โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ตัวร้ายตัวปลอมคนนี้ขอผันตัวมาเลี้ยงสัตว์เเรงค์ S

นิยาย Dek-D

อัพเดต 25 พ.ค. 2567 เวลา 14.01 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. 2567 เวลา 14.01 น. • ผีเสื้อตัววาย
กำลังจะเรียนจบก็ถูกส่งมาเป็นตัวร้ายที่กำลังจะถูกล้างสมองให้กลายเป็นคนชั่วช้ากว่าเดิม เขาเลยเลือกหนีมาเลี้ยงสัตว์แรงค์ S แทนเพื่อพาตัวเองออกมาจากเส้นเรื่อง แต่ไหงไอ้พวกตัวเอกมันถึงมากวนเขาไม่หยุดเนี่ย!

ข้อมูลเบื้องต้น

บทที่ 1 ต้องหนีและหนีเท่านั้น!

บทที่ 1

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน.. เขากะพริบตาปริบๆ มองดูห้องลูกกรงด้วยความมึนงง เพราะเมื่อครู่นี้เขาพึ่งหลับบนเตียงอันแสนนุ่มภายในหอพักของเขา ทำไมตื่นมาเขาถึงมาอยู่บนพื้นปูนแข็งๆ ในห้องกรงที่ไหนก็ไม่รู้ และ..ผมของเขามันยังยาวจนถึงกลางหลังแถมเป็นสีแดงเข้มเหมือนดอกกุหลาบอีก ซึ่งนี่ไม่ใช่ทรงผมสำหรับนักศึกษาใกล้จบอย่างเชาเลยสักนิด

เขาชื่อ มาวิน เป็นนักศึกษาปีสุดท้ายที่อีกไม่นานก็จะได้รับปริญญาแล้วและน่าจะได้งานเลยทันทีที่คลีนิกสัตว์ของพี่ชายเพื่อนสมัยเรียนมัธยมของตนเอง เมื่อกี้เขาก็พึ่งโต้รุ่งอ่านหนังสือนิยายที่ดองไว้มหาศาลเพื่อเป็นการเฉลิมฉลอง แต่รู้ตัวอีกทีตื่นมาเขาก็มาอยู่ที่นี่ ที่ไหนก็ไม่รู้ รู้แค่ว่ามันเหมือนกับห้องขังในสถานีตำรวจมาก บางทีเพราะนอนโต้รุ่งเลยทำให้เขาตกอยู่ในสถานะเดินละเมอไปทำอะไรผิดกฎหมายเข้าเลยถูกตำรวจจับมายัดใส่ในห้องกรงแบบนี้ เขาอาจจะต้องตะโกนถามเสียหน่อย

แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากตะโกนจู่ๆ กำแพงทางซ้ายมือของเขาก็มีแขนของใครทะลุมาโดยที่กำแพงนั้นไม่มีรอยร้าวสักนิด พอนั่งดูไปสักพักร่างของชายคนหนึ่งก็เดินทะลุผ่านเข้ามาราวกับกำแพงนั้นเป็นเพียงอากาศ ชายแปลกหน้าเจ้าของเรือนผมสีฟ้าคลี่ยิ้มให้กับเขาอย่างเป็นมิตรแล้วเอ่ยทักทายราวกับเรานั้นสนิทกัน

“ไงมาวิน นั่งรออยู่นานเลยใช่ไหม ป่ะ ถึงเวลาที่เราต้องไปกันแล้วล่ะ” ชายคนนั้นว่าแล้วเดินเข้ามาใกล้เขาเรื่อยๆ

“ห้ะ? เดี๋ยวนี่คุณเป็นใคร? แล้วเมื่อกี้คุณทะลุกำแพงมาได้ไง เป็นผีเหรอ? ผมยังไม่ตายนะแค่ติดคุกเฉยๆ” วินที่ยังงงไม่เข้าใจเรื่องที่เกิดก็ยิงคำถามใส่คนมาใหม่ ทั้งยังตีโพยตีพายไปว่าชายคนนี้เป็นผีที่กำลังจะมารับตัวเขาไปโลกหลังความตายด้วย แต่ว่าเขายังไม่ตายเขาจะไม่ยอมให้ผีที่ไหนมาลากเขาไปเด็ดขาด

“ฉันไม่ใช่ผีสักหน่อย แล้วที่มาก็เพื่อช่วยนายเองนั่นแหละ รีบมาเร็วเข้ามาวินไม่อย่างนั้นถ้าพวกเขากลับมาก่อนเราจะไม่มีโอกาสหนีอีกแล้วนะ” ชายคนเดิมพูดจาด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นขึ้นทำให้มาวินเริ่มสับสนไปใหญ่ แต่ไม่มีเวลาให้ถามไถ่ต่อชายหัวฟ้าก็กระชากแขนของมาวินพาทะลุกำแพงออกไปในทันที เป็นเวลาเดียวกับที่มีคนเดินเข้ามาเปิดประตูตรวจห้องขัง และทันทีเมื่อนายตำรวจคนนั้นเห็นว่าคนร้ายที่เคยอยู่หายไปแล้วเขาจึงกดปุ่มสีแดงเตือนภัยข้างประตูแจ้งเตือนให้คนในสถานีตำรวจรู้ทันทีว่าตอนนี้ผู้ต้องหาได้หลบหนีไปแล้ว ความวุ่นวายจึงบังเกิดทันใด

ส่วนตัวต้นเหตุแห่งความวุ่นวายนั้น..

“เหวอ!!” มาวินร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจเมื่อชายตรงหน้าพาตนบินลับฟ้าไปกับสายลม ทำให้เห็นภาพวิวเมืองได้ชัดแจ่มแจ้งมันดูสวยงามน่าชมนัก แต่สำหรับคนที่กลัวความสูงอย่างมาวินมันคือภาพที่ทำให้เสียวตั้งแต่หัวไหลไปตามกระดูกสันหลังไปจนถึงปลายนิ้วเท้า วินได้แต่สวดมนตร์ร้อยพันแปดบทจบขอให้ตนได้เหยียบพื้นดินโดยไวที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ฟึบ!

และในที่สุดมาวินก็ได้เหยียบพื้นตามใจปราถนาความโล่งอกโล่งใจก่อเกิดขึ้น และเพราะกลัวที่จะต้องกลับขึ้นไปอีกมาวินก็รีบสะบัดแขนตัวเองออกจากชายแปลกหน้าแล้วก้าวถอยไปห่างๆ พร้อมทิ้งตัวลงนั่งกับพื้นใช้มือทั้งสองข้างจับยอดหญ้าเอาไว้เป็นที่ยึดติด ชายหัวฟ้าคนนี้ได้พาเขามายังหน้าผาบนภูเขาที่ไหนสักแห่งที่หันไปทางผาแล้วก็เห็นเข้ากับวิวของป่าตึกปูณขนาดใหญ่ที่กำลังส่องแสงสีออกมา มีเสียงไซเรนแจ้งเตือนดังเบาๆ คลอมากับสายลมพอให้รู้ว่าตอนนี้เมืองสีแสงแห่งนี้กำลังเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น แต่กระนั้นมันก็สวยมากจนดวงตาของมาวินต้องวับวาวด้วยความตกตะลึงไปชั่วขณะ

“มาวิน”

“ครับ?” มาวินหันหน้าไปขานรับตามเสียงเรียกด้วยความเผลอตัว ชายคนนั้นคลี่ยิ้มคล้ายกำลังหัวเราะและนึกเอ็นดูตัวเขาทำให้มาวินคิดว่าคนคนนี้คงอาจจะเป็นคนดี แต่เมื่อสบตากับนัยต์ตาสีขาวโพลนนั้นลางสังหรณ์ในใจของเขาก็กู่ร้องขึ้นบอกว่าคนคนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น

“พอดีต้องรีบพานายหนีออกมาน่ะเลยไม่ได้แนะนำตัว ฉันชื่อฟาโรห์ มิดไนท์ นายน่าจะพอคุ้นหูชื่อนี้ใช่ไหม” ฟาโรห์แนะนำตัวอย่างปลายเปิดปล่อยให้มาวินเป็นฝ่ายคิดเองว่าเขานั้นคือใคร และแน่นอนว่าคำตอบแรกหลังจากที่สมองได้รับข้อมูลเป็นชื่อ ฟาโรห์ มิดไนท์ สิ่งที่เขาได้คือ..

ใครก็ไม่รู้?

ทว่ามาวินที่เป็นคนดีพอจึงยอมใช้สมองอันน้อยนิดคิดต่อไปว่าชื่อนี้เขาเคยได้ยินมาจากไหนอีกหรือเปล่า และในที่สุดเขาก็เจอคำตอบที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด ฟาโรห์ มิดไนท์คือชื่อของตัวร้ายบอสใหญ่ในนิยายสักเรื่องหนึ่งของเขาที่พึ่งอ่านจบไปก่อนนอน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นนิยายที่เกี่ยวกับพวกพลังวิเศษ ซุปเปอร์ฮีโร่ แล้วก็พวกสัตว์วิเศษ แถมหนึ่งในตัวร้ายที่ตกเป็นเครื่องมือของลาสบอสก็ชื่อเหมือนเขาด้วย ก็เลยติดเรื่องนี้งอมแงมจนอ่านรวดเดียวจบ…

เดี๋ยวนะ ถ้าเกิดว่าคนคนนี้คือตัวร้ายบอสใหญ่คนนั้น..งั้นก็แปลว่าเขาที่ถูกเรียกมาวินก็คือ นายมาวินตัวละครตัวนั้นน่ะสิ!

ชายหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีแดงเบิกตาโพรงด้วยความตื่นตะลึง เพราะถ้าคำนวณตามเหตุที่เกิดขึ้นในตอนนี้เขาอาจหลุดเข้ามาในโลกนิยายมาเป็น ‘มาวิน ไวท์เซอร์’ ตัวร้ายที่ถูกล้างสมองจนกลายเป็นหุ่นยนตร์ที่รอเจ้านายป้อนคำสั่ง ถึงเขาจะจำได้ไม่ชัดเจนนักว่าเจ้าลาสบอสคนนี้มันใช้วิธีอะไร แต่สมองของเขามันบอกว่าวิธีที่ไอ้หมอนี่ใช้มันโฉดชั่วเสียยิ่งกว่าวิธีที่ยมบาลใช้ลงทัณฑ์คนบาปในนรกเสียอีก

“เอ่อ..คุณคือ ฟาโรห์ มิดไนท์ที่เป็นหนึ่งในสมาชิกสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษใช่ไหมครับ?” มาวินลองถามเพื่อความแน่ใจว่าที่เขาคิดเมื่อกี้มันจริงหรือเปล่า เพราะเขาไม่อยากให้จินตนาการแห่งนักอ่านพาเขาไปไกลเกินกว่าความจริงจนกลายเป็นกระต่ายตื่นตูม

“ถูกต้องแล้วล่ะ และนายโชคดีมาก เพราะนายน่ะคือผู้ถูกเลือกนะ” ฟาโรห์คลี่ยิ้มราวกับพระเอกอบอุ่นแล้วเดินเข้ามาใกล้พร้อมยื่นมือมาให้มาวินได้คว้าเอาไว้

มาวินยิ้มแหยงแล้วคิดในใจสวนกลับคำพูดของฟาโรห์ ถูกเลือกให้ถูกทรมานจนกลายเป็นคนบ้าเลือดไร้วิญญาณไร้ความนึกคิดน่ะสิ

“นี่คือโอกาสของนายเลยนะ โอกาสที่นายจะได้เป็นคนสำคัญอย่างที่นายเคยพูดไว้ไง”

ถ้าเป็นคนสำคัญที่ไปทำงานชั่วๆ แทนแก ไม่เอาหรอกโว้ย! มาวินพยายามใจเย็นไม่ให้อารมณ์นักอ่านเข้ามาครอบงำจนทำให้ตัวเองต้องตกอยู่ในอันตราย ชายหนุ่มคลี่ยิ้มตอบกลับแล้วเริ่มนึกถึงข้อมูลของมาวิน ไวท์เซอร์ที่เขามีอยู่ในหัว และช่างน่าทึ่งตัวละครของมาวินนั้นก่อนจะกลายเป็นหุ่นเชิดของฟาโรห์ มาวินดันเอาตัวเองไปทำเรื่องแย่ๆ จนถูกจับฉีดยาทลายพลังวิเศษมา ตอนนี้เขาเลยกลายเป็นคนไร้พลังโดยสมบูรณ์

คราวนี้จะหนียังไงล่ะ ซวยเข้าแล้วไงไอ้มาวินเอ๋ย..

“เอ่อ..คือว่าผมขอไปฉี่ก่อนได้ไหม พอดีเมื่อกี้ที่บินมาผมกลัวตัวสั่นเลยอะครับ ผมขอไปเข้าป่าก่อนนะครับ” มาวินเอ่ยขอเสียงสั่นเล็กน้อยกับฟาโรห์เพื่อขอไปทำธุระส่วนตัว ฟาโรห์เป็นผู้ชายด้วยกันเขาน่าจะเข้าใจตัวเขาแหละ ในตอนนี้ฟาโรห์ยังต้องตีหน้าซื่อเป็นคนดีอยู่ด้วย เขาควรจะตอบตกลงอนุญาต

“ได้สิ เดี๋ยวฉันรอตรงนี้นะ อย่าไปไหนไกลซะล่ะที่ป่านี้มันมีสัตว์แรงค์สูงเต็มเลย” ฟาโรห์พยักหน้ารับแต่ไม่วายเอ่ยขู่ตัวมาวินให้หวาดหวั่นไว้ว่าถ้าหนีไปเองในป่านั้นจะมีอะไรรออยู่

มาวินพยักหน้าหงึกหงักรับแล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปในป่าทำท่าทำทีมองหาที่สำหรับฉี่ ก่อนที่ชายหนุ่มผู้มาสวมร่างตัวละครในนิยายจะออกวิ่งทันทีโดยไม่ต้องคิดอะไรให้มาก เพราะต่อให้ในป่านี้จะมีสัตว์วิเศษแรงค์สูงที่รอคำย่ำคอเขาอยู่จริงเขาก็ไม่กลัวทั้งนั้น บอสลับหน้ายิ้มแต่ด้านหลังถือมีดรอแทงนั่นน่ากลัวกว่าตั้งหลายเท่าเลย!

มาวินที่ไม่รู้ว่าคนข้างหลังตามมาหรือไม่ แต่ก็วิ่งหน้าตั้งเต็มที่เพราะเขาถอยหลังไม่ได้อีกแล้ว ฝีเท้าหนักๆ พยายามวิ่งข้ามผ่านรากไม้ของต้นไม้ที่สูงใหญ่และกระโดดข้ามพวกพุ่มไม้ไป และมาวินก็ได้ค้นพบความสามารถอีกอย่างของร่างนี้ ร่างนี้แข็งแรงมากจนสามารถเคลื่อนไหวได้ตามที่ใจนึกคิดทำให้การหลบหนีดูจะเป็นไปได้ราบรื่นกว่าที่คิดมาก..

ฟึบ!

ไม่ทันขาดคำมาวินที่กำลังวิ่งสุดกำลังก็เผลอสะดุดล้มกับรากไม้ที่คิดว่าอย่างไรก็หลุดพ้นจนล้มเอาหน้ากระแทกพื้นเต็มๆ

“ถุย! ดินเข้าปากหมดเลย จมูกหักไปด้วยอีกรึเปล่าเนี่ย โอ้ย..” มาวินเงยหน้าขึ้นมาแล้วถุยดินที่เข้าปากออกมา ทั้งยังหายใจแรงๆ เพื่อไล่ดินที่เข้าไปในพรงจมูกนั้นออกมาด้วย แม้ทุกการหายใจเข้าออกจะเจ็บก็ตาม เช็ดหน้าเช็ดตาสักพักจนมั่นใจแล้วว่าพร้อมวิ่งต่อมาวินก็จึงรีบลุกขึ้น ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็พลันได้สังเกตเห็นถึงสิ่งมีชีวิตสีเหลืองที่ถูกโซ่พันซะแน่นจนดูท่าไม่น่าจะหลุดออกมาได้ง่ายๆ เข้าก่อน

“อ้าวทำไงให้สภาพตัวเองเป็นแบบนี้เนี่ย? เจ้าหนูทำไมแกเงียบอย่างนั้นล่ะ ดีนะฉันหันมาเห็นแกก่อนวิ่งไปต่อ” มาวินขมวดคิ้วไม่เข้าใจกับสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของเจ้าสัตว์สีเหลืองข้างกายนี้ เขานั่งอยู่ทั้งคนแทนที่จะส่งเสียงร้องสักหน่อยให้เขารู้ตัวจะได้ช่วย แต่มาวินก็พูดกึ่งเล่นกึ่งจริงกับเจ้าตัวก่อนจะคุกเข่าลงกับพื้นแล้วแกะโซ่เหล่านั้นออก

มาวินได้ยินเสียงขู่เบาๆ จากร่างของสัตว์ที่มีผิวหนังเป็นเกล็ดสีเหลืองนี้ แต่มาวินที่เรียนสัตวแพทย์ไม่ได้หวาดวิตกนึกกลัวอะไรเพราะการถูกสัตว์ขู่นั้นเป็นเรื่องที่ต้องเจอประจำตลอดเลย เขาชินแล้ว

และสุดท้ายมาวินก็แกะโซ่ออกมอบอิสระให้กับสัตว์แปลกประหลาดตัวน้อยนี้ และนั่นทำให้มาวินพบว่าสัตว์ที่เขาช่วยนั้นมีลักษณะคล้ายกับแอกโซลอเติลตัวใหญ่มาก หัวของมันแทบจะเท่ากับหัวของเขาได้เลย แต่ลำตัวของมันดูจะสั้นและป้อมๆ กว่า ผิวหนังเองก็เป็นเกล็ดสีเหลืองไม่ใช่ผิวหนังมันลื่นแบบแอกโซลอเติลทั่วไปที่เขาเคยพบเห็น

“นี่มันในนิยาย เท่ากับว่าแกคงเป็นสัตว์วิเศษอะไรพวกนั้นสินะ หน้าตาแกน่ารักมากเลยนะเนี่ย คงเป็นแรงค์เริ่มแรกสินะ” มาวินคลี่ยิ้มแล้วยื่นมือไปลูบหัวมันเบาๆ แสดงความเป็นมิตรและการบอกลา ดวงตาสีแดงดำกลมโตทอประกายวิบวับก่อนที่เจ้ากิ้งก่ายักษ์ตัวนี้จะทิ้งตัวลงนอนหงายท้องขึ้นให้หน้าท้องนั้นโดนมือของมาวินเข้า มาวินเห็นก็นึกเอ็นดูยอมเกาไปอีกสักนิด

แต่สุดท้ายเขาก็ต้องตัดใจลุกขึ้นมาเพราะเขานั้นกำลังหนีตัวร้ายที่มีพลังไหลตามอากาศที่สามารถท่องไปได้ทุกที่ตามมวลอากาศที่พัดไป การที่เขามาอู้แบบนี้อาจทำให้เขาโดนจับได้ เขาควรจะเริ่มหนีอีกครั้งได้แล้ว

แง็บ!

