รมว.เอกนัฏ สะกิดปม SME ไทย ไม่โตเพราะอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ-ไทยนอมินี
รมว.เอกนัฏ ย้ำ SME ไทย จะไปรอดต้องกำจัด “อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” จี้รัฐต้องปกป้องอุตสาหกรรมต้นน้ำ-คุมธุรกิจปลายน้ำต้องไม่เป็น “ไทยนอมินี” เปิดทางธุรกิจสีขาวมีโอกาสโต จี้ BOI ทบทวนเปิดประตูบ้านรับทุนนอกต้องเป็นตลาดใหม่ให้ SME ไม่ใช่นอมินีเข้ามาแข่ง
วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “ยกระดับ SMEsไทย เติบโตฝ่าวิกฤตอย่างยั่งยืน” ในการเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรม SME BEYOND เติมทุนปลุกพลังเติบโตยั่งยืน” จัดโดย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือ SME D Bank ว่า ในภาวะการเปลี่ยนแปลงของโลก ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ทำให้ไทยยิ่งประสบกับความท้าทายเรื่องของสินค้าราคาถูกที่ทะลักเข้ามาขายในประเทศซึ่งหลายตัวไม่มีคุณภาพ
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการเซฟธุรกิจของคนไทยเพราะหลายธุรกิจที่เข้ามาแทนที่จะทำประโยชน์ประเทศและธุรกิจของคนไทยและคนไทยกลับกลายเป็น “ธุรกิจศูนย์เหรียญ” ที่ทำลายธุรกิจคนไทย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลางหรือ SME
“วันนี้เราเจอกับนโยบายของประเทศมหาอำนาจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศไปถึงเรื่อง Disruption ทางเทคโนโลยี แต่ในทุกความท้าทาย ทุกวิกฤติประเทศไทยยังมีโอกาส นักลงทุนจากบริษัทต่างชาติขาดใหญ่ใหญ่กลับมองว่าประเทศไทยน่าสนใจ ด้วยโลเคชั่นของประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญของกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีความสงบ น่าสนใจ น่าลงทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มีทั้งสงครามการค้าและสงครามจริง”
อย่างไรก็ดีในยุคนี้เป็นยุคที่ต้องทำให้เร็ว ไทยเคยเป็นเสือแต่วันนี้ไทยกลายเป็น“เสือนอนกิน” จากการปล่อยผ่านให้ธุรกิจและอุตสาหกรรมอยู่เฉยมานาน ไม่เคยปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงเพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือการตะหนักถึงวิธีการปรับตัว
ที่ผ่านมา “กระทรวงอุตสาหกรรม” ได้ดำเนินการจัดการกับปัญหา“อุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ” อย่างจริงจังเพราะปัจจุบันแม้ว่าไทยจะมีเม็ดเงินการลงทุนที่ไหลเข้าประเทศและตัวเลขการส่งออกล่าสุดเพิ่มขึ้นมา 10% แต่ GDP ไม่เติบโต ประเทศไทยกลายเป็นทางผ่านให้ต่างประเทศใช้นำเข้า-ส่งออกผ่านการสวมสิทธิ์ และไม่สามารถเก็บเกี่ยวโอกาสและประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากเม็ดเงินการลงทุนที่เข้ามาได้เลย
“สิ่งแรกที่เราต้องทำ คือ กำจัดอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญ เพราะหลายบริษัทที่เข้ามาไม่ได้ทำประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจบ้านเรา ระบบเศรษฐกิจของเราขาตั้งอ่อนแอ ไม่แข็งแรง เพราะที่ผ่านมาเราไม่ให้ความสำคัญกับอุตสาหกรรมต้นน้ำ แต่ให้ความสำคัญกับการดึงบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามา ผ่าน BOI มีการส่งเสริมการลงทุน ยกเว้นภาษีและไม่เคยลงไปตรวจสอบว่าธุรกิจเหล่านี้ให้ประโยชน์กับประเทศอย่างไรบ้าง
ขณะเดียวกันเราคิดที่จะปกป้องธุรกิจอุตสาหกรรมปลายน้ำ ร้านอาหาร โรงแรมต่าง ๆ ก็มีเรื่องของหุ้นต่างด้าว เพราะฉะนั้นวันนี้ระบบเศรษฐกิจของไทยต้นน้ำก็ถูกบุก ส่วนปลายน้ำก็รั่วโดย“ไทยนอมินี” ผลประโยชน์มาไม่ถึงคนไทยและยังไม่ปลอดภัยกับชีวิตคนไทยจากการลดต้นทุน ใช้ของไร้คุณภาพในการผลิตรวมทั้งเป็นพิษกับสิ่งแวดล้อม”
