ผู้ผลิตโลหะยุโรป กดดัน EU สกัดส่งออกเศษโลหะ หลังทรัมป์เก็บภาษีดันราคาพุ่ง
ผู้ผลิตโลหะยุโรป กดดัน EU สกัดส่งออกเศษโลหะ หลังทรัมป์เก็บภาษีดันราคาพุ่ง หวั่นกระทบเป้าหมายลดคาร์บอน ด้านกลุ่มรีไซเคิลค้านเสียงแข็ง
วันที่ 24 มิถุนายน 2568 เวลา 13.11 น. สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ผลิตโลหะในสหภาพยุโรป (EU) กำลังเรียกร้องให้สหภาพฯ ออกมาตรการเก็บภาษีส่งออกหรือจำกัดการส่งออกเศษโลหะ (scrap metal) ภายในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อลดการส่งออกไปยังสหรัฐที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว สาเหตุจากนโยบายการค้าของรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
ผู้ผลิตโลหะในยุโรปเตือนว่า ปริมาณเศษโลหะอาจขาดแคลนและยุทธศาสตร์ลดการปล่อยคาร์บอนจะถูกบ่อนทำลาย หลังจากที่ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียม 50% ส่งผลให้ความต้องการเศษโลหะที่ปลอดภาษีพุ่งสูง และราคาพุ่งขึ้นอย่างรุนแรง
อุตสาหกรรมอลูมิเนียมกำลังเรียกร้องให้ EU ใช้มาตรการอนุญาตส่งออก (export authorisation) ซึ่งเคยใช้ในช่วงโควิด-19 โดยคณะกรรมาธิการยุโรปกำหนดให้บริษัทต้องขออนุญาตก่อนส่งออกอุปกรณ์ป้องกันและวัคซีน นอกจากนี้ การเก็บภาษีส่งออกก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก
อักเซล เอ็กเกิร์ต ผู้อำนวยการ Eurofer (สมาคมเหล็กยุโรป) กล่าวว่า "เศษโลหะเป็นประเด็นใหญ่ …เรากำลังเรียกร้องให้มีการเก็บภาษีส่งออกเศษโลหะ" พร้อมชี้ว่าประเทศผู้ผลิตนอกกลุ่ม EU ส่วนใหญ่มีมาตรการควบคุมการส่งออกเศษโลหะอยู่แล้ว
เศษโลหะถือเป็นหัวใจสำคัญของความพยายามลดการปล่อยคาร์บอนของอุตสาหกรรมโลหะในยุโรป เนื่องจากการรีไซเคิลอลูมิเนียมช่วยประหยัดพลังงานสูงถึง 95% ขณะที่เหล็กช่วยประหยัดได้ 80% ตามข้อมูลของคณะกรรมาธิการยุโรป
ข้อมูลจาก Europe Aluminium ระบุว่าการส่งออกเศษอลูมิเนียมจาก EU ไปสหรัฐเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัวในช่วง 3 เดือนแรกของปี 2568 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากฐานตัวเลขที่ต่ำ แต่ถือเป็นสัญญาณอันตราย โดยยอดส่งออกเศษอลูมิเนียมจาก EU รวมทั้งสิ้น 345,000 ตันในไตรมาสแรกของปีนี้ โดยสหรัฐกลายเป็นตลาดหลักหลังจากที่สหรัฐฯ ลดการส่งออกเศษโลหะของตัวเอง
ทั้งนี้ปัญหาการส่งออกเศษโลหะไม่ใช่เรื่องใหม่ ก่อนที่ทรัมป์จะเก็บภาษีเหล็กและอลูมิเนียมเพื่อหนุนการผลิตในประเทศ ผู้ผลิตในยุโรปก็เผชิญกับปัญหานี้อยู่แล้ว ในปี 2566 EU ส่งออกเศษเหล็ก (ferrous scrap) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 19 ล้านตัน ส่วนใหญ่ไปตุรกี อินเดีย อียิปต์ ปากีสถาน และสหรัฐ
