โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

‘สีฟ้า’ ร้านอาหาร 90 ปี โตเงียบๆ ทะลุ ‘1 พันล้าน’ แตกไลน์ทำ OEM ป้อนโรงแรม-สายการบินพรึ่บ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 12.55 น. • เผยแพร่ 06 ก.ค. 2568 เวลา 08.49 น.

“ร้านอาหารสีฟ้า” เป็นที่รู้จักในกลุ่มคน Baby Boomers จนถึง Gen X อย่างแพร่หลาย มีเมนูสร้างชื่อหลายอย่าง อาทิ “ข้าวหน้าไก่” “บะหมี่แห้งอัศวิน” หรือ “ก๋วยเตี๋ยวราดหน้าเนื้อสับ” เป็นต้น ปัจจุบันแม้ว่า “สีฟ้า” จะยังดำเนินธุรกิจตามปกติ แต่กลับไม่ใช่ตัวเลือกแรกๆ ที่คนรุ่นใหม่นึกถึง ที่ผ่านมาธุรกิจขยับปรับเปลี่ยนจำนวนสาขาและโลเคชันไปบ้างตามสภาวะเศรษฐกิจ เปิดทำการสาขาที่ยังมีศักยภาพ ปิดสาขาที่ไม่ทำเงินบางส่วน แต่ยังไม่มีแผนยกเครื่องรีแบรนดิ้งให้ดูสดใหม่เข้าใกล้ Gen Y หรือ Gen Z อย่างที่ควรจะเป็น

ทว่า ในยุคผลัดใบสู่ทายาทรุ่นที่ 3 “กร รัชไชยบุญ” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารปฏิบัติการ หรือ “COO” ของเครือสีฟ้า กรุ๊ป บอกว่า หลังจากนี้สีฟ้าจะทยอยปรับโฉมทุกสาขาให้ดูสดใหม่มากขึ้น เปลี่ยนมู้ดแอนด์โทนของร้านให้เจนใหม่รู้สึกว่า “สีฟ้า” เป็นอีกตัวเลือกที่ต้องนึกถึง ยอมรับว่า ส่วนใหญ่ลูกค้าระดับ “บิ๊กแฟน” เป็นกลุ่มที่โตมากับสีฟ้า ซึ่งก็คือเจเนอเรชัน Baby Boomers หรือ Gen X

“สีฟ้า” มีเพียง 14 สาขาในเขตกรุงเทพฯ แต่รู้หรือไม่ว่า ปีที่แล้วรายได้ของเครือ “สีฟ้า กรุ๊ป” ปิดยอดไปที่ “พันล้านบาท” ทายาทรุ่นที่ 3 ฉายภาพให้เห็นถึงภาพใหญ่ของอาณาจักรสีฟ้าที่ตอนนี้ไม่ได้มีแค่ร้านอาหารหรือธุรกิจกลุ่มรีเทล แต่สัดส่วนรายได้กว่า 50% มาจากกลุ่มธุรกิจ“F&B Service” ทำอาหารป้อนเชนโรงแรมและสายการบินชื่อดัง ไปจนถึงรับผิดชอบงานส่วนโรงอาหารพนักงานภายใต้เครือธุรกิจโรงแรมด้วย

เริ่มจากร้านขายไอศกรีม-ผลไม้ในยุคก๋ง แตกไลน์สู่อาณาจักรสีฟ้า กรุ๊ป

ธุรกิจร้านสีฟ้าถือกำเนิดเมื่อปี 2479 เริ่มต้นจากปู่หรือ “ก๋ง” และย่า ชวนกันเปิดร้านขายไอศกรีม กาแฟ และผลไม้ มีโลเคชันเป็นห้องเช่าเล็กๆ ริมถนนย่านราชวงศ์ ถึงยุคหนึ่งจึงค่อยๆ พัฒนาตัวเองไปขายอาหาร ร้านอาหารของก๋งและย่าเลือกใช้สีฟ้าทาผนัง เมื่อกระทบกับแสงไฟนีออนก็ยิ่งโดดเด่นกว่าเดิม ทำให้คนที่เดินผ่านไปมาละแวกนั้นเรียกกันติดปากว่า “ร้านสีฟ้า”

