บทความ : วีรชนคนกล้าบางระจัน
วีรชนคนกล้าบางระจัน
อาทิตย์ที่ผ่านมา ขับรถผ่านอนุสาวรีย์ “วีรชนชาวบ้านบางระจัน” ด้วยตั้งใจจะไปกราบหลวงพ่อ “พระอาจารย์ธรรมโชติ” วัดโพธิ์เก้าต้น ซึ่งต้องไปกราบท่านปีละครั้ง เกิดความรู้สึกว่าอยากเขียนเรื่องราวของ “วีรชนชาวบ้านบางระจัน” ให้แฟนมติชนและคนไทยทั้งประเทศได้สดับรับฟัง หนึ่งเพราะเป็นเรื่องราวของการรวมพลังต่อสู้ร่วมกัน เหมือนคนไทยที่สู้กับการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา และสอง ผู้เขียนเป็นคนเมืองสิงห์บุรี (ฮา)
ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา บ้านเมืองไทยตกอยู่ในสภาพระส่ำระสาย มีการแก่งแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน ข้าราชการแตกแยกเป็นพวกเป็นเหล่า ระแวงเกลียดชังใส่ร้ายป้ายสีกัน และคิดกำจัดซึ่งกันและกัน การบริหารบ้านเมืองอ่อนแอ บ้านเมืองมิได้รับการทำนุบำรุงให้เจริญ ประชาชนก็ขาดความสงบสุขและเสียขวัญไร้ที่พึ่งพา
จากพระราชพงศาวดาร จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ความยุ่งยาก ตั้งแต่ก่อนรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชวินิจฉัยสอดคล้องกับเหล่าขุนนางว่า “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต” มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลมสมควรจะดำรงเวศตฉัตรครองราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบไป ส่วนสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งเป็นพระเชษฐาของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตนั้นไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะสืบราชสมบัติให้มั่นคงจึงสถาปนา “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต” ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” แล้วรับสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี เสด็จออกไปผนวชเพื่อมิให้เป็นที่กีดขวางเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีหลวงพระราชอาญาได้ทรงกระทำตาม
ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคตแล้วเจ้านายขุนนาง ข้าราชการ ก็แตกแยกกัน ตามประสงค์อำนาจ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ 10 วัน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ได้ทรงลาผนวช ทรงแสดงพระราชประสงค์จะได้ราชสมบัติ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ทรงเป็นพระอนุชาร่วมอุทร จำต้องถวายราชสมบัติให้แล้วพระองค์เองก็เสด็จออกผนวช
สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ก็เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาทรงพระนามว่า สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ “พระเจ้าเอกทัศ” ในครั้งนั้น เจ้านายขุนนางข้าราชการที่เฉลียวฉลาด แต่ผิดพรรคผิดพวกต่างหวาดระแวงภัย คิดร้ายซึ่งกันและกันและถูกกำจัดลงเป็นจำนวนมาก
ในที่สุด ศึกศัตรูภายนอกก็เข้ามากระทำย่ำยีพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น “พระเจ้าอลองพญา” กษัตริย์แห่งพม่า ได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ระดมปืนใหญ่เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง แต่ชะตาเมืองยังมิได้ถึงซึ่งความวิบัติ พระเจ้าอลองพญาประชวรเสด็จสวรรคต การศึกสงครามจึงสงบลงและว่างเว้นไปได้ระยะหนึ่ง
“พระเจ้ามังระ” เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้าอลองพญา พระองค์ได้ตามเสด็จพระราชบิดามายังสงครามกับอยุธยาด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.2306 หลังเสด็จขึ้นครองราชย์พระองค์ปรารภในที่ประชุมขุนนางว่า “อยุธยาไม่เคยแพ้อย่างราบคาบมาก่อน” พระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดาด้วยการส่ง “เนเมียวสีหบดี” เข้ามากวาดต้อนผู้คนและกำลังพลหัวเมืองเหนือก่อนในปี 2307 และได้ส่งทัพจากทางใต้ คือ “มังมหานรชา” เข้ามาเสริมอีกทัพหนึ่ง