เจ้ากิ้งก่าตัวเหลืองร้องขึ้นเมื่อเห็นมาวินจะเดินจากไป มาวินไม่ได้หันหลังกลับไปมองเขาออกวิ่งอีกครั้ง แต่ในยามนั้นเองมาวินก็ได้เห็นว่าฟาโรห์กำลังพุ่งตามกระแสลมเจรียมเข้ามาฉุดตัวเขาเอาไว้ ดวงตาสีขาวที่เคยแสร้งว่าเต็มเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยนและเมตตาได้ปรากฏแววความพิโรธออกมาราวกับสัตว์ร้ายที่มีความแค้นอยู่เต็มอก ไม่บอกมาวินก็รู้ทันทีว่าถ้าเขาหนีไม่รอดอีกฝ่ายต้องฆ่าเขาทิ้งเป็นแน่ หรือไม่อาจจะใช้วิธีที่โหดร้ายกว่าเดิม ชายหนุ่มเบิกตากว้างด้วยความตื่นตะลึงคิดหาวิธีสารพัดที่จะหนีจากตรงนี้ ในตอนนั้นเองสวรรค์ก็เหมือนเมตตา ไฟโลกันต์สีแดงฉานก็พวยพุ่งออกมาจากข้างหลังของเขาพุ่งมาเป็นกำแพงปกป้องเขาจากชายตีสองหน้าคนนั้น

“อะไรกัน..อ้าว เจ้าหนูนี่!” มาวินหันไปมองที่ต้นเหตุของไฟก็พบว่ามันมาจากเจ้ากิ้งก่าตัวเมื่อกี้ที่มาอ้าปากกว้างๆ พ่นไฟออกมาช่วยเขา

“แกนี่มันจ๊าบจริงๆ เลย ขอบคุณนะ!” มาวินย่อตัวลงไปกอดเจ้ากิ้งก่าตัวเหลืองนี้แทนคำของคุณก่อนจะลุกขึ้นรีบออกตัววิ่งไป เพราะถ้าหากเขาไม่ใช้จังหวะนี้หนีเขาก็คงไม่มีโอกาสหนีที่ดีอีกแล้ว

ชายหนุ่มวิ่งอยู่ในป่าอย่างทุลักทุเลทั้งหนีสัตว์วิเศษที่โจมตีเขาเพราะเขาดันเข้าไปในอนาเขตของพวกมัน ทั้งยังต้องคอยระแวงตัวของฟาโรห์ที่เร็วราวกับสายลม เขาไม่รู้ว่าเมื่อครู่นั้นฟาโรห์โดนไฟนั่นไปด้วยหรือเปล่าแต่ระวังไว้ก่อนย่อมดีกว่า ดีที่เจ้ากิ้งก่าตัวสีเหลืองนั้นตามมาช่วยเขาตลอดมาวินเลยไม่ได้รับบาดเจ็บและก็สามารถหลุดออกมาจากป่าเข้าเขตเมืองได้ในที่สุด

และเจ้ากิ้งก่าตัวนั้นก็หยุดส่งเขาที่ชายป่าไม่คิดตามมาอีก มาวินหันไปโบกมือลาแล้วรีบวิ่งตรงเข้าเมืองไป

“ฟู่ว..! ไม่ตายได้ยังไงกันเนี่ย” มาวินพูดอุบอิบกับตัวเองด้วยความเหลือจะเชื่อที่ตนรอดมาได้ แต่กระนั้นตอนนี้เขาก็ยังถือว่าอยู่ที่เปลี่ยวจึงรีบก้าวเดินเข้าเมืองใหญ่ที่มีผู้คนพลุ่นพล่านโดยไวที่สุด

โลกใบนี้มาวิน ไวท์เซอร์ถูกจดจำว่าเป็นอาชญกรตั้งแต่ก่อนที่จะกลายเป็นเครื่องมือของตัวร้ายตัวจริงของเรื่อง ที่มีคดีฉาวตามติดตัวและต่อซ้อนเป็นหางว่าว แน่นอนว่าการวิ่งเข้าหาตำรวจมันหมายความว่าเขาจะถูกส่งเข้าคุก และอาจถูกฟาโรห์มาตามฆ่าปิดปาก แต่จะหนีไปเองมันก็ต้องรับศึกหลายทาง ทั้งศึกจากตำรวจและศึกจากพวกถือครองพลังพิเศษ ไหนจะฟาโรห์ที่เป็นพวกกัดไม่ปล่อยอีก ทว่ามันก็มีอยู่ที่หนึ่งที่อันตรายยิ่งกว่าแต่เป็นตัวเลือกปลอดภัยที่สุดที่เขามีตอนนี้

สหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษอย่างไรล่ะ

ในโลกที่ผู้ถือครองพลังวิเศษเกิดขึ้นมาน้อยเสียยิ่งกว่าโรคร้ายหายาก มันทำให้คนเหล่านั้นคิดว่าตัวเองพิเศษและอาจทำอะไรตามใจตนเอง กฎพิเศษเลยเกิดขึ้นมาเพื่อควบคุมไม่ให้คนที่ได้ครองพลังเหนือธรรมชาติเหล่านั้นนำพลังมาใช้ในทางที่ผิด แต่ก็อย่างว่า มนุษย์น่ะมีทั้งเลวและดี พวกประเภทเลวชั่วย่อมต้องนำพลังนั้นมาใช้เพื่อสนองตัณหาของตัวเองโดยไม่สนกฎเกณฑ์ใดๆ เป็นปกติ ไหนจะพวกสัตว์วิเศษที่เกิดขึ้นมาสวนทางกับจำนวนประชากรมนุษย์ที่ได้รับพลังวิเศษอีก เลยจำเป็นต้องตั้งองค์กรที่จะรวมคนมีพลังวิเศษมาช่วยจัดการกับปัญหาเหล่านั้น และเราก็เรียกองค์กรนั้นว่า ‘สหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษ’

สหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษนั้นแม้จะเป็นถิ่นที่อยู่ของฟาโรห์ที่มีแต่คนพร้อมเข้าข้างตัวร้ายหน้าซื่อคนนั้น แต่องค์กรนี้อยู่รับใช้ข้างประชาชนอย่างแท้จริงตั้งแต่ต้นเรื่องจนจบ และสมาชิกทุกคนที่อยู่ในสหพันธ์นี้ก็พร้อมช่วยเขาแน่นอน หากสิ่งที่เขาให้นั้นสามารถช่วยจัดการกับคนที่คิดจะใช้พลังวิเศษก่อความวุ่นวายได้

และในตอนนี้มาวินก็ได้มายืนอยู่ข้างหน้าตึกสหพันธ์ที่ว่านั่นแล้ว..

“คิดจริงๆ เหรอว่าคนไร้พลังอย่างนายจะหนีตัวฉันได้” เสียงทุ้มลึกลอยตามสายลมมาเข้าโสตประสาทการได้ยินของมาวินจนเขย่าขวัญให้ขนทั้งกายต้องลุกขึ้นตั้งชัน และก่อนมาวินจะได้ตั้งตัวและหาต้นตอที่มาของเสียงก็มีแรงมาปะทะข้างหลังทำให้ตัวเข้าต้องล้มหน้ากระแทกพื้นอีกครั้ง และในครั้งนี้เขาก็ไม่มีสิทธิ์หนีอีกแล้ว..

บทที่ 2 ความจริงที่สวนทางกัน

บทที่ 2

ร่างของมาวินถูกจับกระแทกลงกับพื้นอย่างแรงจนเจ็บทรวงสะเทือนไปทั้งกาย ยิ่งมีน้ำหนักของใครอีกคนทิ้งลงมาทับอีกยิ่งรู้สึกเจ็บไปใหญ่

“เจอตัวจนได้นะเจ้าเด็กบ้านี่! ทำเขาวุ่นวายไปทั้งเมืองเลยรู้ไหม?” เสียงไม่คุ้นที่ดังขึ้นทำให้มาวินนั้นเบิกตาโต เขาพยายามขยับหน้าและดวงตาเพื่อให้เหลือบเห็นว่าใครกันที่กำลังล็อกตัวเขาไว้กับพื้น และเพียงเสี้ยวหน้าที่เขาได้เห็นมันทำให้มาวินถอนหายใจออกอย่างโล่งอกเพราะคนที่จับตัวเขาได้นั้นไม่ใช่ตัวของฟาโรห์ เขารอดตายแล้ว

“เฮดเดี๋ยวฉันจัดการพาตัวของมาวินเข้าไปขังไว้ในตึกรอคนอื่น วันนี้นายเหนื่อยมาทั้งวันแล้วนะ” ฟาโรห์เดินอมยิ้มเข้ามาอาสาขอรับตัวของมาวินไปจัดการเอง เฮด ชิเอล ผู้ถือครองพลังความเร็วเหนือแสงยิ้มรับพยักหน้าเห็นด้วยในสิ่งที่ฟาโรห์พูด เพราะวันนี้เขาวิ่งวุ่นตามจับพวกถือครองพลังวิเศษแต่เอามาใช้ในทางที่ผิดจนเหนื่อยไปหมดแล้ว อยากจะรีบพักเต็มที่

แต่มาวินที่อุตส่าห์หนีจนโดนจับกดพื้นขนาดนี้แล้วไม่มีทางยอมโดยง่าย ตะโกนสวนกลับทันทีเพื่อให้ตัวเองนั้นไม่ต้องตกไปอยู่ในขะตากรรมที่นิยายกำหนดเอาไว้

“ไม่! คุณอย่าส่งผมให้กับฟาโรห์เด็ดขาด ไม่งั้นคุณได้ตามหาผมจนวุ่นอีกรอบแน่” มาวินเอ่ยขู่กับคนที่กำลังกดร่างเขาไว้พร้อมทำตาโตเหมือนลูกหมาที่กำลังจะถูกทิ้งเพื่อเว้าวอนให้เขายังคงจับตัวเขากดกับพื้นต่อไป เพราะถึงมันจะเจ็บแต่มันต้องดีกว่าถูกฟาโรห์จับไปล้างสมองด้วยวิธีการทรมานแน่ๆ

“อะไรของแกเนี่ย จะมาเรื่องมากอะไรอีกล่ะไอ้พ่อตัวร้าย ฉันจับแกไปขังกับโดนฟาโรห์จับไปขังมันก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ” คนเหนือร่างเอ่ยตอบเชิงประชดประชันเพราะไม่เข้าใจในความคิดของคนร้ายคนนี้ที่เลือกคนในการจับกุมตน แต่ในระหว่างที่ลุกขึ้นและกระชากให้ร่างของชายหนุ่มพึ่งสิบแปดปีได้ไม่ทันไรลุกขึ้นมาส่งให้ฟาโรห์นำตัวไป คำพูดของมาวินก็ทำให้เขานั้นต้องชะงัก

“เพราะเขาไม่ได้จะเอาผมไปขังเหมือนที่คุณคิดไง”

“นายพูดอะไรของนายเนี่ย” ชายเจ้าของเรือนผมสีดำสนิทถามกลับ

“ก็เขา-”

“คนที่เหลือมาแล้วเฮด” ฟาโรห์เอ่ยขัดขึ้นเมื่อเห็นท่าไม่ดีแล้วชี้ไปทางฝั่งหนึ่งที่กำลังมีรถหุ้มเกราะสีดำกับรถตำรวจติดไซเรนหลายคันวิ่งมาทางนี้

เฮดเองที่ยังไม่ได้ความกระจ่างก็ไม่ได้สนใจเรื่องที่มาวินพูดต่อ เพราะอย่างไรคำพูดของคนร้ายก็ไม่มีน้ำหนักให้น่าเชื่อถืออยู่แล้ว แต่แม้จะไม่มีน้ำหนักเฮดก็ยอมเป็นฝ่ายล็อคตัวของมาวินไม่ให้หนีไปไหนเพื่อไม่ให้เจ้าตัวขัดขืนและหนีไปตามที่ปากพูดขู่

รถตำรวจติดไซเรนเป็นรถคันแรกที่เข้ามาจอดประตูเบาะข้างคนขับเปิดออกมาก่อนที่รถจะได้จอดนิ่งสนิทเสียอีก รองผู้กำกับในชุดเครื่องแบบเต็มยศก้าวลงจากรถแล้วสาวเท้าเดินอย่างว่องไวตรงเข้ามาโค้งหัวขอโทษแด่คนทั้งสองที่ต้องเข้ามาวุ่นวายเรื่องนี้ ทั้งที่ตัวของมาวินนั้นไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ผู้ร้ายที่สมาชิกของสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษต้องมายุ่งเกี่ยวแล้วแท้ๆ

“สวัสดีครับคุณเฮดคุณฟาโรห์ ผมต้องขออภัยเป็นอย่างยิ่งที่ต้องรบกวนพวกคุณให้มาวุ่นวายเพราะความสะเพร่าของลูกน้องผมนะครับ” คำขอโทษเหล่านั้นถูกกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบยากจะเดาว่ามันมาจากใจจริงหรือเป็นแค่การแสดงกันแน่

เฮดกับฟาโรห์พยักหน้ารับคำขอโทษนั้นตามมารยาท ไม่ได้ถือโทษโกรธอะไรเพราะหน้าที่บ่นด่านั้นไม่ใช่ของพวกเขา แต่เป็นของผู้อำนวยการโจนาลิสต่างหาก ว่าแล้วเสียงบ่นด่าต่อว่ากรมตำรวจก็ดังขึ้นมาทันทีทันใด

“นี่กรมตำรวจรู้ตัวบ้างไหมว่าการที่คนร้ายหนีไปได้แบบนี้คือการป่าวประกาศต่อประชาชนว่าระบบพิทักษ์สันติภาพมันโง่เง่าและอ่อนแอแค่ไหน นี่ขนาดแค่ผู้ร้ายไร้พลังเวทนะยังหนีได้จนต้องวุ่นทั้งเมือง พวกคุณเตรียมตัวตั้งโต๊ะแถลงการณ์ตอบประชาชนถึงความผิดครั้งนี้ได้เลยค่ะ” หญิงวัยกลางคนเจ้าของเรือนผมสีดำยาวสลวยสวมเดรสสีแดงเข้มเดินกระแทกเท้าที่สวมรองเท้าส้นสูงด้วยความไม่พอใจ เจ้าหล่อนบ่นพึมพำต่อว่าต่อขานทางกรมตำรวจมาตลอดการก้าวเดิน เธอคือผู้อำนายการแห่งสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษ ผอ.โจนาลิส ผู้ถือครองพลังเครือข่ายเทคโนโลยีที่สามารถเจาะเข้าฐานข้อมูลใดบนโลกก็ได้เพียงแค่นึกคิดเท่านั้น และขอให้ข้อมูลนั้นเป็นแบบไฟล์ดิจิตอลก็พอ

ผู้กำกับของสถานีตัวจริงเดินประกบข้างผอ.โจนาลิสผงกหัวหลุบตามองต่ำฟังคำต่อว่าต่างๆ นานาจากปากของหญิงคนนี้อย่างนอบน้อม เพราะถ้าหากขัดใจเพียงนิดตำแหน่งที่ตนนั่งอยู่อาจเด้งเป็นของคนอื่นได้ในทันทีด้วยคำพูดคำเดียวของผู้อำนายการคนนี้

“ฮึ่ย! เอาล่ะ ตอนนี้ฉันไม่ไว้ใจพวกคุณแล้ว พวกคุณก็พาคนของพวกคุณกลับไปจัดการเรื่องของพวกคุณต่อเถอะ ส่วนเจ้าตัวป่วนนี่ฉันจะขอกักเอาไว้ไต่สวนก่อน ขืนปล่อยให้กรมตำรวจที่ทำงานชุ่ยๆ อย่างพวกคุณเอาไปสอบสวนคงได้โดนด่าหนักกว่าเดิมแน่ๆ” ผอ.โจนาลิสเอ่ยปากไล่นายตำรวจทั้งหลายอย่างไม่เกรงอกเกรงใจ ทั้งยังขอกักตัวผู้กระทำความผิดเอาไว้ที่สหพันธ์ก่อนเพราะเธอนั้นไม่ไว้ใจการทำงานของตำรวจเหล่านี้อีกแล้ว

แต่ไม่ทันได้พาตัวของมาวินเข้าไปสอบสวนตามใจหวังเสียงตะโกนหวีดร้องก็ดังขึ้น เปลวไฟไม่ทราบที่มาก็ปรากฏก่อนจะตามมาด้วยมังกรสีน้ำตาลเหลืองขนาดยักษ์ที่โผล่ออกมา มองดูก็รู้ได้ในทันทีว่านั่นคือสัตว์วิเศษแรงค์ C หรือไม่ก็ B ทำให้นายตำรวจที่ควรจะเป็นที่พึ่งและสามารถรับมือกับเหตุการณ์นี้ได้ดีกว่าประชาชนธรรมดาวิ่งกรูหนีราวกับมดแตกรัง ผอ.โจนาลิสที่เห็นเช่นนั้นก็จดไว้ในใจทันทีว่าจะเด้งชุดตำรวจกรมนี้ออกให้หมดไม่ให้เหลือมาเปลืองภาษีของประชาชนอีก เพราะสัตว์วิเศษที่อยู่แรงค์ C และ B นั้นเป็นอันตรายที่พบได้บ่อยและตำรวจที่แม้จะไม่มีพลังแต่ก็ควรจะจัดการรับมือได้

คงจะต้องอบรมกันใหม่หมดยกสถานีชัวร์ๆ

“ฟาโรห์” ผอ.โจนาลิสที่เห็นแล้วว่าต้องพึ่งคนของตัวเองจึงหันมาขานชื่อคนที่ไม่ได้จับตัวคนร้ายให้ไปจัดการแทน แม้จะรู้ก็ตามว่าพลังของฟาโรห์ไม่ใช่สายการต่อสู้ แต่ก็น่าจะถ่วงเวลารอผู้ถือครองพลังวิเศษสายโจมตีได้

“ทราบครับผอ.โจนาลิส” ฟาโรห์ขานรับเสร็จก็พุ่งตัวไปหาตัวต้นเหตุเพลิงโดยไว

“ไปเถอะเฮด ทางนี้ให้ฟาโรห์กับตำรวจโง่เง่าพวกนั้นจัดการไป” ดวงตาคมเฉี่ยวตวัดหางตาไปดูนายตำรวจทั้งหลายอย่างเคืองใจแล้วเดินมุ่งหน้าเข้าไปภายในตึกสูงลิ่วเฉียดฟ้า แต่ในตอนที่กำลังเปิดประตูเข้าไปในตัวตึกนั้นเองเสียงตะโกนเตือนของฟาโรห์ก็ดังขึ้น

“สัตว์แรงค์ S กำลังไปทางผอ.ครับ!!”

ผอ.โจนาลิส เฮด ไม่เว้นแม้แต่ตัวของมาวินที่ถูกเฮดล็อกตัวหิ้วไปมาราวกับของเล่นต่างพากันหันไปมองทางด้านหลังของตนเอง และในตอนที่ทุกคนกำลังตั้งท่าเตรียมรับการโจมตี เสียงแหลมสุดน่ารักราวกับเสียงเด็กพูดก็ดังขึ้นแทน

แง็บ!