เมื่อธุรกิจเติบโตก็ถึงคราวต้องตั้งชื่อร้านอย่างจริงจัง แต่ไม่ต้องพลิกแพลงอะไรให้มากความเมื่อคนเรียกแบบนี้มาตลอด ชื่อร้านจึงมาจบที่ “สีฟ้า” ปัจจุบันร้านสีฟ้าส่งต่อมาถึงรุ่นที่ 3 โดยมี “นิษฐา รัชไชยบุญ นันทขว้าง” นั่งประธานกรรมการบริหาร หรือ “CEO” ส่วน “กร รัชไชยบุญ” น้องชายของนิษฐา ดูแลงานโอเปอเรชัน การตลาด และทำแบรนดิ้งในตำแหน่ง “COO”

“กร” กางโครงสร้างของ “สีฟ้า กรุ๊ป” อธิบายให้ฟังว่า ร้านอาหารสีฟ้าเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแบรนดิ้งก็จริง แต่สัดส่วนหลักที่ทำเงินและสร้างการเติบโตมากที่สุด คือธุรกิจ “F&B Service”ทำมานานกว่า 20 ปี เริ่มต้นขึ้นในช่วงการทำงานของทายาทรุ่นที่ 2 โดยมี “จิตติ รัชไชยบุญ” ผู้เป็นพ่อ และ “ทวีรัชฎ์ รัชไชยบุญ” น้องชายของพ่อหรือมีศักดิ์เป็นอาแท้ๆ ของกร แบ่งสัดส่วนธุรกิจเป็นสามแกนอย่างชัดเจน

ส่วนแรกอยู่ภายใต้ “สีฟ้า ลุมพินี” ทำธุรกิจ F&B Service ดูแลให้กับเชนโรงแรม ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเช้า รูมเซอร์วิส โรงอาหารพนักงาน ไปจนถึงเสิร์ฟเมนูในร้านอาหารสเปเชียลตี้ภายในโรงแรม ปัจจุบันสีฟ้า ลุมพินี ผูกปิ่นโตกับเครือโรงแรมแกรนด์เซนเตอร์พอยต์ ของ “แลนด์แอนด์เฮ้าส์” (L&H) ทั้งหมด ส่วนที่สอง คือกลุ่มรีเทลหรือร้านอาหารเครือสีฟ้า และกลุ่มสุดท้าย คือ “สีฟ้า ฟู้ด” ป้อนอาหารส่งสายการบินใหญ่ๆ อาทิ แอร์เอเชีย (AirAsia) และไทยไลอ้อนแอร์ (Thai Lion Air)

-ข้าวหน้าไก่ราชวงศ์ เมนูซิกเนเจอร์ของร้านอาหารสีฟ้า-

“กร” บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า กลุ่ม F&B Service ทำเงินกว่า 50% ของพอร์ตโฟลิโอ ส่วนกลุ่มร้านอาหาร และสีฟ้า ฟู้ด ทำเงินให้อีกอย่างละ 25% เท่าๆ กัน จุดเริ่มต้นที่ทำให้ “สีฟ้า กรุ๊ป” เข้าไปทำงานร่วมกับเชนโรงแรมได้ “กร” บอกว่า เริ่มจากมีผู้ใหญ่มองเห็นว่า สีฟ้ามีศักยภาพทำงานแบบนี้ได้ เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีโอกาสอื่นๆ ตามมา ตนและที่บ้านไม่เคยปฏิเสธและนำมาพัฒนาตัวเองเสมอ เก็บเกี่ยวเวลากว่าสองทศวรรษจนทำให้ภาพรวมธุรกิจยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ว่า สีฟ้าอยู่เบื้องหลังให้กับเครือใหญ่หลายแห่งมานานมากแล้ว

