โบรกฯ มองหุ้นน้ำมัน มี Sentiment บวกจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช
#ทันหุ้น-ฝ่ายวิจัยบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า สหรัฐฯโจมตีฐานนิวเคลียร์ของอิหร่าน 3 แห่ง ถือเป็นการประกาศเข้าร่วมสงครามอย่างเป็นทางการของสหรัฐฯ ซึ่งสหรัฐฯอยู่ฝ่ายอิสราเอล ทำให้อิหร่านีโอกาสประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุช หลังรัฐสภาอิหร่านมีมติเอกฉันท์ รอเพียงสภาความมั่นคงอิหร่านอนุมัติ ซึ่งหากปิดจริงคาดจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันทั่วโลกถึง 20% เพราะเป็นเส้นทางการส่งออกน้ำมันจากกลุ่มประเทศในตะวันออกกลาง ทำให้ทิศทางราคาน้ำมันมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น รวมถึงต้นทุนค่าขนส่งที่จะปรับตัวสูงขึ้น
ประเมิน sensitivity analysis เบื้องต้นหากสมมติฐานราคาน้ำมันดิบอ้างอิงดูไบปรับเพิ่มขึ้นทุก 5 เหรียญฯต่อบาร์เรล จะส่งผลกระทบต่อราคาเป้าหมายหรือ FV ของหุ้นที่ได้รับผลบวกหลักทั้ง PTTEP และ PTTราว 5 และ 2 บาทต่อหุ้น ตามลำดับ
ส่วนประเด็นกัมพูชานั้นผลกระทบหลักจะอยู่ที่ OR ซึ่งมีสัดส่วนกำไรที่มาจากกัมพูชาราว 7%ของ EBITDA รวมถึงในส่วนของโรงกลั่นของกลุ่ม PTT อาทิ TOP, PTTGC, IRPC ที่เป็นผู้ผลิตน้ำมันสำเร็จรูป คาดน่าจะหาตลาดส่งออกใหม่ได้แทนกัมพูชา ดังนั้นผลกระทบต่อบริษัทแม่ PTTไม่มีนัยฯ
ราคาน้ำมันดิบที่ดีดตัวขึ้นจากภาวะสงครามถือเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นในกลุ่มปิโตรเลียมทั้ง PTTEP, PTT, TOP, PTTGC, IRPC, SPRC,
BCP แต่ TOP PICK เลือก PTTEP เนื่องจากได้รับผลบวกโดยตรงสุดของกลุ่ม โดยมีรายได้แปรผันโดยตรงต่อราคาน้ำมันดิบ ขณะที่กลุ่มโรงกลั่นจะได้รับผลบวกในเชิง Stock Gain เพราะยังต้องดูค่าการกลั่นเป็นหลัก ว่าราคาน้ำมันสำเร็จรูปจะปรับตัวขึ้นมากกว่าราคาน้ำมันดิหรือไม่
ส่วน PTTนั้น อาจได้รับผลกระทบเชิง กระแสลบจากประเด็นกัมพูชา ตาม OR และกลุ่มโรงกลั่น แม้ผลการดำเนินงานจะกระทบไม่มีนัยฯก็ตาม
อย่างไรก็ตามหากกรณีสงครามจบลง สถานการณ์กลับมาสู่ภาวะปกติราคาหุ้นของกลุ่มปิโตรเลียมอาจจะมีการปรับฐานได้ เพราะยังมีแรงกดดันรออยู่ทิศทางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี และการปรับเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+