"ผู้ผลิตโลหะในยุโรปไม่สามารถรอให้ EU เจรจากับทรัมป์สำเร็จก่อนจึงจะดำเนินการได้" พอล วอส หัวหน้า Europe Aluminium กล่าว โดยเจ้าหน้าที่ EU ยอมรับว่าอาจไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐได้ทันเส้นตาย 9 กรกฎาคมนี้ของทรัมป์
วอสชี้ว่า แม้มาตรการอนุญาตส่งออกจะไม่เคยถูกนำมาใช้กับเศษโลหะมาก่อน แต่สถานการณ์พิเศษเช่นนี้ ก็จำเป็นต้องมีมาตรการพิเศษ พร้อมเรียกร้องให้มีมาตรการภายในไม่กี่สัปดาห์นี้
ทั้งนี้สหภาพยุโรปมีจุดยืนสนับสนุนการค้าเสรี การควบคุมการส่งออกถือเป็นมาตรการที่หายาก โดยที่ผ่านมาใช้เฉพาะช่วงโควิด-19 หรือกับสินค้าอาวุธ และสินค้าที่มีใช้ทางทหาร หรือสำหรับประเทศที่ถูกคว่ำบาตร
คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่ากำลังหารือกับผู้ผลิตและรีไซเคิลโลหะ พร้อมประเมินสถานการณ์ตลาด และจะตัดสินใจในไตรมาส 3 ว่าจะใช้มาตรการใดกับเหล็ก อะลูมิเนียม และทองแดงหรือไม่
ภาษีของทรัมป์ส่งผลให้ผู้ผลิตโลหะสหรัฐมีแรงจูงใจซื้อลูกเหล็กในประเทศมากขึ้น และหันไปหาตลาดต่างประเทศ ปัจจัยนี้เปิดช่องกำไรเก็งกำไร หรือช่องว่างราคาระหว่างสองตลาด ที่สูงถึง 750 ดอลลาร์ต่อตัน เมื่อรวมกับภาษี 50%
"ถ้าช่องกำไรนี้ยังอยู่ต่อไป บริษัทที่ลงทุนในนโยบาย Green Deal ของ EU จะได้รับผลกระทบอย่างหนัก" ร็อบ ฟาน กิลส์ CEO ของ Hammerer Aluminium Industries กล่าว โดยนโยบาย Green Deal มีเป้าหมายให้ EU ปล่อยคาร์บอนเป็นศูนย์ภายในปี 2050
ฟาน กิลส์เตือนว่า หากราคาซื้อเศษโลหะในท้องถิ่นสูงใกล้หรือเกินกว่าราคาผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป ผู้ผลิตจะต้องหันไปซื้อโลหะปฐมภูมิจากประเทศที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เช่น อินเดีย ซึ่งจะทำให้เป้าหมายลดคาร์บอนของอุตสาหกรรมอลูมิเนียมยุโรปพังลงโดยสิ้นเชิง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้ค้าขายเศษโลหะในยุโรปต่อต้านการจำกัดการส่งออก สมาคม EuRIC ชี้ว่ายุโรปไม่มีปัญหาขาดแคลนเศษโลหะ โดยความต้องการภายในดูดซับเพียง 80% ของเศษเหล็กที่มีอยู่
ด้าน Eurofer เห็นว่าการจำกัดส่งออกจะช่วยป้องกันไม่ให้คู่แข่งต่างประเทศนำเศษโลหะของยุโรปไปผลิตเหล็กรีไซเคิลคาร์บอนต่ำ แล้วกลับมาขายให้กับยุโรปอีก
"เราไม่ได้ขอให้ห้ามส่งออกโดยสิ้นเชิง แต่เราต้องการให้ยุโรปเก็บเศษโลหะไว้ใช้ในประเทศมากขึ้น หรือมีแรงจูงใจให้ใช้เศษโลหะในกระบวนการผลิตของเราเอง เพื่อสนับสนุนการลดคาร์บอน" เอ็กเกิร์ตกล่าว
อ้างอิง : reuters.com