สัตว์วิเศษที่ทุกคนนั้นเตรียมรับมือได้กลายเป็นเพียงกิ้งก่าตัวเท่าแมวโตเต็มวัยตัวสีเหลืองทองดั่งดอกทานตะวันที่ดูไร้ซึ่งพิษภัย มันใช้ขาป้อมๆ เดินเข้ามาใกล้แล้วพลิกตัวนอนหงายอยู่ปลายเท้าของมาวินทำให้เฮดสติหลุดจากความกลัวต้องรีบปล่อยตัวของมาวินแล้วถอยห่างทันใด ผอ.โจนาลิสที่กลัวไม่ต่างกันก็รีบก้าวถอยหลังให้ห่างเพราะพลังของตนไม่ใช่สายโจมตี

ส่วนมาวินนั้นได้แต่ยืนกะพริบตามองสัตว์แรงค์ S ที่ว่าด้วยความสับสนใจ เพราะเมื่อกี้ยังเป็นมังกรตัวยักษ์อยู่เลยทำไมรู้ตัวอีกทีกลายมาเป็นพ่อกิ้งก่าตัวน้อยที่กำลังนอนหงายทำท่าอ้อนให้เขาเกาพุงล่ะ

ทุกสายตาของทุกคนต่างไปรวมอยู่ที่จุดสนใจเดียวนั่นก็คือตัวของมาวิน ไวท์เซอร์ ที่ตอนนี้ไม่ยอมก้าวถอยหลังหนีตัวของสัตว์วิเศษแรงค์สูงสุดตัวนั้น ยิ่งมันแลบลิ้นออกมาคล้ายกำลังจะอ้าปากพวกเขาก็พากันไว้อาลัยให้กับมาวินทันทีเพราะคิดว่ามาวินนั้นจะต้องตายแน่ๆ

“ไงเจ้าหนูน้อย ติดใจการเกาพุงจนตามมารึไง” มาวินคลี่ยิ้มหวานเอ่ยทักทายกับเจ้ามังกรน้อยที่ดูเหมือนกิ้งก่ามากกว่าด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ก่อนจะย่อตัวลงเกาท้องให้มันตามความต้องการที่เจ้าตัวแสดงออกมาทางภาษากาย แน่นอนว่าภาพนั้นทำให้ใครหลายคนพากันอ้าปากค้างมองกันจนตาแทบถล่น

“นี่นายบ้าไปแล้วรึไง หยุดเดี๋ยวนี้เลยนะถ้านายไม่อยากตายน่ะ!” เฮดตะโกนเตือนคนที่กำลังเกาพุงให้สัตว์ร้ายอย่างสบายอารมณ์แต่เจ้าตัวก็ไม่ฟัง ทั้งยังอุ้มมันขึ้นมาแนบอกอีก หยอกล้อกันจนทั่วทั้งบริเวณต้องเงียบสงันฟังเสียงหัวเราะหัวร่อของหนึ่งสัตว์ร้ายกับหนึ่งคนร้าย

“คุณมาวิน คุณวางเจ้าสัตว์แรงค์ S นั้นลงก่อนเถอะนะคะ มันอันตรายมาก คุณคงไม่อยากเพิ่มข้อหาของตัวเองหรอกใช่ไหมคะ” ผอ.โจนาลิสที่เห็นถึงความใจเย็นไม่เป็นเดือดเป็นร้อนของมาวินก็จึงใจเย็นลงตาม เธอก้าวเดินเข้าไปใกล้อย่างเชื่องช้าพร้อมเอ่ยขอให้มาวินวางสัตว์ตัวนั้นลงก่อน เพราะที่ตรงนี้ไม่ได้มีผู้ถือครองพลังด้านการโจมตีที่จะสามารถปะทะกับสัตว์ในอ้อมแขนของมาวินได้ ไม่สิ เรียกว่าไม่มีใครความสามารถสูงพอจนต่อกรกับมันได้ หากจู่ๆ มันโกรธขึ้นมาแล้วทำร้ายมาวินหรือก็ก่อความวุ่นวายล่ะก็คงไม่มีใครสามารถหยุดมันได้แน่นอน ตอนนี้ที่เป็นไปได้คือต้องต้อนให้มันกลับเข้าไปในป่าเท่านั้นโดยที่มันต้องไม่โกรธเคืองด้วย

“อะไรกันครับ เจ้าตัวนี้มันออกจะน่ารัก แล้วเขาก็รู้ความมากด้วยไม่คิดทำอันตรายใครหรอกครับ” มาวินส่ายหัวปฏิเสธที่จะวางเจ้ากิ้งก่ายักษ์ลง ถึงเขาจะรู้ว่ามันนั้นคือสัตว์วิเศษแรงค์ S แต่สายตากับท่าทางที่แสดงออกอยู่นี้เป็นที่ชัดเจนว่ามันนั้นเป็นมิตรไม่ได้คิดทำร้ายใคร ว่าที่สัตวแพทย์คนนี้ยืนยันได้

“เอ่อ..งั้นผมขอพาตัวมันไปปล่อยก่อนนะครับ ถ้ามันอยู่ที่นี่นานๆ อาจจะไม่ดี” เฮดที่มีพลังวิเศษในการเคลื่อนไหวร่างกายได้เร็วกว่าแสง หรือถ้าเรียกสั้นๆ คือขยับร่างกายได้เร็วเกินกว่าที่สายตามนุษย์จะมองทันได้เดินเข้ามาขอรับตัวของสัตว์วิเศษแรงค์สูงสุดอันตรายไปเพื่อนำไปส่งคืนบ้านก่อนมันจะก่อเรื่องขึ้นมา

“อ๋อ ครับ นี่ครับ” มาวินที่เห็นว่าทุกคนกลัวกันเป็นจริงเป็นจังมากด้วยความไม่อยากมีปัญหาอะไรเพิ่มจึงยอมส่งกิ้งก่าตัวเหลืองให้กับเฮดได้อุ้มเอง แต่เพียงเสี้ยววินาทีเจ้ากิ้งก่าที่นิ่งสงบก็อ้าปากพ่นไฟสีเขียวมรกตใส่หน้าของเฮดเต็มๆ ยังดีที่เฮดนั้นเร็วพอรีบส่งคืนตัวกิ้งก่ากลับสู่อ้อมแขนของมาวินก่อนจะถอยกรูดไปหลบอยู่หลังของหัวหน้าตนด้วยความหวาดผวา

“เอ่อ..ผมว่าให้มันไปเองน่าจะดีกว่านะครับ” มาวินเองก็ตกใจไม่น้อยกับการพ่นไฟเมื่อกี้ แต่เขาก็ยังเชื่อว่าเจ้ากิ้งก่าผู้น่ารักตัวนี้ไม่ได้ตั้งใจจึงเสนอให้มันนั้นเป็นฝ่ายเดินกลับไปเอง เลยวางมันลงกับพื้นแล้วเอ่ยไล่มันอย่างสุภาพและอ่อนโยนที่สุด

“นี่ กลับบ้านของแกได้แล้วนะ อยู่ที่นี่มันอันตราย ไปๆ รีบกลับบ้านนะ” มาวินพยายามใช้มือดันให้ตัวของเจ้าสัตว์วิเศษแรงค์ S นี่ห่างจากเขาและเข้าไปใกล้บันไดทางลงไปยังพื้นเพื่อเป็นการบอกว่าถึงเวลาอันสมควรที่มันควรจะไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าเพราะเขาไปช่วยมันแกะโซ่ที่พันตัวออกหรือเปล่ามันกลับหันมากระโดดเกาะขาของเขาซะแน่น ยกขาขึ้นสะบัดไปมาอย่างไรมันก็ไม่ยอมปล่อย เล่นเอามาวินต้องยกมือขึ้นหนวดขลึงขมับอีกรอบ

ผอ.โจนาลิสที่เห็นว่าอย่างไรสัตว์ตัวนั้นไม่ยอมไปจึงตัดสินใจให้มาวินอุ้มมันไว้แล้วพาตัวเขานั้นไปนั่งอยู่ในห้องสอบปากคำเพื่อรอสมาชิกคนหนึ่งของสหพันธ์มาสอบสวนเขาทั้งที่ยังมีเจ้ากิ้งก่าอยู่กับตัว ซึ่งมาวินก็คงไม่ได้ติดขัดอะไน ถ้าเกิดว่าไม่เอาฟาโรห์มานั่งอยู่ในห้องกับเขาด้วยแบบนี้!

“มองผมแบบนั้นมีอะไรจะพูดอย่างนั้นเหรอครับ?” ฟาโรห์หันมาส่งยิ้มที่ไม่ไปถึงดวงตาแล้วถามกับเขาเสียงอ่อนราวกับว่าตนนั้นไม่ได้ทำอะไรผิดและไม่รู้เรื่องอะไร ทั้งที่เราสองคนก็รู้อยู่แก่ใจว่าฟาโรห์น่ะตั้งใจลักพาตัวเขาไปล้างสมอง!

“ถ้าไม่มีกล้องกับเครื่องอัดเสียงคุณคงไม่พูดแบบนี้ใช่ไหมครับ?” มาวินหัวเราะในลำคอพร้อมพูดประชดเจ้าตัวไป ก่อนจะยกมือขึ้นลูบหลังของเจ้ากิ้งก่าบนตักของเขาแล้วหันหน้าหนีไปมองทางอื่น มาวินได้แต่ขอบคุณที่ผอ.โจนาลิสตัดสินใจเปิดกล้องเปิดเครื่องอัดเสียงเต็มที่ทำให้พ่อตัวร้ายตีสองหน้าไม่กล้าทำอะไรเขา

“คุณพูดอะไรของคุณกันครับ ผมไม่เข้าใจเอาซะเลย” อีกฝ่ายยังคงตีหน้าซื่อทำเป็นมึนงง มาวินจึงได้แค่ถอนหายใจออกอย่างเหนื่อยหน่ายและกลับไปนั่งอึดอัดอีกครั้งเพราะต่างฝ่ายต่างเงียบใส่กันทำเพียงชำเลืองมองกันบ้างเป็นบางครั้งบางคราวเท่านั้น และในที่สุดประตูที่ปิดสนิทก็ถูกเปิดออกด้วยฝีมือของชายหนุ่มผู้สวมแว่นตาหนาเตอะ

มาวินเห็นแว่นที่หนาเสียงยิ่งกว่านิ้วก้อยเด็กนั้นมาวินก็รู้ได้ทันทีว่าคนมาใหม่นี้คือ เซนิธ มาเชล สมาชิกที่สำคัญเป็นอันดับสองของสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษ เพราะพลังของเขานั้นคือ การหยั่งรู้ความจริงความเท็จ เป็นประเภทพลังแบบเดียวกับที่ผอ.โจนาลิส คือพลังวิเศษประเภทจัดหาข้อมูล

“ขออภัยที่มาช้าครับ” เขากล่าวอย่างสุภาพแสดงสีหน้านิ่งสงบที่ยากจะเดาอารมณ์ออกแล้วเดินไปนั่งยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามมาวิน เป็นตำแหน่งที่นั่งข้างฟาโรห์ทั้งคนคนนี้ยังส่งสายตาไม่เป็นมิตรมามองเขาอีก มาวินได้แต่ตัดพ้อกับตัวเองในใจที่ดันดวงซวยเกิดมาอยู่ในร่างของตัวละครที่ร้ายมาตั้งแต่ต้นและกำลังจะมีชีวิตเหมือนตายทั้งเป็นถ้าเอาตัวรอดในวันนี้ไม่ได้

“คุณหนีออกจากคุกทำไมครับ?” เซนิธเปิดปากถามเข้าประเด็นทันทีหลังจากที่เขาถอดแว่นตาออก ดวงตาของเจ้าตัวที่เคยเป็นสีนำตาลอ่อนก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นสีฟ้าสว่างทันใด เป็นสัญญาณว่าพลังของเขานั้นได้เริ่มทำงานแล้ว

“ผมไม่ได้หนี ผมโดนลักพาตัวออกมาต่างหากแล้วก็หนีมา ตั้งใจจะมาขอความช่วยเหลือจากทางสหพันธ์นี่แหละครับ” มาวินตอบไปตามความจริง เซนิธเองที่รับรู้ได้ก็พยักหน้ารับเข้าใจแล้วถามต่อ “ใครเหรอครับที่เป็นคนลักพาตัวคุณ?”

