สะพัด! “หมอบุญ” ก่อหนี้ท่วม 7 พันล้าน จมลงทุน “จิณณ์เวลบีอิ้ง”
แหล่งข่าววงการการเงิน เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ถึงกรณีคณะกรรมการตรวจสอบ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบความผิดปกติการทำรายการ 2 บริษัทย่อย คือ บริษัท โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง จำกัด (THB) ซึ่ง THG ถือหุ้น 83.03% และบริษัท ที เอช เฮลท์ จำกัด (THH) ซึ่ง THG ถือหุ้น 51.22% ซึ่งทั้ง 2 บริษัทดังกล่าวให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท ราชธานีพัฒนาการ (2014) จำกัด (RTD) เป็นบริษัทที่กลุ่มครอบครัววนาสินเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ช่วงเดือนธันวาคมปี 2565-2566 รวมเป็นเงิน 145 ล้านบาท
และ THB ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท ไทย เมดิเคิล กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทที่ RTD เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในปี 2566 รวมทั้งสิ้น 10 ล้านบาท และ THH สั่งซื้อสินค้าจากบริษัทซึ่งจดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ แต่ไม่ได้มีการรับมอบสินค้าจริงในปี 2566 รวมเป็นเงิน 55 ล้านบาท ว่า นายแพทย์บุญ วนาสิน (หมอบุญ) อดีตประธานกรรมการ และในฐานะผู้ก่อตั้ง THG ปัจจุบันมีหนี้สินส่วนตัวและหนี้สินเกี่ยวพันกับ THG ตอนสมัยนั่งบอร์ดบริหารงานทั้งในระบบและนอกระบบ รวมกันสูงกว่า 7,000 ล้านบาท
สำหรับหนี้สินดังกล่าวเป็นจำนวนหนี้ที่ค่อนข้างสูง และมีอัตราดอกเบี้ยจ่ายต่อปีที่สูงตามไปด้วย ทำให้ “หมอบุญ” เกิดการหมุนเงินส่วนตัวเพื่อจ่ายหนี้ไม่ทัน ซึ่งจากที่ทราบมาจากบุคคลใกล้ชิดของ “หมอบุญ” ช่วงที่ผ่านมาได้มีการเอาที่ดินและทรัพย์สินส่วนตัวที่มีเกือบทั้งหมดไปจำนอง เพื่อกู้เงินออกมาจำนวนมาก (ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่ามีสินทรัพย์ THG หรือ โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง รวมอยู่ด้วยหรือไม่)
ดังนั้น เมื่อหลายโครงการดำเนินการอยู่สมัยที่ “หมอบุญ” นั่งบริหารสะดุด และการดำเนินงานไปได้ไม่ดีนัก และเงินส่วนตัวเริ่มหมุนไม่ทัน ทำให้ “หมอบุญ” เริ่มหาวิธีดึงเงินออกจาก THG เพื่อนำมาหมุนเวียนการชำระหนี้ ซึ่งวิธีที่ง่ายที่สุดคือการคิดโปรเจกต์ใหม่ ๆ ขึ้นมา และบวกตัวเลขค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้าไปให้สูงกว่าเดิม ซึ่งบอร์ดบริหารของ THG ในชุดปัจจุบันต้องเข้าไปตรวจสอบว่าขณะนี้มีโครงการไหนที่ผิดปกติอีกหรือไม่
ทั้งนี้ ที่ผ่านมา “หมอบุญ” มีการนำเงินส่วนตัวและในนาม THG ไปลงทุนในหลายโครงการ เช่น 1)โครงการโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง มูลค่ามากกว่า 4,000 ล้านบาท (THG ถือหุ้นอยู่ 83.03%) ซึ่งจากการพัฒนาโรงพยาบาลหลายแห่งของเครือโรงพยาบาลต่าง ๆ แล้ว ถือว่าการลงทุนโรงพยาบาลบำรุงเมืองใช้งบลงทุนที่สูงจนเกินไป โดยช่วงที่มีการปรับปรุง (รีโนเวต) มีรายการค่าใช้จ่ายสูงถึง 2,500 ล้านบาท ถือว่าผิดปกติมาก และที่สำคัญนับตั้งแต่เปิดให้บริการมาจนถึงปัจจุบัน ผลการดำเนินงานมีขาดทุนจำนวนมากมาตลอด บวกกับมาเจอช่วงเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 จนถึงปัจจุบันผู้ป่วยต่างชาติยังไม่แน่ชัดว่าได้กลับมาใช้บริการหรือไม่ รวมทั้งล่าสุดไทยมีประเด็นผู้ป่วยตะวันออกกลางชะลอเข้ามารักษาด้วย
