โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

KTC ลดช่วงลบเหลือ 9% คาดกองทุนเข้าเก็บ มั่นใจพื้นฐานแกร่ง-กำไรโต

ข่าวหุ้นธุรกิจ

อัพเดต 25 มิ.ย. 2568 เวลา 04.02 น. • เผยแพร่ 25 มิ.ย. 2568 เวลา 04.02 น. • ข่าวหุ้นธุรกิจออนไลน์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (25 มิ.ย.68) บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ณ เวลา 10:25 น. อยู่ที่ระดับ 22.80 บาท ลบ 2.20 บาท หรือ 8.80% สูงสุดที่ระดับ 24.30 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 21.80 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 9.54 พันล้านบาท

โดยราคาหุ้น KTC ยังคงปรับตัวลดลงต่อเนื่อง แม้แรงขายเริ่มชะลอตัวลงเล็กน้อย หลังจากที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดของวัน (ราคาฟลอร์) ติดต่อกัน 2 วันทำการช่วงวันที่ 23-24 มิ.ย. 68 ที่ผ่านมา

สาเหตุที่กดดันราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมา มีรายงานกระแสข่าวว่า อาจเกิดจากการถูกบังคับขายหลักทรัพย์ (Force Sell) ของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หลังราคาหุ้นปรับตัวลดลงต่อเนื่อง จนเข้าเงื่อนไขตามที่บริษัทหลักทรัพย์กำหนด

ขณะนี้วันนี้ ปรากฏว่ามีการถอดคำสั่งขาย (Offer) ออกจากระบบเป็นจำนวนมาก จากเดิมที่ค้างอยู่จำนวนมากของเมื่อวานนี้ ส่งผลให้แรงขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ขณะเดียวกันเริ่มมีแรงซื้อกลับเข้ามา ส่งผลให้ราคาหุ้นปรับตัวลดลงเพียงประมาณ 9%

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ พบว่าในวันนี้หุ้น KTC มีรายการซื้อขายแบบบิ๊กล็อต (Big Lot) จำนวน 1 รายการ คิดเป็นปริมาณ 30 ล้านหุ้น มูลค่ารวม 540 ล้านบาท ที่ราคาเฉลี่ย 18 บาทต่อหุ้น โดยมีมูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) เท่ากับ 1 บาท

ขณะที่แหล่งข่าวจากกองทุนรวม กล่าวว่า สถานการณ์หุ้น KTC ปรับตัวลงแรงต่อเนื่อง มองเป็นจังหวะเหมาะในการเข้าไปลงทุนเพิ่ม ด้วยปัจจัยพื้นฐานดีมีความแข็งแกร่งในหลายด้าน ขณะที่ทางผู้บริหาร KTC ได้ออกมาแสดงวิสัยทัศน์ถึงเป้าหมายผลักดันธุรกิจให้เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ KTC ยังมีความแข็งแกร่งกว่าคู่เทียบในตลาด

ดังนั้น การปรับตัวลงของราคาหุ้น KTC ไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของตัวธุรกิจ จึงเป็นจังหวะเข้าลงทุนเพิ่มสำหรับกลุ่มกองทุนต่าง ๆ ส่วนการรับมือความตื่นตระหนกของผู้ถือหุ้นนั้น คงต้องเน้นย้ำถึงเป้าหมายธุรกิจและความแข็งแกร่งของธุรกิจให้นักลงทุนทราบอย่างต่อเนื่อง ส่วน KTC จะมีแผนซื้อหุ้นคืนหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับแนวทางของบริษัทฯ เป็นหลัก

โดยในวันนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะกลับมาใช้เกณฑ์ซิลลิ่ง และฟลอร์ ที่ระดับ +/- 30% ตามปกติ ซึ่งหากหุ้น KTC ปรับลงมาที่ฟลอร์ หรือ -30% จะทำให้ราคาหุ้นลงมาอยู๋ที่ 17.50 บาท มีระดับ พีอี เรโช 6.02 เท่า อัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ยต่อปี 6.85% และ P/BV เหลือเพียง 1.08 เท่า