ลาออกจากสถาปนิก เรียนทำอาหาร เรียนการตลาดเพิ่มเพราะอยากกลับมาช่วยที่บ้าน

ก่อนกลับมาลุยที่สีฟ้า “กร” เลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ไปทำงานเป็นสถาปนิกได้ 2 ปีก็ตัดสินใจลาออก และบินไปเรียนทำอาหารที่ The Culinary Institute of America หรือ “CIA” ที่สหรัฐ จากนั้นก็เรียนบริหารธุรกิจ หรือ “MBA” ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เพื่อเติมความรู้ด้านการตลาดและแบรนดิ้ง

“กร” บอกว่า เขาทำอาหารไม่เป็น ไม่ใช่คนชอบทำอาหาร ที่เลือกเรียนสถาปัตย์มาจากแพชชันล้วนๆ คิดว่า น่าจะทำได้ดี แต่ถึงจุดหนึ่งก็รู้สึกว่า ต้องกลับมาช่วยงานที่บ้านต่อ จึงคิดเรียนต่อด้านทำอาหาร ไม่อย่างนั้นคงคุยกับคนทำงานไม่รู้เรื่อง

จากคนทำอาหารไม่เป็น “กร” บอกว่า การเรียนที่ CIA สอนเขาหลายอย่าง ศาสตร์ของการทำอาหารไม่ได้จบแค่รสชาติอร่อยแต่ยังลงลึกไปถึงเบื้องหลังของเมนูนั้นๆ เมื่อเข้าใจทุกอย่างแล้วไม่ว่าจะเป็นอาหารแบบไหน มีที่มาอย่างไร ก็นำมาต่อยอดประกบกับองค์ความรู้ที่มีได้ไม่ยาก เริ่มแรกคุณอาเข้ามาทำก่อน จากนั้นเป็นพี่สาว ส่วน “กร” เข้ามาท้ายสุดด้วยความรู้สึกที่อยากเห็นธุรกิจโตไปได้ด้วยดี

-กร รัชไชยบุญ ผู้บริหารและทายาทรุ่นที่ 3 สีฟ้า กรุ๊ป-

สำหรับธุรกิจที่ส่งต่อมาถึงสามรุ่น พร้อมกับอายุที่กำลังนับถอยหลังสู่ห้วงศตวรรษ “กร” บอกว่า เป็นความท้าทายเหมือนกันในเรื่องของเจเนอเรชันที่หลากหลายของคนทำงาน ตอนนี้ในเครือสีฟ้ามีพนักงานที่อายุงานมากที่สุด 35 ปี บางคนเกษียณไปแล้วแต่บริษัทยังจ้างต่อเพราะเขายังมีใจอยากทำ

ส่วนอายุพนักงานสูงสุดตอนนี้อยู่ที่ 70 กว่าปี ซึ่งก็ต้องวางตำแหน่งแห่งที่ให้เหมาะสมกับช่วงวัย เป็นที่ปรึกษาให้กับน้องๆ ผสมผสานคนใหม่และคนเก่า เป็นโจทย์ที่ว่า จะทำอย่างไรให้คนสองเจเนอเรชันทำงานร่วมกันโดยไม่ให้ความรู้สึกที่แตกต่างมากจนเกินไป ยังยืนอยู่บนเป้าหมายบริษัท และได้ทดลองอะไรใหม่ๆ ไปพร้อมกัน

