จุดเปลี่ยนทางความชอบธรรมในการเมืองไทย
ปรากฏการณ์ชุมนุม 28 มิถุนายน 2568 กับจุดเปลี่ยนทางความชอบธรรมในการเมืองไทย
บทความนี้ใช้ ChatGPT Version GPT-4o ช่วยวิเคราะห์ด้วยแนวคำถามเป็น Prompt จากผู้เขียน
การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 30,000 คนที่เกินความคาดหมายของนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไป แต่เพราะมันสะท้อนแรงสั่นสะเทือนของความรู้สึกทางสังคมที่ซับซ้อนและมีนัยยะลึกในสามมิติหลัก ได้แก่
(1) ความโกรธแค้นต่ออภิสิทธิ์ชนในระบบยุติธรรม
(2) การปะทุของวาทกรรมชาตินิยมและอธิปไตย
(3) ความเงียบเชิงจุดยืนของคนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองที่อ้างอิงประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าอย่างพรรคประชาชน
เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของมวลชน แต่คือการหักเหทางพลังสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจ และเป็นฉากหน้าใหม่ของสงครามความชอบธรรมในการเมืองไทย ที่ตัวละครหลักต่างได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
ปรากฏการณ์ม็อบชั้น 14 และความรู้สึกร่วมของสังคม
การเปิดเผยเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักโทษตามคำพิพากษา แต่สามารถเข้ารับการรักษาในห้องพิเศษของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่ถูกคุมขังตามมาตรฐานเดียวกับนักโทษทั่วไป
จุดชนวนความโกรธแค้นในวงกว้างของสังคม ความรู้สึกนี้ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของทักษิณเท่านั้น หากยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่เริ่มรู้สึกว่า “รัฐธรรมนูญอาจจะเท่าเทียมกัน แต่คนไม่เท่ากัน”
การรวมตัว ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงเป็นการรวมตัวของ “ความโกรธข้ามกลุ่ม” โดยไม่ได้มีผู้นำที่เป็นเอกภาพ และแม้ผู้จัดจะเป็นเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์นิยมในอดีต เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ กปปส. แต่บรรยากาศในพื้นที่ชุมนุมกลับสะท้อนความรู้สึกร่วมบางอย่างที่ประชาชนหลากหลายกลุ่มมีต่อระบบอำนาจ
สิ่งที่น่าสนใจคือ การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีคำขวัญที่ซับซ้อน ไม่มีอุดมการณ์ขับเคลื่อนที่ชัดเจนในเชิงอุดมคติ หากแต่ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก เช่น “กฎหมายมีไว้จับคนจน” “อภิสิทธิ์ชนต้องหมดไป” หรือ “ชั้น 14 ไม่ควรมีในระบบยุติธรรม” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระดับความโกรธของประชาชนล้นทะลักพอที่จะหลอมรวมพลังชั่วคราวได้ แม้ในหมู่คนที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกันก็ตาม
วาทกรรมชาตินิยมกับทักษิณฮุนเซนและการฟื้นคืนของความกลัวทางอธิปไตย
ความตึงเครียดระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคประชาชนกัมพูชา ที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกัน กลับกลายเป็นประเด็นขยายความไม่พอใจทางสังคมให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฮุน เซนออกมาขู่ว่าจะเปิดเผยคลิปสนทนาระหว่างเขากับทักษิณในประเด็นทางการเมืองของไทย
ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของทักษิณในฐานะตัวแทนพิเศษของรัฐบาลไทยในการพูดคุยกับกัมพูชา กลายเป็นข้อกังขาในสังคมถึงความเหมาะสมและผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำมาขยายผลอย่างรวดเร็วผ่านวาทกรรม “ขายชาติ” “อ่อนข้อให้เขมร” และ “แลกอธิปไตยกับเสรีภาพของคนคนเดียว” วาทกรรมชาตินิยมจึงกลายเป็นเชื้อไฟที่ทรงพลังในบริบทนี้ เพราะมันปลุกเร้าให้ประชาชนรู้สึกว่ามีสิ่งที่ใหญ่กว่าความเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย นั่นคืออธิปไตยของชาติที่อาจถูกทำลายโดยเครือข่ายอำนาจที่ไม่เคารพผลประโยชน์ร่วมของคนไทยทั้งหมด
แม้กลุ่มชุมนุมจะมีท่าทีอนุรักษ์นิยม แต่การผนวกความไม่พอใจในระบบอภิสิทธิ์กับความกลัวเรื่องการสูญเสียชาติ ทำให้พวกเขาสามารถขยายฐานสนับสนุนได้ในระดับหนึ่งในกลุ่มกลางเมืองและผู้สูงวัยที่เคยเงียบเฉยกับการเมืองระยะหลัง
ความเงียบของคนรุ่นใหม่และพรรคประชาชน
การไม่ร่วมที่เปี่ยมความหมาย
สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดของปรากฏการณ์ 28 มิ.ย. คือ การไม่เข้าร่วมของคนรุ่นใหม่และพรรคประชาชน ซึ่งมีฐานเสียงจากมวลชนที่เคยเป็นแกนนำม็อบในปี 2563 แม้จะเห็นพ้องกับประเด็นการคัดค้านอภิสิทธิ์ของทักษิณ และความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรม แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ
เหตุผลหลักมี 3 ประการ
1. ไม่ไว้วางใจในตัวแกนนำ กลุ่มผู้จัดการชุมนุมมีประวัติหนุนรัฐประหารหรือเคยต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งขัดกับหลักคิดพื้นฐานของพรรคประชาชนและกลุ่มเยาวชน
2. ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือทางการเมือง การเข้าร่วมอาจถูกตีความว่าเป็นการสมคบกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีเป้าหมายล้มรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ
3. เปลี่ยนวิธีการเคลื่อนไหว คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกใช้โซเชียลมีเดีย ม็อบแฟลชม็อบ นิทรรศการ หรือศิลปะการเมืองในการแสดงออก มากกว่าการเข้าร่วมชุมนุมที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางของการเคลื่อนไหวได้
การไม่เข้าร่วมจึงไม่ใช่ความเฉยเมย แต่เป็นการสงวนจุดยืนเชิงหลักการ โดยพรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ย้ำว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับการใช้อภิสิทธิ์ของอดีตผู้นำ แต่จะไม่สนับสนุนการเปิดทางให้ทหารรัฐประหารหรือกลุ่มอำนาจนอกระบบกลับมามีบทบาท
ผลสะเทือนต่อผู้เล่นหลักในการเมืองไทย
ทักษิณ ชินวัตร สูญเสียความชอบธรรมทางศีลธรรมอย่างหนักในหมู่ประชาชนทั่วไป รวมถึงฐานเสียงเดิมบางส่วน การเป็นศูนย์กลางอำนาจเงาของรัฐบาลยิ่งตอกย้ำภาพของการเมืองแบบอุปถัมภ์ และอาจเร่งให้เกิดแรงเรียกร้องให้เขาถอยออกจากการเมืองโดยสมัครใจ
แพทองธาร ชินวัตร ตกอยู่ในภาวะอ่อนแอทั้งเชิงภาพลักษณ์และอำนาจ แรงกดดันให้ลาออกหรือรีแบรนด์ตัวเองอย่างเด็ดขาดเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันการเป็น “ผู้นำโดยนามสกุล” ถูกวิจารณ์อย่างหนักในแง่ภาวะผู้นำ
พรรคเพื่อไทย เสี่ยงต่อการแตกฐานมวลชนทั้งจากฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยม ความเงียบในช่วงวิกฤต และการไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสังคม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรค หรือการแยกตัวของสมาชิกบางส่วน
กองทัพ แม้ยังไม่แสดงบทบาทโดยตรง แต่ท่าทีจากบางแกนนำ เช่น นายสนธิ ที่กล่าวว่า “ไม่ขัดข้องหากจะมีรัฐประหาร” ถือเป็นการโยนหินถามทาง ขณะเดียวกัน กระแสชาตินิยมและการอ้างความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการแทรกแซงหากสถานการณ์บานปลาย
พรรคประชาชน ยังคงรักษาความชอบธรรมทางอุดมการณ์ไว้ได้ ด้วยการไม่เข้าร่วม แต่แสดงจุดยืนผ่านสื่อสาธารณะ หากสามารถนำข้อเสนอปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์เข้าสู่การเมืองกระแสหลักได้ อาจกลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่แข็งแรงในอนาคต
บทสรุป
การชุมนุม 28 มิถุนายน 2568 ไม่ใช่เพียงเสียงต้านอภิสิทธิ์ของคนคนเดียว แต่เป็นเสียงสะท้อนถึงการแตกร้าวในสังคมไทยทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไว้วางใจต่อระบบยุติธรรม อำนาจนอกระบบ และแนวคิดเกี่ยวกับชาติ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพยายามใช้พลังนี้เพื่อเปิดเกมใหม่ ฝ่ายประชาธิปไตยก็กำลังหาทางแสดงออกโดยไม่เสียจุดยืน การเมืองไทยจึงอยู่ในภาวะที่“ไม่มีใครชนะ แต่ทุกฝ่ายกำลังเสียอะไรบางอย่าง” ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดระเบียบใหม่ของพลังทางการเมืองในอนาคตอันใกล้
หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบจากช่างภาพไทยรัฐ