หากวันนี้ KTC ลงมีฟลอร์อีก น่าจะเห็นแรงซื้อกลับของนักลงทุนสถาบันที่ถือหุ้นใน KTC อยู่ รวมถึงกองทุนต่าง ๆ ที่มองเห็นถึงโอกาสด้วย เพราะตัวเลขสำคัญทางการเงินลงมาในระดับน่าสนใจมาก ขณะที่แนวโน้มผลประกอบการของ KTC ยังเติบโตได้แข็งแกร่งและที่สำคัญมีแบงก์กรุงไทย (KTB) ถือหุ้นใหญ่อยู่อย่างเหนียวแน่น” แหล่งข่าว กล่าว

ด้าน นางสาวอภิศมา ณ สงขลา ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายบริหารเงินและนักลงทุนสัมพันธ์ (Treasury & Investor Relations Division) ของ KTC กล่าวว่า ราคาหุ้นเคทีซีปรับตัวลงแรงไม่ได้เกิดจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ เนื่องจากผลประกอบการโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดีมาก และควบคุมได้ และมั่นใจว่าผลประกอบการทั้งปี 68 ยังคงเป็นไปตามเป้าหมาย โดยเฉพาะการที่บริษัทยังรักษาคุณภาพสินทรัพย์ คุณภาพหนี้ (NPL) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำต่อเนื่องไม่เกิน 2%

ส่วนผลการดำเนินงานรวมของบริษัทฯ ช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา แม้เติบโตไม่หวือหวา แต่ยังเติบโตกว่าตลาดค่อนข้างสูง

อย่างไรก็ตาม ผลการดำเนินงานปีนี้ยังคงเป้าหมายเติบโตตามแผน โดยเฉพาะผลกำไรที่บริษัทฯ มั่นใจว่าปี 68 เติบโตกว่าช่วงปี 67

เรายังมั่นใจในพื้นฐานและแผนการดำเนินงานของบริษัท แม้ราคาหุ้นจะผันผวนจากกระแสในโซเชียลมีเดียและภาวะตลาด ซึ่งขอย้ำว่าราคาหุ้นที่ลดลงไม่ได้มีปัจจัยเชิงลบจากผลประกอบการ” นางสาวอภิศมา กล่าว

นอกจากนี้ เคทีซีจะประกาศงบฯในวันที่ 18 ส.ค.นี้ ซึ่งเบื้องต้นจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง (ผลประกอบการ) ที่น่าตกใจ (shock) ต่อตลาด

อย่างไรก็ดี การที่ราคาหุ้นปรับลดลง มีนักลงทุนได้โทรเข้ามาสอบถามเป็นจำนวนมากถึงสาเหตุ และจากการตรวจสอบพบว่ามีการกล่าวถึงหุ้น KTC ว่าเกิดการฟอร์ซเซล หรือ ถูกบังคับขายหุ้น ซึ่งเป็นกรณีที่มีผู้ที่นำหุ้นของ KTC ไปวางค้ำประกันไว้ และเมื่อราคาหุ้นในตลาดโดยรวมปรับตัวลดลงทำให้ราคาหุ้นเคทีซีปรับลงหนัก

นางสาวอภิศมา กล่าวอีกว่า ในส่วนของผู้ถือหุ้นรายใหญ่นั้น จากข้อมูลในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา สัดส่วนของการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ยังเป็นสัดส่วนเดิม โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะบริษัทแม่เคทีซี ที่ล่าสุดยืนยันว่ายังคงสัดส่วนการถือหุ้นในระดับ 49.29% และแบงก์กรุงไทยไม่มีแผนลดสัดส่วนถือหุ้นในเคทีซีแน่นอน

สำหรับผู้ถือหุ้นรายใหญ่จากข้อมูลตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ณ วันที่ 23 มิ.ย. 2568 5 อันดับแรก ประกอบด้วย

  • ธนาคาร กรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB สัดส่วน 49.29%
  • นาย มงคล ประกิตชัยวัฒนา สัดส่วน 12.70%
  • น.ส. ฉันทนา จิรัฐิติภัทร์ สัดส่วน 4.95%
  • บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด สัดส่วน 4.51%
  • UOB KAY HIAN PTE LTD A/C - RC สัดส่วน 4.09%
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...