“ก็คนที่นั่งข้างคุณนี่ไง”

“ครับ!?” คิ้วหนาบนใบหน้าของเซนิธเลิกขึ้นสูงด้วยความตกใจ ยิ่งพอรู้ว่าสิ่งที่มาวินพูดมาเป็นความจริงเขาก็ยิ่งตื่นตกใจเข้าไปใหญ่ เพราะไม่คิดว่าฟาโรห์นั้นจะทำแบบนี้

“ฟาโรห์ คุณทำจริงงั้นเหรอ?” เซนิธหันไปถามโดยไม่เก็บสีหน้าวิตกกังวลของตนเองอีก

“ไม่ เราไม่ได้ทำ” ฟาโรห์ตอบกลับมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความจริงจังและมั่นใจ แต่ตัวของเซนิธไม่ได้สนท่าทางเหล่านั้นเขาสนเพียงว่าพลังของเขาจะยืนยันว่าคำพูดนั้นเป็นจริงหรือเป็นเท็จกันแน่..และช่างน่าทึ่ง พลังของเขาบอกว่าฟาโรห์นั้นกำลังพูดความจริง

“เป็นไปไม่ได้..ทำไมความจริงมันถึงขัดแย้งกันอย่างนี้ล่ะ?” เซนิธพึมพำออกมาด้วยความตื่นตะลึง เพราะตลอดหลายสิบปีที่เขาทำหน้าที่นี้มาไม่เคยมีครั้งไหนที่คำพูดจากปากทั้งสองที่ขัดแย้งกันจะกลายเป็นความจริง ความจริงมันควรจะสอดคล้องกันสิไม่ใช่โต้กันเองแบบนี้

เซนิธไม่ถามอะไรอีกรีบลุกขึ้นเดินออกไปเรียกหาผอ.โจนาลิสในทันที เพราะในตอนนี้มีเรื่องประหลาดเกิดขึ้นเสียแล้ว

บทที่ 3 คิดถึงตอนฆ่าคนอยู่รึไง

บทที่ 3

และแล้วมาวินก็ถูกจับขังอีกครั้ง เพราะหลังจากเซนิธนำเรื่องที่เกิดขึ้นไปแจ้งแก่ผอ.โจนาลิส เธอก็สั่งจับแยกเขาและฟาโรห์ไปสอบสวนคนละห้องโดยละเอียดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าคำพูดของเขาและฟาโรห์สวนทางกันโดยสิ้นเชิง พลังของเซนิธเองไม่ใช้สามารถตัดสินอะไรได้ เพราะพลังของเจ้าตัวบอกว่าทั้งเขาและฟาโรห์ต่างพูดความจริงกัน

ผอ.โจนาลิสจึงจำเป็นต้องเรียกรวมพลสมาชิกในสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังวิเศษมาประชุมกันโดยด่วนเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ไม่อาจปล่อยผ่านไปได้ง่ายๆ

มาวินเลยต้องมานอนรอชิลๆ อยู่ในห้องขังภายในตึกสหพันธ์ที่เปิดเครื่องสะกดพลังเอาไว้ โดยมีเจ้ากิ้งก่าตัวเหลืองอยู่เป็นเพื่อนรอเวลาที่จะมีคนมาปล่อยตัวเขาด้วย ส่วนฟาโรห์นั้นน่ะเหรอ แหงล่ะว่าเจ้าตัวนั้นได้กลับบ้านไม่ได้ถูกขังอะไรแบบเขา นี่ขนาดสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษถูกขนานนามว่าเที่ยงธรรมที่สุดยังลำเอียงกับเขาได้เลย

แต่มาวินก็พยายามทำความเข้าใจ เพราะตัวละครมาวิน ไวท์เซอร์เองก็ถูกบรรยายเอาไว้ถึงวีรกรรมก่อนถูกล้างสมองว่าเยอะจนสามารถูกศาลสั่งประหารชีวิตได้ แต่ก็ไม่รู้ว่าไปทำอะไรไว้เพราะรายละเอียดมากกว่านั้นนิยายเรื่องนี้ไม่ได้บอกกล่าวเอาไว้ แถมฟาโรห์เองเป็นเด็กที่ผอ.โจนาลิสรับมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็ก ความลำเอียงจะเกิดนั้นไม่ใช่เรื่องแปลก

เพราะแบบนั้นมาวินเลยเลิกใส่ใจเรื่องที่เขาถูกคนอื่นปฏิบัติอย่างไร และหันมาใช้เวลาอันมีค่านี้คิดหาวิธีที่จะสามารถทำให้เขาหนีออกจากเส้นเรื่องเดิมไปใช้ชีวิตอย่างปกติได้ เพราะตอนนี้เขาคือผู้ต้องหาที่มีคดีติดเต็มตัว แถมพลังในตอนนี้ก็ไม่มี จะมีอย่างเดียวที่พอคุ้มกะลาหัวได้ก็คือเจ้ากิ้งก่าสีเหลืองเหมือนดอกทานตะวันตัวนี้

ในโลกของนิยายแห่งนี้สิ่งที่น่ากลัวที่สุดก็คงเป็นสัตว์วิเศษแรงค์ S เพราะพวกมันนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่มนุษย์ผู้ถือครองพลังจะสามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับมันได้แม้จะรุมแล้วก็ตาม พูดง่ายๆ คือต่อให้มีพลังวิเศษแต่ก็ยังไม่มีใครสามารถจัดการกับสัตว์แรงค์ S ได้ ขนาดแค่แรงค์ A ยังสะบักสะบอมเลย ทุกครั้งที่เจอทุกคนจึงเลือกที่จะเลี่ยงก็พอเพราะรู้ว่าอย่างไรก็สู้ไม่ได้ ถ้าจะสู้ได้ก็มีแต่พวกตัวเอกที่ตอนนี้คงไม่มีทางทำได้ ยังอยู่ในช่วงฝึกอบรมเพราะเนื้อหานิยายที่แท้จริงจะเริ่มต้นขึ้นหลังจากที่มาวินถูกควบคุมจิตใจโดยสมบูรณ์แล้ว และเวลานั้นพระเอกของเรื่องก็ถูกร้องขอให้เดินทางกลับมาทำงานให้กับสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษในประเทศของตัวเอง หรือก็คือประเทศนี้นี่แหละ

“หืม.. หื๊มมม หื๋มมมมม” มาวินใช้มือลูบคางของตนไปมาพลางมองเพดานสลับกับร่างของเจ้ากิ้งก่าที่กำลังนอนส่ายหางอยู่บนอกของเขา ในเมื่อตอนนี้ปัญหาที่สหพันธ์ไม่สามารถต่อกรกับสัตว์แรงค์ A และ S ได้เท่าที่ควรจะเป็น เขาก็ฉวยโอกาสนี้ทำความดีความชอบเลยซะสิ โดยให้เจ้ากิ้งก่าแรงค์ S ตัวนี้ช่วย

สัตว์วิเศษน่ะถูกแบ่งออกเป็นแรงค์เพื่อระบุความอันตรายและความทรงพลังของพวกมัน โดยมีอยู่ 6 แรงค์ที่ยึดกันเป็นหลัก ไล่ตั้งแต่อ่อนแอที่สุดไปจนแข็งแกร่งที่สุดจะได้เป็นแรงค์ F D C B A และสุดท้าย S ยิ่งสัตว์วิเศษแรงค์สูงมากเพียงใดก็จะยิ่งพบได้ยากขึ้น เท่ากับว่าโอกาสที่จะเจอแรงค์ S แทบเป็นศูนย์ แต่เมื่อเจอทีก็เป็นหายนะของเมืองได้เลย และในตอนนี้สัตว์วิเศษแรงค์ S ที่ว่าก็กำลังนอนให้เขาเกาพุงอยู่

ดีล่ะ! งั้นเขาก็จะเลี้ยงสัตว์วิเศษแรงค์ S เอาไว้เพื่อทำคุณงามความดีแลกกับชีวิตอิสระของตัวเขาและคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าสัตว์วิเศษทั่วไปของเจ้ากิ้งก่าตัวนี้เอง แบบนี้ไม่ว่าอย่างไรมาวินก็ต้องได้ออกจากเส้นเรื่องเดิมแน่นอน!

