โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บทความ : วีรชนคนกล้าบางระจัน

MATICHON ONLINE

อัพเดต 04 มี.ค. 2566 เวลา 06.04 น. • เผยแพร่ 04 มี.ค. 2566 เวลา 05.30 น.

วีรชนคนกล้าบางระจัน

อาทิตย์ที่ผ่านมา ขับรถผ่านอนุสาวรีย์ “วีรชนชาวบ้านบางระจัน” ด้วยตั้งใจจะไปกราบหลวงพ่อ “พระอาจารย์ธรรมโชติ” วัดโพธิ์เก้าต้น ซึ่งต้องไปกราบท่านปีละครั้ง เกิดความรู้สึกว่าอยากเขียนเรื่องราวของ “วีรชนชาวบ้านบางระจัน” ให้แฟนมติชนและคนไทยทั้งประเทศได้สดับรับฟัง หนึ่งเพราะเป็นเรื่องราวของการรวมพลังต่อสู้ร่วมกัน เหมือนคนไทยที่สู้กับการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา และสอง ผู้เขียนเป็นคนเมืองสิงห์บุรี (ฮา)

ในช่วงปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา บ้านเมืองไทยตกอยู่ในสภาพระส่ำระสาย มีการแก่งแย่งชิงอำนาจซึ่งกันและกัน ข้าราชการแตกแยกเป็นพวกเป็นเหล่า ระแวงเกลียดชังใส่ร้ายป้ายสีกัน และคิดกำจัดซึ่งกันและกัน การบริหารบ้านเมืองอ่อนแอ บ้านเมืองมิได้รับการทำนุบำรุงให้เจริญ ประชาชนก็ขาดความสงบสุขและเสียขวัญไร้ที่พึ่งพา

จากพระราชพงศาวดาร จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มเข้าสู่ความยุ่งยาก ตั้งแต่ก่อนรัชกาลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศจะเสด็จสวรรคต ทรงมีพระราชวินิจฉัยสอดคล้องกับเหล่าขุนนางว่า “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต” มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดหลักแหลมสมควรจะดำรงเวศตฉัตรครองราชสมบัติรักษาแผ่นดินสืบไป ส่วนสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ซึ่งเป็นพระเชษฐาของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตนั้นไม่มีความสามารถเหมาะสมที่จะสืบราชสมบัติให้มั่นคงจึงสถาปนา “สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต” ขึ้นเป็นพระมหาอุปราช “กรมพระราชวังบวรสถานมงคล” แล้วรับสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี เสด็จออกไปผนวชเพื่อมิให้เป็นที่กีดขวางเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีหลวงพระราชอาญาได้ทรงกระทำตาม

ครั้นเมื่อสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ เสด็จสวรรคตแล้วเจ้านายขุนนาง ข้าราชการ ก็แตกแยกกัน ตามประสงค์อำนาจ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิตเสด็จขึ้นครองราชสมบัติได้ 10 วัน สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ได้ทรงลาผนวช ทรงแสดงพระราชประสงค์จะได้ราชสมบัติ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนพรพินิต ทรงเป็นพระอนุชาร่วมอุทร จำต้องถวายราชสมบัติให้แล้วพระองค์เองก็เสด็จออกผนวช

สมเด็จเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี ก็เสด็จขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาทรงพระนามว่า สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ “พระเจ้าเอกทัศ” ในครั้งนั้น เจ้านายขุนนางข้าราชการที่เฉลียวฉลาด แต่ผิดพรรคผิดพวกต่างหวาดระแวงภัย คิดร้ายซึ่งกันและกันและถูกกำจัดลงเป็นจำนวนมาก

ในที่สุด ศึกศัตรูภายนอกก็เข้ามากระทำย่ำยีพระราชอาณาจักรในครั้งนั้น “พระเจ้าอลองพญา” กษัตริย์แห่งพม่า ได้ยกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ระดมปืนใหญ่เข้าสู่พระบรมมหาราชวัง แต่ชะตาเมืองยังมิได้ถึงซึ่งความวิบัติ พระเจ้าอลองพญาประชวรเสด็จสวรรคต การศึกสงครามจึงสงบลงและว่างเว้นไปได้ระยะหนึ่ง

“พระเจ้ามังระ” เป็นพระโอรสองค์ที่ 2 ของพระเจ้าอลองพญา พระองค์ได้ตามเสด็จพระราชบิดามายังสงครามกับอยุธยาด้วย ต่อมาในปี พ.ศ.2306 หลังเสด็จขึ้นครองราชย์พระองค์ปรารภในที่ประชุมขุนนางว่า “อยุธยาไม่เคยแพ้อย่างราบคาบมาก่อน” พระองค์ได้สืบทอดเจตนารมณ์ของพระราชบิดาด้วยการส่ง “เนเมียวสีหบดี” เข้ามากวาดต้อนผู้คนและกำลังพลหัวเมืองเหนือก่อนในปี 2307 และได้ส่งทัพจากทางใต้ คือ “มังมหานรชา” เข้ามาเสริมอีกทัพหนึ่ง