รมว.เอกนัฏ กล่าวต่อไปว่าการกวาดล้างอุตสาหกรรมสุดเหรียญธุรกิจสีเทาออกไปเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่ให้กับ“ธุรกิจสีขาว” อุตสาหกรรมที่จะเข้ามาใหม่จะต้องไม่แย่งธุรกิจคนไทย หรือเป็นศัตรูกับอุตสาหกรรมต้นน้ำและไม่แข่งธุรกิจปลายน้ำ แต่เข้ามาในลักษณะของการร่วมทุนกับคนไทยในการทำธุรกิจที่ดี ถ่ายทอดเทคโนโลยีที่คนไทยไม่สามารถทำได้ ช่วยพัฒนาแรงงาน ทำให้ธุรกิจไทยเติบโตไปด้วยรวมทั้งสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ในการผลิตสินค้าที่เป็นที่ต้องการในโลกยุคใหม่ให้กับตลาดโลก อย่างไรก็ดี BOI จะต้องทบทวนแรงจูงใจที่จะให้บริษัทที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย
“ได้รับบทเรียนเพียงพอแล้วจากการที่เปิดประตูต้อนรับเม็ดเงินการลงทุนโดยไม่ดูว่าธุรกิจเหล่านี้เข้ามาแล้วสร้างผลเสียหรือประโยชน์อย่างไร ถ้าไม่จัดการกับอุตสาหกรรมศูนย์เหรียญธุรกิจดีก็ไม่เกิด เพราะของดีแข่งกับของเสียไม่ได้ โลกยุคใหม่จะคิดถึงแต่ภาษีอย่างเดียวไม่ได้
เราต้องลงทุนกับธุรกิจไทยและคนไทย จ้างงาน สนับสนุนการ Reskill Upskill ให้คนไทยมีทักษะและความสามารถในการทำงานกับบริษัทที่เข้ามาใหม่ วันนี้เป็นจังหวะของโอกาสไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ ,Smart Electronics , Data Center หรือแม้แต่BCG
โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้ทุนเหล่านี้อุดหนุนธุรกิจของ SME ดังนั้นการดึงบริษัทหรือเม็ดเงินใหญ่ๆเข้ามาต้องเป็นตลาดใหม่ให้ธุรกิจ SME ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้ทุนในการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ นอกจากนี้ต้องส่งเสริมให้คนไทยใช้ของไทย รัฐบาลไทยต้องเริ่มซื้อของคนไทยในการจัดซื้อจัดจ้าง”
อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนผ่านจำเป็นต้องใช้เงินทุน แต่ด้วยปัจจัยแวดล้อมในเวลานี้สถาบันการเงินทั่วไปเลือกป้องกันความเสี่ยง ทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากเข้าไม่ถึงแหล่งทุนในระบบ ดังนั้น รัฐบาลจึงมอบนโยบายให้ SME D Bank เป็นกลไกหลักของรัฐบาลในการสนับสนุนพาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเข้าถึงแหล่งทุน
ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่อง ลดต้นทุน ประคับประคองข้ามผ่านสถานการณ์ยากลำบาก เดินหน้าธุรกิจต่อไปได้ ผ่านโครงการสินเชื่อตามนโยบายรัฐ (Public Service Account : PSA) วงเงินรวมกว่า 30,000 ล้านบาท ที่ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจและทุกความต้องการเอสเอ็มอีไทย รวมถึง สอดคล้องกับส่งเสริมเปลี่ยนผ่านสู่อุตสาหกรรมเป้าหมายประเทศ
โดยมีจุดเด่นอัตราดอกเบี้ยพิเศษเพียง 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ผ่อนชำระนานสูงสุด 10 ปี ปลอดชำระหนี้เงินต้นสูงสุด 12 เดือน ได้แก่
- สินเชื่อ "SME Green Productivity" วงเงินกู้สูงสุด 10 ล้านบาท สนับสนุนผู้ประกอบการลงทุนติดตั้งระบบอุปกรณ์ โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าพลังงาน และมุ่งสู่ธุรกิจสีเขียว
- สินเชื่อ "ปลุกพลัง SME" วงเงินกู้สูงสุด 1.5 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการรายเล็กที่มีรายได้ต่อปีไม่เกิน 2 ล้านบาท ช่วยต่อยอดเพิ่มสภาพคล่องในธุรกิจ
- สินเชื่อ "Beyond ติดปีก SME" วงเงินกู้สูงสุด 15 ล้านบาท สำหรับผู้ประกอบการที่มีรายได้ต่อปีมากกว่า 2 ล้านบาทขึ้นไป เพื่อเพิ่มศักยภาพยกระดับการดำเนินธุรกิจ และเสริมสภาพคล่องในธุรกิจ