“การคุยกับลูกน้องเจนอื่นก็ยากเหมือนกัน อยู่ที่เราจะออกแบบวิธีการทำงานอย่างไรให้ทั้งสองเจนทำงานร่วมกันได้ บริษัทเราเป็น Multi-generation มีความหลากหลายในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น เดิมทีพนักงานคนเก่าเขาอาจจะทำผัดไทย 1 จานเสิร์ฟหน้าร้าน แต่วันหนึ่งเราต้องทำผัดไทยให้แอร์เอเชียวันละ 500 กล่อง เขาก็คงต้องเปลี่ยนวิธีคิดเหมือนกัน และต้องทำงานร่วมกับน้องๆ ทีม R&D ที่จะเข้ามาบอกว่า ผัดไทยที่พี่ผัดจะผัดให้ได้ 500 จาน ต้องเปลี่ยนรูปแบบการทำเป็นแบบนี้ เพื่อให้ได้คุณภาพแบบเดียวกันต้องทำอย่างไร เป็นต้น”

อยากได้ลูกค้าเด็กๆ กลัววันหนึ่งคนจะไม่รู้จักสีฟ้า

พนักงานมีทั้งเจนเก่าและเจนใหม่ผสมกัน แต่ลูกค้าปัจจุบันของ “สีฟ้า” ยังเป็นกลุ่ม Baby Boomers และ Gen X เยอะกว่า “กร” ยอมรับว่า เป็นเรื่องยากมากสำหรับสีฟ้าที่จะพาเจนใหม่เข้ามาเป็นลูกค้า ที่ผ่านมามีความพยายามปรับแบรนดิ้ง ปรับการสื่อสาร ทำอย่างไรให้บะหมี่ชามเดิมที่ยืนพื้นเมนูมาหลายสิบปีสนุกขึ้น มีสีสันมากขึ้น คนรุ่นใหม่ชอบถ่ายรูปอาหารก่อนกินก็ต้องทำให้หน้าตาอาหารดูดี-เสิร์ฟกล้องได้

เมนูฮีโร่ที่ขายดีอยู่แล้วก็ยังมีอยู่ตามเดิม แต่ก็ไม่ลืมที่จะเพิ่มเติมอะไรใหม่ๆ เข้ามาเช่นกัน “กร” เล่าว่า ตอนนี้เมนูใหม่ที่มาแรงแซงโค้งสุดๆ คือ “ข้าวหมูสับปลาเค็มไข่ดาว” พบว่า เป็นเมนูที่เจนใหม่ชอบ และเจนเก่าก็เปิดใจสั่งเหมือนกัน หรือ “บะหมี่แห้งไก่สไปซี่” ก็ต่อยอดมาจากรากเหง้าของเมนูบะหมี่ในร้านสีฟ้า เป็นต้น

เป้าหมายของทายาทรุ่นที่ 3 ไม่อยากทำให้ร้านหวือหวา ติดกระแสชั่วครั้งชั่วคราว แต่จะทำอย่างไรให้ “สีฟ้า” เป็นความปกติธรรมดาในทุกๆ วันของลูกค้า ให้คนเจนใหม่นึกถึงเวลาอยากกินของอร่อยเหมือนกับที่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่นึกถึงสีฟ้า เข้ามาใช้ชีวิตร่วมกันที่ร้าน แวะเวียนมากินบ้างสัปดาห์ละครั้ง

ทั้งนี้ แผนรีแบรนด์ให้กับร้านสีฟ้าถูกพูดถึงมาตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่เนื่องจากความเข้มข้นของธุรกิจโรงแรมในปีที่ผ่านมา จึงต้องหันไปโฟกัสที่ธุรกิจ F&B Service มากหน่อย “กร” บอกว่า ตอนนี้การเปิดร้านใหม่ สาขาใหม่ๆ อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของสีฟ้า แฟนๆ ของร้านอายุมากขึ้น เจเนอเรชันใหม่ไม่ค่อยรู้จัก สำคัญที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เขาเชื่อว่า อาหารที่ร้านอร่อย พูดภาษาให้ใกล้เคียงกับลูกค้า ปรับบรรยากาศให้เข้าถึงง่ายขึ้น