2) โครงการ จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ (ที่อยู่อาศัยหลังวัยเกษียณ) มูลค่าลงทุนกว่า 4,400 ล้านบาท (เฟสแรก) บนพื้นที่ 140 ไร่ ริมถนนพหลโยธิน รังสิต อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ประกอบด้วย คือ 1.Active Living ส่วนที่พักอาศัยอาคาร Lowrise 7 ชั้น จำนวน 13 อาคาร รวม 1,300 ยูนิต 2.Aged Care Center อาคารสำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ และ 3.Clubhouse & Wellness Center ที่มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ สปา ฟิตเนส สระว่ายน้ำ และบริการเพื่อสุขภาพ เพื่อให้บริการทางการแพทย์เพื่อป้องกัน รักษา และฟื้นฟูด้วยทีมบุคลากรทางการแพทย์
สำหรับโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ “หมอบุญ” นำเงินไปลงทุนค่อนข้างมากและโครงการมีผลขาดทุนสูง เนื่องจากยอดขายห้องชุดในโครงการมียอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งลูกค้าชาวไทยและชาวต่างชาติ เนื่องจากโครงการทยอยสร้างเป็นเฟส ยังไม่เห็นรูปร่างชัดเจน และช่วงที่เริ่มเปิดให้บริการยังเจอการระบาดโควิด-19 รวมถึงปัจจุบันมีผู้เล่นเครือโรงพยาบาลหลายรายที่ได้พัฒนาที่อยู่อาศัยหลังวัยเกษียณ หรือสำหรับผู้สูงอายุน่าดึงดูดกว่า เป็นต้น
นอกจากนี้ “หมอบุญ” ยังมีปัญหากรณี “เช็คเด้ง” ด้วย และมีเรื่องการนำหุ้นไปจดจำนอง โดยก่อนหน้านี้ “หมอบุญ” ใช้ชื่อตัวเองในการถือหุ้น THG แต่ภายหลังได้ถูกเปลี่ยนมาใช้ชื่อภรรยาและถือในนามลูกสะใภ้ ซึ่งปัจจุบันมีการหย่าร้างกับลูกชายหมอบุญได้ 4-5 เดือน ซึ่งทราบมาว่าที่ผ่านมามีคดีฟ้องร้องส่งมาบ้านจำนวนมาก เพื่อขอยึดหุ้น THG ที่เอาไปเป็นหลักประกันกู้ยืมเงินไว้ โดยอดีตลูกสะใภ้ไม่ทราบเรื่องการทำรายการดังกล่าว และไม่ได้เป็นคนเซ็นชื่อในสัญญา เบื้องต้นอดีตลูกสะใภ้แจ้งความที่สถานีตำรวจไว้แล้ว
ด้านแหล่งข่าววงการแพทย์ เปิดเผยกับ “ข่าวหุ้นธุรกิจ” ว่า กรณีที่ THG ได้พบความผิดปกติการทำรายการ 2 บริษัทย่อย (เชื่อมโยงครอบครัววนาสิน) กรณีการกู้ยืมเงินภายในและสั่งสินค้าแต่ไม่มีการรับมอบสินค้าจริง พร้อมยอดหนี้คงค้างหลักร้อยล้านบาท ได้แก่ บริษัท โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง จำกัด (THB) ซึ่ง THG ถือหุ้น 83.03% และบริษัท ที เอช เฮลท์ จำกัด (THH) ซึ่ง THG ถือหุ้น 51.22% ซึ่งแต่ละบริษัทมี “กลุ่มครอบครัววนาสิน” เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่อยู่นั้น ไม่น่าจะมีแค่เพียง 2 รายการนี้
โดยกรณี THB และ THH ให้กู้ยืมเงินแก่บริษัท ราชธานีพัฒนาการ (2014) จำกัด (RTD) ซึ่งเป็นบริษัทพัฒนาที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ บอร์ดอนุมัติให้ดำเนินการได้อย่างไร และไม่ได้มีการรายงานในงบการเงิน อีกทั้งบอร์ดโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง และบอร์ด THG ในตอนนั้น จะอ้างว่าไม่รู้เรื่องได้อย่างไรในการอนุมัติการทำรายการดังกล่าวว่าจะไม่ได้รับประโยชน์ ทั้งที่รายการดังกล่าวทำร่วมกับบริษัทไม่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางการแพทย์ หรือการแพทย์โดยตรง
