยั่งยืนและมีความสุขกับทุกคน