“ผอ.เขตห้วยขวาง” ปรับ 5000 เจ้าของอาคารให้ติดป้าย
“ผอ.เขตห้วยขวาง” ปรับ 5000 เจ้าของอาคารให้ติดป้าย ส่วนเจ้าของป้ายเสียภาษี รอเจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่าซื้อขายสัญชาติหรือไม่
เมื่อเวลา 9.30 วันที่ 23 ก.ค. 2567 ที่แยกห้วยขวาง นายไพฑูรย์ งามมุข ผู้อำนวยการเขตก้วยขวาง ให้สัมภาษณ์ภายหลังจากปรากฏภาพป้ายโฆษณารับทำพาสปอร์ตสัญชาติอื่นๆเป็นภาษาจีนเมื่อวานนี้(22ก.ค.) ว่าติดตามความคืบหน้าสำนักงานเขตจะตรวจสอบว่าป้ายได้ถูกต้องตามระเบียบอาคารหรือไม่ เรื่องการดำเนินการเอาผิดและการเก็บภาษีป้าย ซึ่งสำนักงานเขตห้วยขวางไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ร่วมกับสน.ในพื้นที่ หากทำมาหากินในประเทศไทยต้องเคารีพกฏหมายไทย มีหลายอย่างที่ต้องเข้มงวด ซึ่งมีผู้ประกอบการหลายรายพยายามเลี่ยงในการจ่ายค่าประกอบการ
โดยนายไพฑูรย์ กล่าวอีกว่ามีกฏระเบียบเรื่องป้ายในปี 2533 ปัจจุบันมีกฏกระทรวงเรื่องป้าย สำนักงานเขตห้วยขวางจะใช้มาตรา 30 ให้แสดงหลักฐานเรื่องป้ายว่าไม่ถูกต้อง สิ่งที่สังเกตุได้ง่ายๆคือเลขอนุญาต ลักษณะสำคัยที่เป็นป้ายข้างอาคารคือต้องไม่บังช่องอากาศ หากมีหลักฐานมาชี้แจงว่าป้ายสร้างก่อนปี 33 ก็จะได้รับการยกเว้น
ส่วนเรื่องการเสียภาษีป้าย นั้นทางเขตสามารถดำเนินการเรียกเก็บภาษี โดยจะคำนวณภาษีจากขนาดของป้าย 50 บาทต่อตารางเซนติเมตรโดยจากป้ายดังกล่าวสามารถเรียกเก็บรวมเป็นเงินประมาณ 160,000 ต่อปี แต่กรณีนี้สามารถเรียกเก็บภาษีได้ครึ่งหนึ่ง คือ 84,000 บาท เนื่องจากตรวจสอบพบว่าเพิ่งมีการดำเนินการติดตั้งเพียง 2 วัน
นายไพฑูรย์ ยังกล่าวอีกว่า หลังจากนี้จะมีการตรวจสอบสภาพอาคาร รวมถึงโครงสร้างของป้ายดังกล่าวว่ามีความสมบูรณ์แข็งแรงมากน้อยเพียงใด หากไม่สมบูรณ์ ก็ไม่สามารถที่จะติดตั้งโฆษณาได้ เบื้องต้นพบว่าอาคารแห่งนี้เป็นการลักลอบติดตั้งป้าย เพราะหลังจากตรวจสอบพบทางเขตก็เร่งดำเนินการทันที และหลังจากนี้ทางเขตจะเข้มงวด ตรวจสอบป้ายลักษณะนี้ในพื้นที่ซึ่งมีอยู่ประมาณ 153 ป้าย ว่าเข้าข่ายกระทำความผิดหรือไม่แต่ยืนยันว่า ที่ผ่านมาไม่พบว่ามีเจ้าหน้าที่สังกัดของสำนักงานเขตห้วยขวางเข้าไปเกี่ยวข้องหรือมีการทุจริตอย่างแน่นอน และการดำเนินการเรียกเก็บภาษีทุกอย่างเป็นไปเพื่อประโยชน์ของรัฐ ซึ่งทางเขตได้เงินจากภาษีป้าย เป็นอันดับต้น ๆ ของกรุงเทพมหานคร ซึ่งขณะนี้ทางเขตได้เรียกเจ้าของอาคารมาดำเนินการเปรียบเทียบปรับ เป็นจำนวนเงิน 5,000 บาท ในความผิดตามพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคารฉบับที่ 55 พ.ศ.2553 มาตรา 66 ส่วนเจ้าของป้ายซึ่งพบว่าเป็นบริษัทที่มีเจ้าของเป็นคนไทย จะต้องมาเสียภาษีภายใน 15 วันหลังจากนี้
นายไพฑูรย์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การโฆษณาซื้อขายสัญชาติหรือพาสปอร์ต ขอให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการพิสูจน์ทราบ ว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดใดบ้าง เบื้องต้นพบข้อมูลในป้ายไม่ได้มีการประกาศซื้อขายสัญชาติไทย แต่พบว่าบริษัทที่ว่าจ้างนั้นมีเจ้าของเป็นชาวสิงคโปร์ และยังไม่สามารถดำเนินคดีตามกฏหมายได้เพราะต้องรอเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง