โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Matilda Effect ปรากฏการณ์ที่ผู้หญิงเก่ง (ถูกทำให้) หายไปในแวดวงวิชาการ

The Momentum

อัพเดต 16 ก.ค. 2567 เวลา 11.01 น. • เผยแพร่ 16 ก.ค. 2567 เวลา 02.50 น. • THE MOMENTUM

ใครทำอะไรให้โลกมากกว่ากัน ผู้ชายหรือผู้หญิง

คำถามนี้มาจากวิดีโอหนึ่งที่เป็นกระแสใน TikTok ซึ่งผู้โพสต์ไล่เลียงรายชื่อของนักคิดคนสำคัญที่ประดิษฐ์หลอดไฟ เป็นมหาเศรษฐีระดับโลก หรือแม้แต่คนที่เหยียบดวงจันทร์เป็นคนแรก เพื่อทำให้เห็นว่า ทั้งหมดในนั้นล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชาย คล้ายกับมีคำตอบอยู่ในใจแล้วว่า ผู้ชายย่อมเป็นเพศที่สร้างสรรค์สิ่งดีๆ และมีความสามารถมากกว่าผู้หญิงอย่างเห็นได้ชัด

แล้วผู้หญิงทำอะไรที่ยิ่งใหญ่ให้กับโลกใบนี้บ้าง

นอกจากการเป็นแม่ของลูก ภรรยาที่สนับสนุนสามี หรือเป็นลูกสาวที่ดีแล้ว อันที่จริงผู้หญิงอยู่ในทุกวงการ และทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต่างจากผู้ชาย แต่จะมีข้อแตกต่างคือ ช่วงเวลาที่ผ่านมาพวกเธออาจถูกกีดกันให้ออกจากพื้นที่ของความรู้ หรือต่อให้พยายามจนได้เข้าไปอยู่ในวงการวิชาการ และประสบความสำเร็จขึ้นมา ก็ไม่ได้รับการยอมรับในระดับที่ทัดเทียมกับผู้ชายอยู่ดี

หลายคนอาจคุ้นเคยกับคำว่า ‘Glass Ceiling’ หรือเพดานกระจก ซึ่งใช้เปรียบเทียบถึงอุปสรรคที่ขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงเติบโตในทางหน้าที่การงาน แต่ยังมีปรากฏการณ์ในทำนองคล้ายกันที่มักเกิดขึ้นกับผู้หญิงในวงการนักคิดและวิทยาศาสตร์ ซึ่งเรียกกันว่า ‘Matilda Effect’

แนวคิด Matilda Effect ถูกคิดขึ้นในปี 1993 โดย มาร์กาเรต รอสซิเตอร์ (Margaret Rossiter) นักประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์ เพื่อใช้อธิบายถึงสถานการณ์ที่นักคิดหญิงไม่ได้รับการยอมรับ ถูกมองข้ามในความสามารถ หรือแม้กระทั่งถูกขโมยผลงานจากผู้ชาย

ปรากฏการณ์ Matilda เรียกตามชื่อของ มาทิลดา เกจ (Matilda Gage) นักเขียนและนักเคลื่อนไหวเรื่องสิทธิสตรีในศตวรรษที่ 19 ซึ่งเกจเคยมีผลงานที่เกี่ยวกับการเรียกร้องสิทธิให้ผู้หญิงในแวดวงวิชาการรวมถึงสิทธิสตรี เช่น Woman as an Inventor (1870) ที่เขียนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวผู้หญิงที่ประดิษฐ์นวัตกรรมสำคัญมากมาย เช่นกล้องโทรทรรศน์ทะเลน้ำลึก แต่กลับไม่ได้รับความดีความชอบ

“บ่อยครั้งที่นักวิทยาศาสตร์หญิงที่คิดค้นผลงานไม่ได้รับรางวัลโนเบล และรวมถึงไม่ได้รับการเสนอชื่อแสดงงานวิจัย หรือเป็นได้เพียงแค่ชื่อเล็กๆ ที่ห้อยอยู่ในเชิงอรรถ” เคที ฮาฟเนอร์ (Katie Hafner) นักข่าวและผู้ดำเนินโครงการสนับสนุนเพศหญิงในแวดวงวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ Lost Women of Science กล่าวเสริมเรื่องนี้

แน่นอนว่า การโดนเคลมผลงานที่ตนเองภาคภูมิใจ หรือโดนมองข้ามไปนั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวด แต่เพราะในอดีตผู้หญิงถูกกีดกันไม่ให้เข้าถึงการศึกษาและการทำงาน นักคิดหญิงหลายร้อยคนจึงต้องจำใจเผชิญกับ Matilda Effect โดยไม่ได้รับการยอมรับนับถือเท่าที่ควร เพียงเพราะเพศกำเนิดของพวกเธอเป็นผู้หญิง

หนึ่งในนั้นคือ กรณีของ โรซาลินด์ แฟลงคลิน (Rosalind Franklin) นักเคมีหญิงผู้นำทีมค้นพบสิ่งเปลี่ยนแปลงโลกอย่างระบบโครงสร้าง DNA แต่ผู้ที่ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสรีรวิทยาในปี 1962 จากผลงานชิ้นนี้ กลับมีเพียงนักวิจัยชายซึ่งเป็นเพื่อนร่วมงานของเธอ ในขณะที่ผู้ชายได้รับรางวัลระดับโลก ทั้งที่เป็นเจ้าของผลงาน โรซาลินด์กลับไม่ได้รับรางวัลใดๆ ในตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เลย

นอกจากนี้ ยังมีนักคิดหญิงหลายคนที่ต้องเจอกับสถานการณ์คล้ายกัน เช่น เอสเทอร์ เลเดอร์เบิร์ก (Esther Lederberg) นักพันธุศาสตร์หญิงผู้ค้นพบพันธุศาสตร์แบคทีเรีย แต่คนที่ได้รับรางวัลโนเบลและตำแหน่งทางวิชาการกลับเป็นสามีของเธอ, โจเซลิน เบลล์ เบอร์เนล (Jocelyn Bell Burnell) นักดาราศาสตร์หญิงผู้ค้นพบพัลซาร์ แต่อาจารย์ของเธอกลับเป็นผู้ได้รับรางวัลโนเบลแทน หรือลีเซอ ไมต์เนอร์ (Lise Meitner) นักฟิสิกส์หญิงที่ร่วมค้นพบการแบ่งแยกนิวเคลียส แต่มีเพียง ออตโต ฮาน (Otto Hahn) เพื่อนร่วมงานชายที่ได้รับรางวัลโนเบลในสาขาเคมีไปในปีนั้น

ถึงจะมีความพยายามในการผลักดันเรื่องความเท่าเทียมทางเพศในวงการวิทยาศาสตร์ โดยการปฏิรูปการศึกษาและทำลายภาพเหมารวมทางเพศแบบเดิมๆ จนสัดส่วนของผู้หญิงในสาขา STEM เพิ่มสูงขึ้น แต่ผู้หญิงก็ยังคงเผชิญกับอุปสรรคหลายด้านในการทำงาน เช่น ช่องว่างทางรายได้ที่เกิดจากเหตุแห่งเพศ (Gender Pay Gap) หรือการรักษาสมดุลในชีวิตส่วนตัว ที่ทำให้การมีลูกหรือมีครอบครัวยังคงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้หญิงถ้าอยากเติบโตในสายงานนี้

สุดท้ายแล้ว ผลงานควรอิงจากความสามารถไม่ใช่อิงกับเพศ ไม่เพียงแต่วงการวิทยาศาสตร์หรือรางวัลโนเบลเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลากหลายแวดวงที่ยังคงเป็นพื้นที่ของผู้ชาย ในทางกลับกัน หลายงานก็ยังคงถูกเหมาว่าเป็นของผู้หญิง Matilda Effect จึงเป็นเพียงหนึ่งในผลกระทบที่เกิดจากการกำหนดบทบาททางเพศแบบเหมารวม ซึ่งสะท้อนถึงความไม่เท่าเทียมทางเพศในภาพกว้าง

ที่มา:

https://www.bbc.com/travel/article/20230703-matilda-joslyn-gage-the-suffragist-who-defied-the-us-government

https://www.lostwomenofscience.org/news/the-matilda-effect-how-women-are-becoming-invisible-in-science

https://www.openculture.com/2018/08/the-matilda-effect.html

https://www.tiktok.com/@naveed_bhrm/video/7388851424643271954?lang=en

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...