มาวินเริ่มวางแผนตระเตรียมคำพูดในหัวตลอดเวลาที่เหลือ จนเฮดมาเปิดประตูห้องขังพาตัวเขาไปพบกับผอ.โจนาลิสที่ห้องทำงานส่วนตัวโดยเฉพาะ เพราะมติที่ประชุมได้ออกมาแล้วเรียบร้อย

“เนื่องจากทางที่ประชุมไม่สามารถหาสาเหตุที่แท้จริงได้ ทำให้พวกเราตัดสินใจที่จะปล่อยผ่านเรื่องนี้และส่งตัวคุณกลับเข้าคุกรอรับการตัดสินจากศาลตามเดิมค่ะ” ผอ.โจนาลิสกล่าว เธอไม่แสดงสีหน้าใดออกมาเป็นพิเศษคล้ายว่ากำลังพยายามดึงหน้าให้นิ่ง

“เหรอครับ?” มาวินแอบตกใจไม่น้อยที่ผอ.โจนาลิสยอมปล่อยผ่านเรื่องข้องใจไปแบบนี้ เพราะถ้าอิงตามนิสัยของผอ.โจนาลิสที่เขาอ่านมาเธอน่าจะพยายามค้นหาความจริงในข้อสงสัยนี้จนกระจ่าง ไม่อย่างนั้นเธอคงไม่ใช่คนแรกในสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษที่รู้ความจริงว่าฟาโรห์คือหนอนบ่อยไส้มาตลอดจนต้องถูกเด็กที่เลี้ยงมาฆ่าปิดปากหรอก

“แต่ผมว่าผมมีความคิดที่ดีมากกว่านั้นนะครับ” มาวินพูดขึ้นในเมื่ออีกฝ่ายคิดจะปล่อยผ่านเขาก็จะไม่ยื้อ เขาเลยเข้าเรื่องของเขาทันที

“ความคิดที่ดีกว่าอย่างนั้นเหรอคะ?” คิ้วเรียวบนใบหน้าคมเลิกขึ้นสูงรอรับฟังในสิ่งที่คนตรงหน้าจะพูดออกมา

“ผมอยากกลับไปใช้ชีวิตเหมือนคนปกติ คุณจะติดกำไล EM หรือจะทำอะไรก็แล้วแต่เลย เพราะผมอยากจะเลิกทำเรื่องผิดกฎหมายเต็มทนแล้วครับ”

“แล้วคุณจะแลกกับอะไรไม่ทราบคะ ถ้ามันไม่คุ้มกันฉันคงต้องปฏิเสธนะคะ”

“ช่วยจัดการปัญหาสัตว์วิเศษแรงค์ A กับ S ไงครับ ผมรู้มาว่าทางสหพันธ์นั้นไม่สามารถจัดการรับมือกับพวกสัตว์วิเศษเหล่านี้ได้อย่างที่ควร ผมสามารถช่วยหาวิธีรับมือได้นะครับขอแค่คุณยอมตกลงให้ชีวิตอิสระกับผมก็พอ”

“คะ?” ผอ.โจนาลิสอ้ำอึ้งด้วยความตกใจ เพราะเรื่องปัญหาสัตว์วิเศษแรงค์ A และแรงค์ S นั้นไม่เคยถูกนำไปพูดที่ไหนจะมีก็แต่คนในสหพันธ์เท่านั้นที่จะทราบ มันน่าประหลาดใจมากที่ผู้ก่อการร้ายคนนี้นำเรื่องนี้มาพูด หรือว่าจะมีคนในสหพันธ์เป็นหนอนนำความลับไปเผยแพร่กัน..

หญิงวัยห้าสิบแต่หน้ายังละอ่อนยืนนิ่งคิดตัดสินใจในเรื่องที่อีกฝ่ายยื่นเสนอมา ถึงแม้ปกติเธอจะไม่รับฟังข้อต่อรองใดๆ จากผู้ก่อการร้าย แต่ทว่าสำหรับมาวินนั้นมันมีข้อพิพาทหลายอย่างที่เธอไม่อาจปล่อยให้เจ้าตัวถูกพวกคนธรรมดาดูแลได้ และหนึ่งในข้อพิพาทนั้นคือพลังของมาวินแท้จริงแล้วไม่ใช่พลังเถาวัลย์กุหลาบอย่างที่เห็น แต่อาจเป็นพลังประเภทควบคุมและก่อกวนระบบสมองที่สามารถปั่นหัวทุกคนให้เชื่อในสิ่งที่ไม่เป็นความจริงได้

ทว่ามติในที่ประชุมกลับเห็นด้วยที่จะให้มาวินโดนตัดสินโทษประหารไปเลยเพื่อจบเรื่องโดยไม่สนเลยว่าเธอจะเอาเหตุผลสำคัญอะไรมาพูด มันทำให้โจนาลิสรู้สึกสงสัยว่าทำไมทุกคนถึงพยายามจบเรื่องเช่นนี้ เธอใช้เวลาค้านอยู่นานมากกว่าที่จะสามารถเปลี่ยนใจทุกคนได้ แต่ก็ได้แค่ให้พ้นจากโทษประหารไม่ได้พ้นจากการดูแลของรัฐบาล เพราะเธอไม่สามารถหาข้อมาพิสูจน์ได้ว่าสิ่งที่มาวินพูดนั้นเป็นความจริง ไม่สิเรียกว่าคนเหล่านั้นไม่รับฟังน่าจะถูกกว่า

คิดแล้วเธอก็อยากจะทำตามใจยึดอำนาจสั่งการเองเลย แต่ถ้าทำอย่างนั้นคนทั้งประเทศได้รุมสาปเธอแน่ๆ

และข้อเสนอที่มาวินยื่นมาเมื่อกี้ก็น่าสนใจใช่เล่น ถ้าเกิดว่าได้ติดกำไล EM เข้าที่ตัวของมาวินมันคงง่ายในการติดตามตัว และการที่เจ้าตัวเอ่ยอาสาช่วยจัดการปัญหาใหญ่ที่พวกเราไม่สามารถจัดการได้มานานหลายสิบปีมันก็ดูจะเป็นข้ออ้างที่ดีในการดึงตัวมาวินให้มาอยู่ภายใต้การดูแลและสายตาของเธอ ถึงจะรู้ก็ตามว่ามาวินคงไม่ได้คิดมาช่วยแก้ปัญหาอย่างที่เจ้าตัวพูด แต่ถ้าอยู่ในกำมือเธอแล้วความจริงก็คงถูกเปิดเผยออกมาในไม้ช้า

“ตกลงค่ะ เป็นข้อเสนอที่น่าสนใจมาก แต่ว่าฉันต้องทำเรื่องยื่นซะก่อนระหว่างนี้คงต้องขอให้ตัวป่วนอย่างคุณอยู่ในห้องไปก่อนค่ะ เชิญกลับได้เลยค่ะ” ผอ.โจนาลิสตัดสินใจตอบตกลงไปโดยไม่ถามไถ่หรือแสดงอาการระแวงออกมา ก่อนจะพยักหน้าให้เฮดพาตัวของมาวินกลับไปไว้ในห้องขังแคบที่นั้นเหมือนเดิม ดีที่เธอให้เฮดถือเครื่องสะกดพลังในรัศมีร้อยเมตรเอาไว้ ผู้อำนวยการหญิงจึงไม่กลัวนักหากมาวินมีพลังประเภทควบคุมและก่อกวนสมองจริงๆ เพราะตราบใดที่ยังอยู่กับเฮดก็ใช้พลังไม่ได้

มาวินโดนจับมายัดใส่ห้องเดิมอีกครั้งก็มานั่งยิ้มแป้นเกาพุงของกิ้งก่าตัวเหลืองผู้นำโชคดีมาให้แก่เขาในโลกนิยายแห่งนี้

“เฮ้อ..ฉันก็เรียกแกแต่เจ้าหนูหรือไม่ก็กิ้งก่าตัวเหลืองตลอดเลย ทั้งที่แกนำโชคตั้งเยอะ หลังจากนี้ฉันคงต้องคิดหาชื่อให้แกแล้วล่ะ” มาวินส่ายหัวกับตัวเองเมื่อนึกได้ว่าตนเองนั้นเรียกเจ้ากิ้งก่าน้อยนี้ด้วยคำที่ไม่น่ารักและไม่ให้เกียรติเอาเสียเลย ทั้งที่เจ้ากิ้งก่าทำประโยชน์มหาศาลให้กับเขาขนาดนี้

“งั้นเปลี่ยนมาเรียกว่า..ลักกี้แล้วกัน ถึงชื่อโชคจะน่าสนใจกว่าแต่ถ้าเรียกอย่างนั้นเดี๋ยวโดนล้อเอาได้” พูดแล้วมาวินก็นั่งหัวเราะเบาๆ นึกไปถึงสภาพตอนที่เจ้ากิ้งก่าตัวนี้เปลี่ยนร่างเป็นมังกรตัวใหญ่เหมือนดั่งตอนนั้นแล้วถูกเรียกว่าโชค ความน่าเกรงขามคงหายหมดพอดี อย่างน้อยเรียกว่าลักกี้ก็ยังดีกว่าล่ะนะ

กิ้งก่าตัวไม่น้อยที่ได้รับชื่อมาใหม่กะพริบตามองดูคนที่หัวเราะจนไหล่สั่นด้วยความมึนงง แต่กระนั้นก็ขยับปากเลียนแบบรอยยิ้มนั้นตามจนดูน่าเอ็นดู มาวินเห็นเช่นนั้นก็นึกเสียดายที่ตอนนี้ตัวเขาไม่มีโทรศัพท์อยู่ด้วยจนต้องอดถ่ายภาพเก็บไว้เป็นความทรงจำ เพราะเจ้าลักกี้ทำตัวได้น่ารักจนไม่เหมือนกับเป็นสัตว์แรงค์ S เลย ถ้าผู้เชี่ยวชาญไม่มายืนยันด้วยตัวเองเขาคงคิดว่ามันแค่เรื่องเข้าใจผิดด้วยซ้ำไป

สัตว์วิเศษที่ใครต่างหวาดกลัวทำไมถึงได้ทำตัวน่ารักขนาดนี้ได้กันนะ

หลังจากนั้นสามวันมาวินที่โดนขังเหมือนกลายเป็นนักโทษของสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษไปแล้วก็ได้รับข่าวดีว่าเขานั้นได้สิทธิ์ตามที่ขอไป ทว่าการที่ผู้ต้องหาจะได้รับสิทธิ์ไม่ต้องถูกขังได้นั้นมันก็ต้องมีกฎข้อบังคับอยู่แล้ว เรื่องแรกเลยคือไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตามห้ามออกจากอนาเขตของบ้านไปข้างนอกตามลำพัง จะต้องมีคนในสหพันธ์ตามออกไปด้วยเสมอ และข้อสองมาวินไม่มีสิทธิ์ที่จะมีเครื่องมือสื่อสารเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นโน้ตบุ๊ค โทรศัพท์ เขาไม่มีสิทธิ์มีเป็นของตัวเอง เว้นเสียแต่ว่าจำเป็นต้องใช้จริงๆ สามารถยืมจากคนของสหพันธ์ได้

ข้อสาม มาวินนั้นจะต้องยอมให้คนของสหพันธ์เข้าออกบ้านได้ทุกเวลาโดยไม่มีข้อแม้ในการต่อรองปฏิเสธ และข้อยังคับอาจมีเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตเพื่อรับมือไปตามสถานการณ์ แม้มาวินจะแอบเคืองกับกฎข้อสามแต่สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจทำตามกฎเหล่านี้เพื่อให้ตัวเองได้อยู่ในที่ที่ปลอดภัยพ้นจากกำมือของฟาโรห์

“ผอ.ครับ ผมขออีกข้อหนึ่งได้ไหมครับ?”