นอกจากนี้ มีประเด็นที่น่าติดตามต่อไปคือ บอร์ดโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง และบอร์ด THG จะทำอย่างไรบ้าง เพราะปัจจุบันยังไม่มีใครออกมาแสดงความรับผิดชอบ มีเพียงแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่าพบรายการอันควรสงสัย และจะดำเนินการอย่างโปร่งใส หากเรื่องใหญ่ขึ้นอาจส่งผลไปยังกลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยด้วย
รวมทั้งนายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ ในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารในปัจจุบัน ต้องเป็นคนรับผิดชอบ หรือออกมาแสดงความต้องรับผิดชอบ เพราะเป็นเวลากว่า 2 ปีแล้วที่ “หมอบุญ” ไม่ได้มีตำแหน่งใด ๆ ใน THG อาจไม่ได้รับผิดอะไรเลยในทุกเรื่อง หากว่า “หมอบุญ” มีความผิดจริง
“ปัจจุบันต่างคนต่างไม่อยากออกหน้าแล้ว เนื่องจากทุกคนกลัวโดนโยงกันหมด เพราะปล่อยให้คนไม่มีตำแหน่งในบริษัทเข้ามาแทรกในการบริหารงาน ทุกฝ่ายน่าจะไม่ปล่อยให้เรื่องบานปลายไปกว่านี้แล้ว จึงแจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ถึงความผิดปกติดังกล่าวออกมา และล่าสุด THG แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ผู้ถือหุ้นติดตามแค่แหล่งข่าวจาก THG เท่านั้น ไม่ต้องฟังตาม “หมอบุญ” ออกมาให้ข้อมูล” แหล่งข่าว กล่าว
นอกจากนี้ ในแง่ความสัมพันธ์ของบริษัท โรงพยาบาลรามคำแหง จำกัด (มหาชน) หรือ RAM ผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับหนึ่งของ THG ถือหุ้น 208,378,474 หุ้น หรือคิดเป็น 24.59% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ได้ออกมาประกาศแล้วว่าไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับ “หมอบุญ” อดีตประธานกรรมการ THG ซึ่งต้องติดตามต่อว่ากลุ่ม RAM จะดำเนินการอย่างไรต่อเพื่อเอาผิดกับหมอบุญอย่างไร
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากข้อมูลงบการเงิน THG สิ้นสุดไตรมาส 3/2567 ที่ผ่านมา พบว่าเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด อยู่ที่ 824.17 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 13,178 ล้านบาท มีหนี้ระยะยาวที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี 1,657 ล้านบาท (หนี้สถาบันการเงิน 1,627 ล้านบาท และหนี้อื่น ๆ 30 ล้านบาท) อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E ratio) อยู่ที่ 1.27 เท่า, อัตราส่วนความสามารถชำระดอกเบี้ยอยู่ที่ 1.39 เท่า, อัตราส่วนสภาพคล่อง (Current ratio) อยู่ที่ 0.65 เท่า, วงจรเงินสด (cash cycle) อยู่ที่ 99.01 วัน และ THG มีหนี้หุ้นกู้ระยะยาว 2 ชุด รวมทั้งสิ้น 1,700 ล้านบาท โดยครบกำหนด 30 พ.ค. 2570 มูลค่า 700 ล้านบาท และครบกำหนด 30 พ.ค. 2572 มูลค่า 1,000 ล้านบาท
สำหรับบริษัท ราชธานีพัฒนาการ (2014) จำกัด หรือ RTD มีกลุ่มครอบครัววนาสินถือหุ้น 40.80%, บริษัท ไทย เมดิเคิล กรุ๊ป จำกัด มีกลุ่มครอบครัววนาสินและ RTD ถือหุ้น 36.1% และ Scientific Software Solutions ถือเป็นบริษัทกระดาษ (Paper Company) ที่ใช้เพื่อทำธุรกรรมเฉพาะ จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2566 ที่ตั้งอยู่ที่ 99, Cashew Road, Cashew Heights, #11-04,Singapore 679670
อนึ่ง จากข้อมูลดังกล่าวข้างต้น ยังไม่ได้เป็นการบ่งชี้หรือตัดสินว่า “หมอบุญ วนาสิน” มีความผิดหรือมีส่วนเกี่ยวกับการกระทำผิดใด ๆ จึงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิสูจน์ความจริงกันต่อไป