โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

นักจิตบำบัดเผย การลงโทษตัวเองเวลาทำอะไรผิดพลาด ไม่ได้ช่วยให้เราเติบโตขึ้น

Mission To The Moon

เผยแพร่ 14 ก.พ. 2566 เวลา 05.30 น.

“ต่อว่าตัวเองเวลาทำอะไรผิดพลาด”
“รู้สึกว่าตัวเองต้องแบกรับความผิดพลาดไว้คนเดียว”
“ชอบวิจารณ์การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ของตัวเอง”
.
คุณกำลังโทษตัวเองแบบนี้อยู่หรือไม่? ถ้า “ใช่” ก็ถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการปฏิบัติกับตัวเองใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่รักความสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) เพราะมีแนวโน้มที่จะใจร้ายกับตัวเองมากกว่าคนอื่นๆ
.
ซึ่งการโทษตัวเอง (Self-Blame) ในที่นี้คือ การมองว่าทุกปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนมาจากตัวเราเอง ซึ่งก็ถือเป็นวิธีในการรับมือกับความท้าทายในชีวิตอย่างหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีเท่าไหร่นัก เพราะการโทษตัวเองมีความเกี่ยวข้องกับการเห็นคุณค่าในตนเองต่ำและยังมีความเกี่ยวข้องกับอาการซึมเศร้าด้วย
.
ไม่เพียงแค่นั้น บางคนนอกจากจะโทษตัวเองแล้ว บางครั้งก็ถึงขั้น “ลงโทษตัวเอง” ด้านกายภาพด้วยวิธีอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการงดน้ำงดขนม ทำร้ายร่างกายตัวเอง หรือการทุ่มเวลากับงานมากจนเกินความพอดี
.
แต่การลงโทษตัวเองแบบนี้มันช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นจริงไหม?
.
Katherine Morgan Schafler นักจิตบำบัดและผู้เขียนหนังสือ The Perfectionist’s Guide to Losing Control ได้บอกผ่านหนังสือไว้ว่า “การลงโทษนั้นไม่ได้ผล เพราะเมื่อเราลงโทษใครสักคนหนึ่ง เขาจะไม่ได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนแปลงนิสัยนั้นๆ แต่เขาจะเรียนรู้วิธีในการหลีกเลี่ยงสิ่งที่ทำให้โดนลงโทษแทน สุดท้ายแล้วการลงโทษตัวเองจึงไม่ได้ช่วยให้เราเติบโตขึ้นได้จริงๆ
.
นอกจากนี้แล้ว บางคนยังคิดว่าการลงโทษนั้นคือ ความมีระเบียบวินัย ความรับผิดชอบ และคือสิ่งที่ทำให้เราดีขึ้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เพราะว่าการลงโทษนั้นเป็นการควบคุมและกีดกันพฤติกรรมเชิงลบ ซึ่งสามารถสร้างความเจ็บปวดให้กับตัวเราได้ แต่ “ความมีระเบียบวินัย” นั้นเป็นการส่งเสริมโครงสร้างที่ดีให้กับตัวเราเอง เพื่อเพิ่มพฤติกรรมเชิงบวก
.
ส่วนในเรื่องของความรับผิดชอบ ก็ต้องบอกว่า “ความรับผิดชอบ” คือการยอมรับความผิดพลาดของตัวเองและพยายามหาทางเพื่อแก้ไขปัญหานั้นต่อไป เช่น การขอโทษคนที่เราทำไม่ดีด้วยและให้คำสัญญาว่าจะปรับปรุงและพัฒนาตัวเองต่อไป แต่เมื่อมองมาที่การลงโทษแล้ว จะเห็นได้ว่าสิ่งนี้ไม่ได้ทำให้สถานการณ์ต่างๆ ดีขึ้น เพราะเราจะทำได้แค่โทษตัวเอง ซึ่ง Schafler ก็ได้ให้ความเห็นไว้ว่า การลงโทษนั้นก็คือความขี้เกียจดีๆ นี่เอง
.
แล้วการลงโทษยังทำให้เราเสียขวัญกำลังใจและลดทอนความมั่นใจลงอีกด้วย ซึ่งมันจะตรงกันข้ามกับคำว่า “ฟื้นฟู” หรือ “Rehabilitation” ที่ช่วยสร้างความมั่นคงและสร้างความมั่นใจในตัวเอง เพราะการฟื้นฟูนั้นเน้นไปที่การพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม
.
.
The Broaden and Build Theory : ทฤษฎีจิตวิทยาว่าด้วยการมีอารมณ์เชิงบวก
.
ถ้าไม่ลงโทษตัวเองแล้วเราควรทำอย่างไรเมื่อทำอะไรผิดพลาด? Schafler กล่าวว่า การฝึกเห็นอกเห็นใจตัวเอง (Self-Compassion) ได้ผลดีกว่าการลงโทษตัวเอง โดยเธออ้างถึง The Broaden and Build Theory เป็นทฤษฎีจิตวิทยาเชิงบวกที่ถูกพัฒนาขึ้นโดย Barbara Fredrickson ในปี 1998
.
ซึ่งทฤษฎีนี้ได้อธิบายไว้ว่า ถ้าเรามีอารมณ์ที่ดี เราก็มีแนวโน้มที่จะเปิดใจและเปิดกว้างต่อสิ่งต่างๆ มากขึ้น แต่ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่เรามีอารมณ์หรือความคิดเชิงลบ มุมมองความคิดของเราก็จะแคบลงตามไปด้วย
.
หากใครอยากมีมุมมองต่อเรื่องต่างๆ ที่ดีขึ้นก็อย่าลืมที่จะฝึกเห็นอกเห็นใจตัวเอง เพราะงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าความเห็นอกเห็นใจนั้นมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเองที่มากขึ้น รับมือกับความเครียดได้ดีขึ้น มีอาการซึมเศร้าและวิตกกังวลน้อยลง รวมถึงเพิ่มแรงจูงใจในการแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ มากขึ้นด้วย
.
สุดท้ายแล้วถ้าเราเรียนรู้ที่จะเห็นอกเห็นใจตัวเองเป็น เราก็จะสามารถเรียนรู้จากความผิดพลาดและเติบโตในแบบฉบับที่ดียิ่งขึ้นได้นั่นเอง
.
.
อ้างอิง
- This positive psychology theory will help you learn from your mistakes: ‘Punishment doesn’t work’ : Aditi Shrikant, CNBC - http://bit.ly/3RSp4bU
- How Self-Blame Can Harm You : Sabrina Sourjah, Wholesome Pathway - https://bit.ly/3jMXznz
.
.
#trend
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...