โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

รมว.เอกนัฏ สะกิดปม SME ไทย ไม่โตเพราะอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ-ไทยนอมินี

การเงินธนาคาร

อัพเดต 30 พ.ค. 2568 เวลา 17.06 น. • เผยแพร่ 30 พ.ค. 2568 เวลา 10.06 น.

รมว.เอกนัฏ ย้ำ SME ไทย จะไปรอดต้องกำจัด “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” จี้รัฐต้องปกป้องอุตสาหกรรมต้นน้ำ-คุมธุรกิจปลายน้ำต้องไม่เป็น “ไทยนอมินี” เปิดทางธุรกิจสีขาวมีโอกาสโต จี้ BOI ทบทวนเปิดประตูบ้านรับทุนนอกต้องเป็นตลาดใหม่ให้ SME ไม่ใช่นอมินีเข้ามาแข่ง

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ยกระดับ SMEsไทย เติบโตฝ่าวิกฤตอย่างยั่งยืน” ในการเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรม SME BEYOND เติมทุนปลุกพลังเติบโตยั่งยืน” จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ว่า ในภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ทำให้ไทยยิ่งประสบกับความท้าทายเรื่องของสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาขายในประเทศซึ่งหลายตัวไม่มีคุณภาพ

สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเซฟธุรกิจของคนไทยเพราะหลายธุรกิจที่เข้ามาแทนที่จะทำประโยชน์ประเทศและธุรกิจของคนไทยและคนไทยกลับกลายเป็น “ธุรกิจศูนย์เหรียญ” ที่ทำลายธุรกิจคนไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือ SME

“วันนี้เราเจอกับนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศไปถึงเรื่อง Disruption ทางเทคโนโลยี แต่ในทุกความท้าทาย ทุกวิกฤติประเทศไทยยังมีโอกาส นักลงทุนจากบริษัทต่างชาติขาดใหญ่ใหญ่กลับมองว่าประเทศไทยน่าสนใจ ด้วยโลเคชั่นของประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความสงบ น่าสนใจ น่าลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีทั้งสงครามการค้าและสงครามจริง”

อย่างไรก็ดีในยุคนี้เป็นยุคที่ต้องทำให้เร็ว ไทยเคยเป็นเสือแต่วันนี้ไทยกลายเป็น“เสือนอนกิน” จากการปล่อยผ่านให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมอยู่เฉยมานาน ไม่เคยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการตะหนักถึงวิธีการปรับตัว

ที่ผ่านมา “กระทรวงอุตสาหกรรม” ได้ดำเนินการจัดการกับปัญหา“อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” อย่างจริงจังเพราะปัจจุบันแม้ว่าไทยจะมีเม็ดเงินการลงทุนที่ไหลเข้าประเทศและตัวเลขการส่งออกล่าสุดเพิ่มขึ้นมา 10% แต่ GDP ไม่เติบโต ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านให้ต่างประเทศใช้นำเข้า-ส่งออกผ่านการสวมสิทธิ์ และไม่สามารถเก็บเกี่ยวโอกาสและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเม็ดเงินการลงทุนที่เข้ามาได้เลย

สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ กำจัดอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ เพราะหลายบริษัทที่เข้ามาไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจบ้านเรา ระบบเศรษฐกิจของเราขาตั้งอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เพราะที่ผ่านมาเราไม่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ แต่ให้ความสำคัญกับการดึงบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามา ผ่าน BOI มีการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีและไม่เคยลงไปตรวจสอบว่าธุรกิจเหล่านี้ให้ประโยชน์กับประเทศอย่างไรบ้าง

ขณะเดียวกันเราคิดที่จะปกป้องธุรกิจอุตสาหกรรมปลายน้ำ ร้านอาหาร โรงแรมต่าง ๆ ก็มีเรื่องของหุ้นต่างด้าว เพราะฉะนั้นวันนี้ระบบเศรษฐกิจของไทยต้นน้ำก็ถูกบุก ส่วนปลายน้ำก็รั่วโดย“ไทยนอมินี” ผลประโยชน์มาไม่ถึงคนไทยและยังไม่ปลอดภัยกับชีวิตคนไทยจากการลดต้นทุน ใช้ของไร้คุณภาพในการผลิตรวมทั้งเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม”

รมว.เอกนัฏ กล่าวต่อไปว่าการกวาดล้างอุตสาหกรรมสุดเหรียญธุรกิจสีเทาออกไปเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับ“ธุรกิจสีขาว” อุตสาหกรรมที่จะเข้ามาใหม่จะต้องไม่แย่งธุรกิจคนไทย หรือเป็นศัตรูกับอุตสาหกรรมต้นน้ำและไม่แข่งธุรกิจปลายน้ำ แต่เข้ามาในลักษณะของการร่วมทุนกับคนไทยในการทำธุรกิจที่ดี ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่คนไทยไม่สามารถทำได้ ช่วยพัฒนาแรงงาน ทำให้ธุรกิจไทยเติบโตไปด้วยรวมทั้งสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ในการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการในโลกยุคใหม่ให้กับตลาดโลก อย่างไรก็ดี BOI จะต้องทบทวนแรงจูงใจที่จะให้บริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

“ได้รับบทเรียนเพียงพอแล้วจากการที่เปิดประตูต้อนรับเม็ดเงินการลงทุนโดยไม่ดูว่าธุรกิจเหล่านี้เข้ามาแล้วสร้างผลเสียหรือประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่จัดการกับอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญธุรกิจดีก็ไม่เกิด เพราะของดีแข่งกับของเสียไม่ได้ โลกยุคใหม่จะคิดถึงแต่ภาษีอย่างเดียวไม่ได้

เราต้องลงทุนกับธุรกิจไทยและคนไทย จ้างงาน สนับสนุนการ Reskill Upskill ให้คนไทยมีทักษะและความสามารถในการทำงานกับบริษัทที่เข้ามาใหม่ วันนี้เป็นจังหวะของโอกาสไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ ,Smart Electronics , Data Center หรือแม้แต่BCG

โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ทุนเหล่านี้อุดหนุนธุรกิจของ SME ดังนั้นการดึงบริษัทหรือเม็ดเงินใหญ่ๆเข้ามาต้องเป็นตลาดใหม่ให้ธุรกิจ SME ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ทุนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้คนไทยใช้ของไทย รัฐบาลไทยต้องเริ่มซื้อของคนไทยในการจัดซื้อจัดจ้าง”

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องใช้เงินทุน แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมในเวลานี้สถาบันการเงินทั่วไปเลือกป้องกันความเสี่ยง ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ ดังนั้น รัฐบาลจึงมอบนโยบายให้ SME D Bank เป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการสนับสนุนพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน

ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุน ประคับประคองข้ามผ่านสถานการณ์ยากลำบาก เดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ ผ่านโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) วงเงินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจและทุกความต้องการเอสเอ็มอีไทย รวมถึง สอดคล้องกับส่งเสริมเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายประเทศ

โดยมีจุดเด่นอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่

  • สินเชื่อ "SME Green Productivity" วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการลงทุนติดตั้งระบบอุปกรณ์ โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าพลังงาน และมุ่งสู่ธุรกิจสีเขียว
  • สินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" วงเงินกู้สูงสุด 1.5 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 2 ล้านบาท ช่วยต่อยอดเพิ่มสภาพคล่องในธุรกิจ
  • สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อเพิ่มศักยภาพยกระดับการดำเนินธุรกิจ และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ

อ่านข่าว เศรษฐกิจทั่วไทย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...