ความยุ่งยากระส่ำระสายภายในบ้านเมืองไทย ก็ยังคงมีอยู่มากเช่นเดิม พม่ายกทัพเข้าได้โดยสะดวก ทั้งทางเหนือและทางใต้กระทำการข่มเหงทารุณหยาบช้าแก่คนไทยทั้งหลายให้รื้อวัดรื้อโบสถ์รื้อวิหาร แล้วนำอิฐไปก่อกำแพงล้อมค่าย เร่งรัดแย่งชิงทรัพย์สินจับเอาผู้หญิงไปกระทำทารุณกรรม ภัยสงครามก็ลุกลามกระทำความเดือดร้อนแก่อาณาประชาราษฎร์

“ฝ่ายบ้านเมือง” ไม่อาจจะต่อสู้ป้องกันนำความสุขกลับคืนมาได้ จนในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็แตกเสียแก่พม่า เมื่อวันอังคาร เดือน 5 ขึ้น 9 ค่ำ ปีกุน ค.ศ.1129 ตรงกับวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2310 ในรัชกาล “สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ “สมัยพระเจ้าเอกทัศ”

จะเห็นได้ว่า วิบัติภัยจากศัตรูภายนอกนั้นมีมูลเหตุเนื่องมาจากความยุ่งยากความสับสน ความระส่ำระสาย การแตกความสามัคคีกันของ “คนในบ้านเมืองไทย” และการมีประชาราษฎร์เสียขวัญเสียกำลังใจ ทำให้บ้านเมืองอ่อนแอ การแก่งแย่งชิงอำนาจการหวาดระแวง กล่าวโทษใส่ร้าย และการประหัตประหารกันเองภายในบ้านเมือง ทำให้สูญเสีย “คนดี” ที่จะคิดป้องกันและต่อสู้ “ศัตรู” ของชาติบ้านเมือง

อย่างไรก็ดี ก็มีคำโบราณกล่าวว่า “กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี” ฉะนั้นจึงเกิดวีรกรรมของชาวบ้านขึ้นที่บ้านบางระจัน แขวงเมืองสิงห์ เหตุการณ์ดังกล่าวนี้เกิดขึ้นก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียแก่พม่า เป็นเรื่องที่ทำให้อนุชนรุ่นหลังเกิดความภาคภูมิว่า ถึงอย่างไรบรรพบุรุษของเราก็ยังมีความ “รักชาติ กล้าหาญ และเสียสละ” ไม่ยอมให้ข้าศึกศัตรูมาย่ำยีแต่ฝ่ายเดียว ชาวไทยกลุ่มหนึ่งได้พยายามต่อสู้กับกองทหารพม่าซึ่งขณะนั้นได้เข้ามาตั้งทัพอยู่ในเขตชานกรุงศรีอยุธยาแล้ว ได้ส่งกองทหารออกลาดตระเวนคอยจับชาวบ้าน สินทรัพย์และเสบียงอาหาร แถบเมืองวิเศษชัยชาญ เมื่อชาวไทยถูกข่มเหงหนักเข้า ก็รวมกำลังกันคิดต่อสู้พม่า ได้ฆ่าฟันทหารกองหนึ่ง แล้วพากันหลบหนีไปซ่องสุมผู้คน ตั้งเป็นค่ายใหญ่อยู่ที่ “บ้านบางระจัน” ผู้นำชาวไทยที่สำคัญนั้นมี 10 ท่าน ได้แก่ นายแท่น นายโชติ นายอิน นายเมือง ขุนสรรค์ พันเรือง นายทองแสงใหญ่ นายดอก นายทองแก้ว นายทองเหม็น จันหนวดเขี้ยว และคนไทยในค่ายบางระจันมีกำลังใจดี เพราะได้ “พระอาจารย์ธรรมโชติ” จากวัดเขาทางบวช มาอยู่เป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาอาคมบำรุงขวัญให้แก่ชาวไทยในค่าย

พม่าได้ส่งกองทัพมาโจมตีค่ายบางระจัน 8 ครั้ง การสู้รบเริ่มตั้งแต่เดือน 4 ปีระกา พ.ศ.2308 แม้ว่าไทยจะเสียเปรียบด้านอาวุธและกำลังคน ฆ่าฟันทหารล้มตายนับเป็นพัน ในที่สุด “ค่ายบางระจันก็ต้องเสียแก่พม่า” เมื่อวันจันทร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ พ.ศ.2309 รวมเวลา 5 เดือน

อนึ่ง แม้ว่าค่ายบางระจันจะต้องพ่ายแพ้แก่พม่า แต่ “วีรกรรม” ครั้งนั้นได้รับการจารึกอยู่ในประวัติศาสตร์และจิตใจของประชาชนชาวไทยตลอดมา นามวีรชนและค่ายบางระจันได้รับการยกย่องอยู่เสมอว่า “เป็นตัวอย่างที่ดีแห่งความกล้าหาญ ความสมัครสมานสามัคคีและเสียสละ แม้กระทั่งชีวิตเลือดเนื้อ เพื่อประเทศชาติอันเป็นที่รักยิ่งของคนไทยทั้งประเทศ” ไงเล่าครับ

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.นพ.วิชัย เทียนถาวร
อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...