“จะบอกว่า เรากลัวเจนใหม่ลืมเรา ไม่รู้จักเราก็ได้ อยากทำให้เขาเห็นเรามากขึ้น อยากให้เราเป็นร้านอาหารในความคิดของเขา หรือเป็นหนึ่งในทางเลือกที่ทำให้เขารู้สึกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่อยากจะกินอาหารดีๆ ก็มาที่สีฟ้า ตอนนี้เมนูขายดียังเป็นข้าวหน้าไก่ครองอันดับ 1 เหมือนเดิม อันดับ 2 คือบะหมี่แห้งอัศวิน และเมนูใหม่ที่เริ่มแซงขึ้นมา คือข้าวหมูสับปลาเค็มไข่ดาว สีฟ้ามีฐานแฟนชัดเจนอยู่แล้ว และเป็นร้านที่ลูกค้าสีฟ้าไม่ได้มาด้วยความหวือหวา เราก็อยากให้เขามากินบ่อยขึ้นด้วยการเพิ่มเมนูใหม่เข้ามาบ้าง”

รักษาระดับพันล้าน ไม่เปิดสาขาเพิ่ม อาจได้เห็นสีฟ้าที่ร้านสะดวกซื้อ

เมื่อถามถึงเป้าหมายในปีนี้ “กร” บอกว่า อยากรักษาระดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยในปี 2567 “สีฟ้า กรุ๊ป” ปิดผลประกอบการทั้งเครือที่ “1 พันล้านบาท” มองว่า ปีนี้มีโจทย์หลากหลาย ยิ่งภายใต้สีฟ้า กรุ๊ป มีธุรกิจหลายแกน ยิ่งมีตัวตั้งที่แตกต่างกัน สำหรับธุรกิจร้านอาหารต้องแก้เรื่องแบรนดิ้ง ฝั่ง F&B Service มีเรื่องลูกค้าต่างชาติที่หายไปในภาคท่องเที่ยว ซึ่งส่งกระทบโดยตรงเพราะยอดขายมาตามสเกลที่โตขึ้น เป้าหมายปีนี้คือผ่านความท้าทายแต่ละส่วนให้ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ผ่านมาครึ่งปี “กร” รีวิวให้ฟังว่า ฝั่งสายการบินลูกค้านักท่องเที่ยวหายไป ปกติช่วงเดือนเมษายนจำนวนนักท่องเที่ยวจะหนาแน่นมากแต่ปีนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ส่วนลูกค้าคนไทยก็หันไปเที่ยวต่างประเทศแทน แผนปรับตัวต้องยอมปิดสาขาที่ไม่ทำเงินไปบ้าง บางส่วนอาจต้องปรับโมเดลให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ปรับพอร์ตโฟลิโอให้เล็กลงเพื่อสร้างโอกาสโตต่อในอนาคต

-ข้าวหมูสับปลาเค็มไข่ดาว เมนูใหม่จากร้านสีฟ้า-

สำหรับฐานลูกค้ากลุ่มเดิมของร้านสีฟ้าตอนนี้ “กร” บอกว่า ยังไม่เห็นผลกระทบจากสัดส่วน “Basket Size” ที่ลดลง เพราะร้านไม่ได้หวือหวามาวูบหนึ่งแล้วหายไป เป็นมื้ออาหารที่แวะมากินได้ทุกวันจึงยังไม่เห็นผลกระทบจากกระแสร้านอาหารเผาจริง

ด้านการขยายสาขาเพิ่มเติมยังไม่มี ไปต่างจังหวัดยังไม่ใช่เร็วๆ นี้ แต่มีแผนเข้าไปอยู่บนชั้นวางร้านสะดวกซื้อ กำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาความเป็นไปได้ มองว่า ถ้าตัวแบรนด์แข็งแรงมากขึ้น โอกาสในการต่อยอดสู่รูปแบบอื่นๆ ก็มี เพราะที่ผ่านมาก็มีประสบการณ์จากการทำให้คนอื่นมาในระดับหนึ่งแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...