ความยุ่งยากระส่ำระสายภายในบ้านเมืองไทย ก็ยังคงมีอยู่มากเช่นเดิม พม่ายกทัพเข้าได้โดยสะดวก ทั้งทางเหนือและทางใต้กระทำการข่มเหงทารุณหยาบช้าแก่คนไทยทั้งหลายให้รื้อวัดรื้อโบสถ์รื้อวิหาร แล้วนำอิฐไปก่อกำแพงล้อมค่าย เร่งรัดแย่งชิงทรัพย์สินจับเอาผู้หญิงไปกระทำทารุณกรรม ภัยสงครามก็ลุกลามกระทำความเดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎร์
“ฝ่ายบ้านเมือง” ไม่อาจจะต่อสู้ป้องกันนำความสุขกลับคืนมาได้ จนในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็แตกเสียแก่พม่า เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน ค.ศ.1129 ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2310 ในรัชกาล “สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ “สมัยพระเจ้าเอกทัศ”
จะเห็นได้ว่า วิบัติภัยจากศัตรูภายนอกนั้นมีมูลเหตุเนื่องมาจากความยุ่งยากความสับสน ความระส่ำระสาย การแตกความสามัคคีกันของ “คนในบ้านเมืองไทย” และการมีประชาราษฎร์เสียขวัญเสียกำลังใจ ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอ การแก่งแย่งชิงอำนาจการหวาดระแวง กล่าวโทษใส่ร้าย และการประหัตประหารกันเองภายในบ้านเมือง ทำให้สูญเสีย “คนดี” ที่จะคิดป้องกันและต่อสู้ “ศัตรู” ของชาติบ้านเมือง
อย่างไรก็ดี ก็มีคำโบราณกล่าวว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” ฉะนั้นจึงเกิดวีรกรรมของชาวบ้านขึ้นที่บ้านบางระจัน แขวงเมืองสิงห์ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียแก่พม่า เป็นเรื่องที่ทำให้อนุชนรุ่นหลังเกิดความภาคภูมิว่า ถึงอย่างไรบรรพบุรุษของเราก็ยังมีความ “รักชาติ กล้าหาญ และเสียสละ” ไม่ยอมให้ข้าศึกศัตรูมาย่ำยีแต่ฝ่ายเดียว ชาวไทยกลุ่มหนึ่งได้พยายามต่อสู้กับกองทหารพม่าซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาตั้งทัพอยู่ในเขตชานกรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้ส่งกองทหารออกลาดตระเวนคอยจับชาวบ้าน สินทรัพย์และเสบียงอาหาร แถบเมืองวิเศษชัยชาญ เมื่อชาวไทยถูกข่มเหงหนักเข้า ก็รวมกำลังกันคิดต่อสู้พม่า ได้ฆ่าฟันทหารกองหนึ่ง แล้วพากันหลบหนีไปซ่องสุมผู้คน ตั้งเป็นค่ายใหญ่อยู่ที่ “บ้านบางระจัน” ผู้นำชาวไทยที่สำคัญนั้นมี 10 ท่าน ได้แก่ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองแสงใหญ่ นายดอก นายทองแก้ว นายทองเหม็น จันหนวดเขี้ยว และคนไทยในค่ายบางระจันมีกำลังใจดี เพราะได้ “พระอาจารย์ธรรมโชติ” จากวัดเขาทางบวช มาอยู่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาอาคมบำรุงขวัญให้แก่ชาวไทยในค่าย
พม่าได้ส่งกองทัพมาโจมตีค่ายบางระจัน 8 ครั้ง การสู้รบเริ่มตั้งแต่เดือน 4 ปีระกา พ.ศ.2308 แม้ว่าไทยจะเสียเปรียบด้านอาวุธและกำลังคน ฆ่าฟันทหารล้มตายนับเป็นพัน ในที่สุด “ค่ายบางระจันก็ต้องเสียแก่พม่า” เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ.2309 รวมเวลา 5 เดือน
อนึ่ง แม้ว่าค่ายบางระจันจะต้องพ่ายแพ้แก่พม่า แต่ “วีรกรรม” ครั้งนั้นได้รับการจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์และจิตใจของประชาชนชาวไทยตลอดมา นามวีรชนและค่ายบางระจันได้รับการยกย่องอยู่เสมอว่า “เป็นตัวอย่างที่ดีแห่งความกล้าหาญ ความสมัครสมานสามัคคีและเสียสละ แม้กระทั่งชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ” ไงเล่าครับ
ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข