ลองขับ Tank 300 ลุยออฟโรดด้วย Tank Turn และเร่ง 0-100 ใน 7.3 วินาที แลกค่าตัว 1.799 ล้านบาท
ลองขับ Tank 300 ทั้งทางดำและทางดิน ลุยแบบคนขับออฟโรดไม่เป็น พบฟังก์ชั่นเด็ดที่ช่วยขับง่ายขึ้น พร้อมสมรรถนะแรงเหลือเฟือ แซงความประหยัดไปไกล มีข้อสังเกตที่ต้องพิจารณาก่อนซื้อด้วย
ลองขับกับรุ่นท็อป
การลองขับ Tank 300 ครั้งนี้ ทีมงาน Autofun ใช้รถรุ่นท็อป Ultra ซึ่งมีราคา 1,799,000 บาท โดยมีจุดเด่นที่ต่างจากรุ่นเริ่มต้นอย่างชัดเจนนั่นคือ ยางแบบ All Terrain หลังคาซันรูฟไฟฟ้า ระบบคุมรถในเลน ระบบเตือนการชนด้านหลังและเบรคอัตโนมัติ เบาะระบายอากาศปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมจำตำแหน่ง ที่ชาร์จไร้สาย ฯลฯ
อ่านเพิ่มเติม : TANK 300 Pro vs Ultra ต่างกันยังไง ควรเพิ่มเงินแสนห้าให้ตัวท็อปไหม
แสดงภาพใต้ท้องรถ
Tank 300 ในการลองขับครั้งนี้ เริ่มต้นจากการขับบนทางดินนิ่ม เราหมุนปุ่ม 4L อย่างเบามือ ก้จะส่งผลให้เฟืองดิฟล็อคขบกันด้วยไฟฟ้าแล้ว อันนี้อาจจะยังไม่ว้าวเท่าไหร่ เพราะรถขับเคลื่อน 4 ล้อในปัจจุบันมีกันครบเกือบทุกรุ่นแล้ว แต่สิ่งที่พิเศษกว่าใครก็คือ โหมดการแสดงภาพแบบเสมือน ทำให้เราได้เห็นสภาพพื้นถนนใต้ท้องรถจริง ๆ ช่วยในการตัดสินใจว่า ทางที่ย่ำลงไปนั้น ตรงกับแนวล้อหรือจะตกถนนหรือไม่ โดยคุณภาพของกล้องและจอภาพ แสดงภาพหน้ารถได้ละเอียดดี แต่ภาพใต้ท้องรถจะเบลอกว่ามาก
ลองเล่น Tank Turn
ระบบช่วยขับขี่อีกอย่างที่ไม่เหมือนใคร นั่นคือระบบ Tank Turn ที่ทำงานโดยการล็อคล้อหลังในฝั่งที่ต้องการเลี้ยว เพื่อลดรัศมีวงเลี้ยวลงไป เช่น เมื่อรถหยุดนิ่ง เรากดเปิดระบบนี้ตอนหักพวงมาลัยไปทางซ้าย ระบบจะใส่เบรคมือที่ล้อหลังซ้ายให้ล้อหยุดหมุน ส่วนล้ออื่น ๆ เคลื่อนไปทางซ้ายตามปกติ โดยจะลากล้อซ้ายไถลไปตามพื้นกรวดหรือโคลนเลน แต่จะไม่ได้ผลกับพื้นปูนที่มีความเสียดทานสูง ดังนั้นใครหวังว่าจะใช้ระบบ Tank Turn บนพื้นปูน บังคับให้ล้อหลังหยุดตายตัวเป็นจุดหมุนของการเลี้ยว อาจจะผิดหวังตรงนี้เล็กน้อย
วิธีใช้งาน Tank Turn
หยุดรถ เข้าเกียร์ N ถอนเบรคมือไฟฟ้า
หมุนลูกบิดที่แป้นเกียร์เข้าโหมด 4L
กดปุ่ม Offroad Cruise Control ที่แป้นเกียร์แถบซ้าย
กดปุ่ม Tank Turn ที่แป้นเกียร์ซ้ายล่าง
หมุนพวงมาลัย เข้าเกียร์ D แล้วออกตัวตามปกติ
ลองระบบช่วยถอย
ระบบช่วยขับขี่ยังมีการถอยหลังอัตโนมัติ ซึ่งระบบทำงานได้ดีทั้งทางดำและทางลูกรัง รวมถึงทางชันก็ยังสามารถถอยหลังขึ้นเนินพร้อมเลี้ยวกลับไปตามทิศทางเดิมได้อย่างแม่นยำในระยะทางไม่เกิน 50 เมตร นับว่ามีประโยชน์สำหรับคนที่เลี้ยวไปผิดทาง หรือเปลี่ยนใจกลับเส้นทางเดิม ในสภาพไม่มีที่กลับรถ นอกจากนี้ยังมีระบบช่วยจอด 3 รูปแบบคือ จอดเข้าซอง จอดขนาน และจอดเฉียงได้ด้วย
ขับบนทางดำ
หลังจากลองระบบทางออฟโรดไปแล้ว ก็ขึ้นถนนมาบนทางดำ เราใช้โหมดการขับขี่ทั้งแบบปกติ แบบอีโค่ และแบบสปอร์ต ซึ่งตัวรถจะปรับความหนักของพวงมาลัยและเบรคให้นิ่มนวลหรือหนักแน่นขึ้นอย่างชัดเจน โดยในโหมดอีโค่จะนุ่มมือและเท้า เบาแรงไปหมด พร้อมเฉลี่ยกำลังลงสู่ล้อหลัง ส่วนโหมดสปอร์ตนั้นก็จะตึงมือเท้า คันเร่งไว พวงมาลัยหน่วงดี เหมาะกับขับทางไกล ใช้แซงรถบรรทุกได้ดี ทันใจตามสั่งมาก
อัตราเร่ง 0-100
เครื่องยนต์เบนซิน 2.0 ลิตรเทอร์โบ พ่วงไฮบริด ปรับโหมดสปอร์ตแล้วทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ได้เวลา 7.3 วินาทีแลกกับอัตราสิ้นเปลืองประมาณ 10 กม./ล. และทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 180 กม./ชม. นับว่าแรงดีจนไม่คาดคิดว่า รถรูปร่างหน้าตาทรงกล่องใส่ยางออฟโรด จะพุ่งกระฉุดขนาดนี้
จุดสังเกต
ความแรงที่แลกมาด้วยค่าน้ำมันแล้ว ยังแลกมาด้วยเสียงลมที่ความเร็ว 120 กับเสียงยาง AT ที่ดังชัดเจน พร้อมกับช่วงล่างที่แน่นหนาตึงตังอยู่ไม่น้อย ทำให้การเดินทางบนความเร็วสูง ผู้โดยสารอาจจะไม่ได้รับความนุ่มเงียบจนหลับในรถได้สบาย
มีรุ่นยางเงียบให้เลือก
หากต้องการใช้งานทางดำเป็นหลัก ควรเลือกรุ่น Pro ที่มียางนุ่มเงียบกว่า ประหยัดน้ำมันกว่าเล็กน้อย แลกกับระบบไฮเทคหายไปหลายอย่าง ต้องไปลองขับแล้วชั่งใจกันดูเอาเอง ด้วยภาพลักษณ์รถทรงกล่องดุดันแบบนี้ มันก็ไม่ควรคาดหวังความนิ่มนวลและประหยัดน้ำมันอยู่แล้วครับ