โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทม์ไลน์คดีบังคับโทษ ‘ทักษิณ ชินวัตร’

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 04 ก.ค. 2568 เวลา 09.58 น.
เปิดไทม์ไลน์คดีบังคับโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” จากการรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ สู่เวทีไต่สวนศาลฎีกา พร้อมข้อมูลใหม่จากทนายความที่เตรียมนำประวัติการรักษาและขอเพิ่มพยานอีก 10 ปากให้ศาลพิจารณา

เช้าวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเริ่มต้นการไต่สวนพยานนัดแรกในคดีหมายเลขดำที่ บค.1/2568 ซึ่งพิจารณาประเด็นเกี่ยวกับการบังคับโทษจำคุกของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมุ่งเน้นตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเข้ารับการรักษานอกเรือนจำ ณ โรงพยาบาลตำรวจ ตั้งแต่คืนแรกของการควบคุมตัว

ในวันเดียวกันนี้ นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความส่วนตัว ให้สัมภาษณ์ก่อนการไต่สวน โดยระบุว่าได้เตรียมเอกสาร “ประวัติการรักษาฉบับสมบูรณ์” มายื่นต่อศาลเพิ่มเติม เพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นอาการป่วยที่กล่าวอ้างก่อนและระหว่างถูกควบคุมตัว ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ โดยให้เหตุผลว่าเป็นข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล และอยู่ภายใต้การคุ้มครองตามกฎหมาย

แม้ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของแหล่งที่มาของประวัติการรักษา แต่ทนายความได้ชี้แจงว่าเป็นข้อมูลที่ทางกรมราชทัณฑ์เคยได้รับไปก่อนแล้ว และพร้อมให้ความร่วมมือกับศาลอย่างเต็มที่ เพื่อให้การพิจารณาดำเนินไปด้วยความโปร่งใสและมีหลักฐานยืนยันข้อเท็จจริงครบถ้วน

นอกจากการเตรียมเอกสาร ทางฝ่ายจำเลยยังได้เสนอรายชื่อพยานเพิ่มอีก 10 ปาก เพื่อขอให้ศาลพิจารณารับไว้ไต่สวน อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของพยานเหล่านี้ เนื่องจากอยู่ในระหว่างการรอคำวินิจฉัยจากศาลว่าจะอนุญาตหรือไม่ โดยหากศาลอนุญาต รายชื่อและบทบาทของพยานแต่ละรายจะได้รับการแจ้งให้สาธารณชนรับทราบในโอกาสต่อไป

สำหรับการไต่สวนในวันนี้ พยานที่ศาลเรียกมาเป็นกลุ่มบุคลากรทางการแพทย์จากทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์ และโรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงแพทย์เวรและพยาบาลประจำเรือนจำ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการตรวจร่างกายและการวินิจฉัยอาการของผู้ต้องขังรายนี้ในช่วงแรกของการควบคุมตัว

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2566 ทักษิณ ชินวัตร เดินทางกลับประเทศไทยเป็นครั้งแรกในรอบ 17 ปี และเข้ารับฟังคำพิพากษาในคดีอาญาทั้งสามคดี ซึ่งมีคำพิพากษาให้จำคุกรวม 8 ปี ต่อมาในช่วงค่ำวันเดียวกันถูกส่งตัวไปยังเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ และอยู่ในความดูแลของเจ้าหน้าที่เพียงไม่กี่ชั่วโมง ก่อนจะมีคำสั่งจากแพทย์ให้ย้ายไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจในช่วงเช้ามืดของวันที่ 23 สิงหาคม ด้วยเหตุผลด้านอาการป่วยเฉียบพลัน

การรักษานอกเรือนจำที่ชั้น 14 ของโรงพยาบาลตำรวจดำเนินต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่า 120 วัน โดยไม่มีการย้ายกลับไปยังเรือนจำแม้แต่ครั้งเดียว จนกระทั่งมีคำสั่งพักโทษในเดือนกุมภาพันธ์ 2567 หลังจากได้รับพระราชทานอภัยโทษลดโทษจำคุกเหลือ 1 ปีในเดือนกันยายนปีก่อนหน้า

ประเด็นนี้นำมาซึ่งคำถามจากหลายภาคส่วนในสังคมเกี่ยวกับความเท่าเทียมในการบังคับโทษและการใช้สิทธิตามกฎหมายของผู้ต้องขัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการตีความกฎกระทรวงและระเบียบกรมราชทัณฑ์เกี่ยวกับการรักษานอกเรือนจำว่าอาจเปิดช่องให้มีการเลือกปฏิบัติได้

การเปิดกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาในปี 2568 จึงมีความสำคัญต่อภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะในประเด็นการรักษาความโปร่งใส การตรวจสอบกระบวนการ และความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังทุกคนโดยไม่เลือกปฏิบัติ

ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ ศาลได้นัดไต่สวนพยานรวม 6 นัด โดยวันที่ 4 กรกฎาคมเป็นนัดแรก ส่วนวันที่ 8 และ 15 กรกฎาคมจะเป็นการไต่สวนกลุ่มเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ระดับต่าง ๆ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในช่วงเวลาที่เกิดข้อสงสัยขึ้น หากศาลอนุญาตพยานเพิ่มเติมอีก 10 ปากตามคำร้องของฝ่ายจำเลย รายละเอียดของคดีนี้อาจได้รับการขยายขอบเขตมากขึ้น และอาจนำไปสู่บทสรุปที่มีความชัดเจนยิ่งขึ้นต่อสาธารณชน

สรุปเหตุการณ์สำคัญ

  • 22 ส.ค. 2566เดินทางกลับไทย รับฟังคำพิพากษา จำคุก 8 ปี
  • 23 ส.ค. 2566ถูกย้ายไปรักษาที่โรงพยาบาลตำรวจ ภายหลังมีอาการป่วยขณะอยู่ในเรือนจำไม่ถึง 24 ชั่วโมง
  • ก.ย. 2566ได้รับพระราชทานอภัยโทษ ลดโทษเหลือ 1 ปี
  • ก.พ. 2567ได้รับการพักโทษ กลับไปพักที่บ้านพักส่วนตัว
  • เม.ย.–ก.ค. 2568ศาลฎีกาเริ่มไต่สวนข้อเท็จจริงกรณีบังคับโทษและการรักษานอกเรือนจำ
  • 4 ก.ค. 2568นัดไต่สวนพยานกลุ่มแพทย์และพยาบาล พร้อมฝ่ายจำเลยยื่นขอเพิ่มพยานอีก 10 ปากและเอกสารการรักษา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...