โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สนค.หนุนไทยผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ ตอบสนองความต้องการ เพิ่มโอกาสส่งออก

Manager Online

เผยแพร่ 23 มิ.ย. 2568 เวลา 04.08 น. • MGR Online

สนค.เผยตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วโลก มีแนวโน้มเติบโตขึ้นทุกปี จากการพัฒนา AI และ IoT และความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค Millennials และ Gen Z ที่ต้องการควบคุม สั่งการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ภายในบ้านด้วยอินเทอร์เน็ต ล่าสุดหลายประเทศยังมีนโยบายสนับสนุน ทั้งญี่ปุ่น สหรัฐฯ เยอรมนี รวมถึงไทย แนะนำนโยบายของประเทศต่าง ๆ มาปรับใช้ และผลิตสินค้าเป็นส่วนหนึ่งของอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อเพิ่มโอกาสส่งออก ดันไทยเป็นผู้นำเทคโนโลยีระดับโลก

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการสำรวจตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะทั่วโลก พบข้อมูลจาก Presedence Research ระบุว่า ในปี 2567 ตลาดมีมูลค่า 34,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 37,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 โดยในช่วงปี 2568-2577 คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 9.08% ต่อปี จนมีมูลค่าสูงถึง 81,190 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2577 ซึ่งการเติบโตดังกล่าว ได้รับแรงหนุนจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence : AI) และอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (Internet of Things: IoT) ที่ช่วยสนับสนุนการสร้างเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่ซับซ้อนให้ใช้งานได้ง่ายมากขึ้น โดยเฉพาะในผู้บริโภคกลุ่ม Millennials และ Gen Z ที่ต้องการควบคุมและสั่งการอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ ภายในบ้านด้วยอินเทอร์เน็ต เนื่องจากให้ความสำคัญกับความสะดวกสบาย ความปลอดภัย และความใส่ใจสิ่งแวดล้อม

ทั้งนี้ ยังพบว่า ตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ 3 อันดับแรกของโลกในปี 2567 คือ 1.เอเชียแปซิฟิก สัดส่วน 42% เนื่องจากมีการพัฒนาเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ประกอบกับการเติบโตของเศรษฐกิจ ส่งผลให้ชาวเอเชียมีรายได้เพิ่มขึ้น รวมถึงต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตให้มีความสะดวกสบายมากขึ้น เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และเครื่องฟอกอากาศ 2.อเมริกาเหนือ สัดส่วน 25% มาจากการสนับสนุนจากหลายปัจจัย อาทิ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปิดรับเทคโนโลยี และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ เครื่องซักผ้า ตู้เย็น และอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิ (Thermostat) และ 3.ยุโรป สัดส่วน 21% ได้รับอานิสงส์จากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและความปลอดภัย เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยม ได้แก่ หลอดไฟ ตู้เย็น และอุปกรณ์สำหรับควบคุมอุณหภูมิ

สำหรับการพัฒนานวัตกรรมและการสนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะของประเทศต่าง ๆ พบว่า ญี่ปุ่น ส่งเสริมให้มีการติดตั้งระบบ Home Energy Management System (HEMS) ซึ่งใช้ระบบ IoT ในการควบคุมและตรวจสอบการใช้พลังงานของเครื่องใช้ไฟฟ้า ส่งผลให้สามารถวิเคราะห์และใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่บริษัท Sharp พัฒนานวัตกรรมเครื่องใช้ในครัวอัจฉริยะให้สามารถสั่งการด้วยเสียงควบคู่กับระบบผู้ช่วยเสมือน ซึ่งยกระดับการทำอาหารให้มีความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น สหรัฐฯ มีโครงการ State Energy Program (SEP) สำหรับให้เงินทุนแก่รัฐต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับบริษัท iRobot คิดค้นเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่ใช้พลังงานน้อยและมีชิ้นส่วนที่รีไซเคิลได้ เยอรมนี ออกกฎหมาย German Buildings Energy Act ที่ต้องการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานภายในอาคาร และสนับสนุนภาคครัวเรือนในการเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประหยัดพลังงานมากขึ้น ควบคู่กับบริษัท Bosch คิดค้นนวัตกรรมระบบจ่ายน้ำยาซักผ้าอัตโนมัติ ซึ่งช่วยประหยัดทั้งน้ำและน้ำยาซักผ้า

ส่วนไทย ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยกระทรวงพลังงานได้ออกแผนอนุรักษ์พลังงาน (Energy Efficiency Plan : EEP) ส่งเสริมให้ภาครัฐและเอกชนร่วมมือกันพัฒนาเทคโนโลยีประหยัดพลังงาน เช่น IoT Big Data และ AI ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้า รวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะที่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 และกระทรวงอุตสาหกรรมยังได้จัดทำแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ระยะที่ 1 (พ.ศ.2566-2570) มีเป้าหมายเพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตอุปกรณ์และระบบอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในอาเซียนภายในปี 2570

ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ มีบทบาทในการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยดำเนินนโยบายปรับโครงสร้างการส่งออกให้ทันสมัย มุ่งเน้นการส่งออกในกลุ่มธุรกิจใหม่ โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับเทคโนโลยี พร้อมทั้งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อเปิดตลาดและขยายโอกาสให้สินค้าไทยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในต่างประเทศได้มากขึ้น และยังสนับสนุนข้อมูลทางการค้าและส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพของผู้ประกอบการไทยให้สามารถแข่งขันในระดับโลก

“จากแนวโน้มความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ การพัฒนาของเทคโนโลยีระบบอัจฉริยะ และ AI ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วทั่วโลก ส่งผลให้ไทยต้องเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ โดยภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมมือกันในการยกระดับอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย โดยอาจนำนโยบายของประเทศที่ประสบความสำเร็จมาปรับใช้ให้เข้ากับบริบทของไทย พร้อมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยพัฒนาสินค้าเครื่องใช้ไฟฟ้าให้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ รวมถึงควรสนับสนุนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การวิจัยพัฒนา และการพัฒนาทักษะแรงงานในด้านเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพิ่มโอกาสในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ และยกระดับความสามารถทางการแข่งขันของไทย”นายพูนพงษ์กล่าว

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...