“เรื่องมากจริงเชียวนะ ว่าสิคะ ฉันจะได้พิจารณาว่าได้หรือไม่ค่ะ” ผอ.โจนาลิสแอบเหน็บนิดๆ แต่กระนั้นก็ยอมฟังคำขอเพิ่มเติมจากเจ้าตัวก่อน

“ห้ามให้ฟาโรห์มาใกล้ตัวผมเป็นอันขาด ข้าวของทุกอย่างอาหารการกิน หรือทุกอย่างที่เกี่ยวกับผมห้ามให้เขายุ่งหรือออกความเห็นใดๆ นะครับ” มาวินทำสีหน้าจริงจังออกมาเพื่อแสดงเจตนาอันชัดเจนที่ไม่อยากให้พ่อตัวร้ายนั้นมายุ่งกับเขา

“เป็นเอามากแฮะ แต่เอาเถอะ เพื่อความสบายใจก็แล้วกันนะ รีบเซ็นซะแล้วเราจะได้พาตัวนายไปใส่กำไลและพานายไปส่งที่บ้านกัน” ผอ.โจนาลิสเอ่ยรับปากแล้วเร่งเร้าให้มาวินรีบเซ็นเอกสารให้เรียบร้อย มาวินเองก็ยอมเซ็นโดยง่ายแล้วกลายเป็นตุ๊กตาให้คนลากไปทำเรื่องนู่นทีนี่ทีได้อิสระกลับมาอีกทีก็เมื่อรถตู้ของทางสหพันธ์ผู้ถือครองพลังวิเศษมาจอดลงที่โรงจอดรถของบ้านหลังหนึ่งในแถบชนบทของตัวเมืองหลวง

“เอ้าถึงแล้วรีบลงซะ” เฮดที่จำใจต้องมาส่งเขากล่าวขึ้นมาด้วยน้ำเสียงติดห้วนแล้วเปิดประตูลงรถไป มาวินเองก็เปิดประตูลงรถตามไปดูด้วย

บ้านที่เฮดพาตัวเขามานั้นดูจากสภาพต้นไม้รอบๆ ก็พอเดาได้ว่าถูกปล่อยร้างมานานนับปีแล้ว เพราะมันรกรุงรังและมีใบไม้หล่นเต็มพื้นหญ้าไปหมด จะดีหน่อยที่สภาพบ้านนั้นยังดูดีอยู่บ้าง บ้านของมาวิน ไวท์เซอร์นั้นเป็นบ้านสองชั้นสไตล์ยุโรปเก่าทำจากปูนอย่างดี ไม่ต้องเปิดเข้าไปคำว่าฐานะดีก็กระโจนเข้ามาใส่หน้าของชายหนุ่มเจ้าของบ้านแล้ว

เมื่อได้เปิดเข้าไปในบ้านมาวินยิ่งต้องเบิกตาโต ในบ้านนั้นกว้างขวางและถูกจัดตกแต่งราวกับคฤหาสน์ของคนรวยก็ไม่ปาน มาวินได้เข้าใจในทันทีว่าเจ้าตัวร้ายผู้ถูกหลอกใช้นี้นั้นเป็นคนที่มีฐานะดีมาก มิน่าหลังจากที่ถูกช่วยคืนสติจากการล้างสมองมาวินถึงไม่ยอมรับค่าทำขวัญอะไรจากทางสหพันธ์เลย

“เฮ้อ..ฉันไม่เข้าใจเลยจริงๆ นายเป็นลูกเศรษฐีมีเงินมีอนาคตไกลแท้ๆ ทำไมถึงผันตัวมาเป็นตัวร้ายของเมืองสร้างแต่ความวุ่นวายกัน ครอบครัวไม่อบอุ่นรึไง” เฮดที่พึ่งได้มาเห็นสภาพบ้านครั้งแรกก็อดไม่ได้ที่จะตกใจกับความฐานะดีของมาวิน เขาบ่นใส่คนที่หนีชีวิตดีๆ ที่ใครก็ฝันถึงนี้เพื่อไปทำเรื่องผิดกฎหมายสนองใจตนด้วยความเคืองใจ ยิ่งเห็นว่ามาวินเคยอยู่บ้านดีๆ ต่างจากเหยื่อที่มาวินจัดการเขาก็ยิ่งรู้สึกไม่ชอบใจที่เจ้าตัวจะได้ออกมาใช้ชีวิตอย่างสุขสบายแบบนี้

มาวินไม่กล่าวคำใดเพราะเขาเองก็สงสัยเช่นกันว่าทำไมมาวินที่มีฐานะทางบ้านดีขนาดนี้ถึงแปรผันไปเป็นอาชญกรได้ ชายหนุ่มถอนหายใจแล้วปล่อยตัวของลักกี้ลงจากอ้อมแขนให้ได้เดินสำรวจบ้านใหม่ ส่วนตัวเขานั้นก็ต้องสำรวจบ้านด้วยเช่นกัน

“ทางสหพันธ์ส่งคนมาทำความสะอาดงั้นเหรอ?” มาวินหันไปถามเฮดที่กำลังพิมพ์รายงานส่งผู้อำนายการหลังจากได้มาส่งเขาถึงบ้านแล้ว เพราะที่นี่นั้นสะอาดจนเหมือนพึ่งถูกคนมาทำความสะอาดไปได้ไม่กี่วันเอง

“ถามอะไรโง่ๆ นายคิดว่านายเป็นคนสำคัญมากจนถึงขนาดต้องส่งคนมาทำความสะอาดบ้านรอเลยรึไง” เฮดตอบกระแทกกระทั้นกลับมา ก่อนจะเดินหนีไปข้างนอกบ้าน

มาวินขมวดคิ้วน้อยๆ พยายามกล่อมให้ตัวเองใจเย็นลงและไม่นึกโกรธการกระทำของชายย่างวัยสามสิบปีคนนั้น เพราะมาวินนั้นเป็นอาชญากรที่ทางสหพันธ์ต้องตามล่ามาสองปีเต็มถึงจับตัวได้ จะโดนคนเกลียดมันคือเรื่องที่ปกติมาก และเขาควรจะเริ่มทำตัวให้ชินเข้าไว้เพราะดูจากทรงคงได้อยู่ในร่างนี้อีกนานเลย

เส้นผมสีแดงที่ยาวจนถึงกลางหลังขยับไปมาตามทุกท่วงท่าการขยับของมาวิน เขากำลังเดินสำรวจบ้านหลังนี้ด้วยความสนใจ ที่บ้านหลังนี้มีฟอร์นิเจอร์ครบทุกชิ้น แต่ที่แปลกคือกรอบรูปที่อยู่ในทุกส่วนของบ้านนั้นกลับไร้ซึ่งรูปภาพ แถมยังมีบางอันที่กระจกเป็นรอยร้าวด้วย เหมือนว่าในบ้านหลังนี้จะเคยมีเหตุการณ์อะไรมาก่อน

“กรอบรูปเยอะแถมบ้านยังหลังใหญ่แบบนี้คงไม่ได้อยู่คนเดียวแน่ๆ แล้วครอบครัวคนที่เหลือของมาวินหายไปไหนหมดกัน” เขาพึมพำเสียงเบาคิดพิจารณาความเป็นไปของตัวละครมาวิน ไวท์เซอร์ด้วยทักษะการคาดเดาของนักอ่านคนหนึ่ง ในตอนนี้ที่เขาต้องมาใช้ชีวิตในฐานะของมาวินแล้วเขาควรที่จะรู้จักตัวของมาวินให้มากขึ้น เขาจะได้ไม่ต้องอ้ำอึ้งทุกครั้งที่คนหันมาถามเขาว่าเขาไปเป็นผู้ก่อการร้ายทำไมทั้งที่ชีวิตดูดีขนาดนี้ และเขาจะได้หาทางแก้ไขได้

จนแล้วมาวินก็มาหยุดอยู่ที่ห้องครัว บนเคาน์เตอร์นั้นมีแซ่ที่ทำจากเถาวัลย์กุหลาบแห้งเหี่ยววางอวดโฉมอยู่ สัญชาติญาณของมาวินกู่ร้องบอกว่าอาวุธชิ้นนี้นั้นเคยงดงามมากกว่านี้เพราะมันไม่เคยเหี่ยวเฉา ทว่าเมื่อพลังของผู้เป็นเจ้าของหายไปคงไม่แปลกที่เถาวัลย์จะเฉาลง

“มองขนาดนั้นคิดถึงตอนที่ตัวเองใช้แซ่นั่นฆ่าคนอยู่รึไง?”

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...