โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

จุดเปลี่ยนทางความชอบธรรมในการเมืองไทย

77kaoded

อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 10.06 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 03.06 น. • 77Kaoded

ปรากฏการณ์ชุมนุม 28 มิถุนายน 2568 กับจุดเปลี่ยนทางความชอบธรรมในการเมืองไทย

บทความนี้ใช้ ChatGPT Version GPT-4o ช่วยวิเคราะห์ด้วยแนวคำถามเป็น Prompt จากผู้เขียน

การชุมนุมบริเวณอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2568 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของการเมืองไทย ไม่ใช่เพียงเพราะจำนวนผู้เข้าร่วมชุมนุมประมาณ 30,000 คนที่เกินความคาดหมายของนักสังเกตุการณ์ทางการเมืองโดยทั่วไป แต่เพราะมันสะท้อนแรงสั่นสะเทือนของความรู้สึกทางสังคมที่ซับซ้อนและมีนัยยะลึกในสามมิติหลัก ได้แก่

(1) ความโกรธแค้นต่ออภิสิทธิ์ชนในระบบยุติธรรม
(2) การปะทุของวาทกรรมชาตินิยมและอธิปไตย
(3) ความเงียบเชิงจุดยืนของคนรุ่นใหม่และพรรคการเมืองที่อ้างอิงประชาธิปไตยแบบก้าวหน้าอย่างพรรคประชาชน

เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของมวลชน แต่คือการหักเหทางพลังสัญลักษณ์ของผู้มีอำนาจ และเป็นฉากหน้าใหม่ของสงครามความชอบธรรมในการเมืองไทย ที่ตัวละครหลักต่างได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ปรากฏการณ์ม็อบชั้น 14 และความรู้สึกร่วมของสังคม

การเปิดเผยเรื่องอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนักโทษตามคำพิพากษา แต่สามารถเข้ารับการรักษาในห้องพิเศษของโรงพยาบาลตำรวจเป็นเวลาหลายเดือนโดยไม่ถูกคุมขังตามมาตรฐานเดียวกับนักโทษทั่วไป

จุดชนวนความโกรธแค้นในวงกว้างของสังคม ความรู้สึกนี้ไม่จำกัดเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของทักษิณเท่านั้น หากยังรวมถึงประชาชนทั่วไปที่เริ่มรู้สึกว่า “รัฐธรรมนูญอาจจะเท่าเทียมกัน แต่คนไม่เท่ากัน”

การรวมตัว ณ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ จึงเป็นการรวมตัวของ “ความโกรธข้ามกลุ่ม” โดยไม่ได้มีผู้นำที่เป็นเอกภาพ และแม้ผู้จัดจะเป็นเครือข่ายกลุ่มอนุรักษ์นิยมในอดีต เช่น พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) หรือ กปปส. แต่บรรยากาศในพื้นที่ชุมนุมกลับสะท้อนความรู้สึกร่วมบางอย่างที่ประชาชนหลากหลายกลุ่มมีต่อระบบอำนาจ

สิ่งที่น่าสนใจคือ การชุมนุมครั้งนี้ไม่มีคำขวัญที่ซับซ้อน ไม่มีอุดมการณ์ขับเคลื่อนที่ชัดเจนในเชิงอุดมคติ หากแต่ใช้ความรู้สึกเป็นหลัก เช่น “กฎหมายมีไว้จับคนจน” “อภิสิทธิ์ชนต้องหมดไป” หรือ “ชั้น 14 ไม่ควรมีในระบบยุติธรรม” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าระดับความโกรธของประชาชนล้นทะลักพอที่จะหลอมรวมพลังชั่วคราวได้ แม้ในหมู่คนที่มีแนวคิดทางการเมืองต่างกันก็ตาม

วาทกรรมชาตินิยมกับทักษิณฮุนเซนและการฟื้นคืนของความกลัวทางอธิปไตย

ความตึงเครียดระหว่างทักษิณ ชินวัตร กับฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีและผู้นำพรรคประชาชนกัมพูชา ที่เคยเป็นพันธมิตรใกล้ชิดกัน กลับกลายเป็นประเด็นขยายความไม่พอใจทางสังคมให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฮุน เซนออกมาขู่ว่าจะเปิดเผยคลิปสนทนาระหว่างเขากับทักษิณในประเด็นทางการเมืองของไทย

ขณะเดียวกัน การปรากฏตัวของทักษิณในฐานะตัวแทนพิเศษของรัฐบาลไทยในการพูดคุยกับกัมพูชา กลายเป็นข้อกังขาในสังคมถึงความเหมาะสมและผลประโยชน์ทับซ้อน ซึ่งกลุ่มผู้ชุมนุมได้นำมาขยายผลอย่างรวดเร็วผ่านวาทกรรม “ขายชาติ” “อ่อนข้อให้เขมร” และ “แลกอธิปไตยกับเสรีภาพของคนคนเดียว” วาทกรรมชาตินิยมจึงกลายเป็นเชื้อไฟที่ทรงพลังในบริบทนี้ เพราะมันปลุกเร้าให้ประชาชนรู้สึกว่ามีสิ่งที่ใหญ่กว่าความเหลื่อมล้ำทางกฎหมาย นั่นคืออธิปไตยของชาติที่อาจถูกทำลายโดยเครือข่ายอำนาจที่ไม่เคารพผลประโยชน์ร่วมของคนไทยทั้งหมด

แม้กลุ่มชุมนุมจะมีท่าทีอนุรักษ์นิยม แต่การผนวกความไม่พอใจในระบบอภิสิทธิ์กับความกลัวเรื่องการสูญเสียชาติ ทำให้พวกเขาสามารถขยายฐานสนับสนุนได้ในระดับหนึ่งในกลุ่มกลางเมืองและผู้สูงวัยที่เคยเงียบเฉยกับการเมืองระยะหลัง

ความเงียบของคนรุ่นใหม่และพรรคประชาชน
การไม่ร่วมที่เปี่ยมความหมาย

สิ่งที่น่าสังเกตที่สุดของปรากฏการณ์ 28 มิ.ย. คือ การไม่เข้าร่วมของคนรุ่นใหม่และพรรคประชาชน ซึ่งมีฐานเสียงจากมวลชนที่เคยเป็นแกนนำม็อบในปี 2563 แม้จะเห็นพ้องกับประเด็นการคัดค้านอภิสิทธิ์ของทักษิณ และความเหลื่อมล้ำในระบบยุติธรรม แต่พวกเขากลับเลือกที่จะเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ

เหตุผลหลักมี 3 ประการ
1. ไม่ไว้วางใจในตัวแกนนำ กลุ่มผู้จัดการชุมนุมมีประวัติหนุนรัฐประหารหรือเคยต่อต้านประชาธิปไตย ซึ่งขัดกับหลักคิดพื้นฐานของพรรคประชาชนและกลุ่มเยาวชน
2. ไม่ต้องการเป็นเครื่องมือทางการเมือง การเข้าร่วมอาจถูกตีความว่าเป็นการสมคบกับฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่มีเป้าหมายล้มรัฐบาลโดยไม่คำนึงถึงวิธีการ
3. เปลี่ยนวิธีการเคลื่อนไหว คนรุ่นใหม่จำนวนมากเลือกใช้โซเชียลมีเดีย ม็อบแฟลชม็อบ นิทรรศการ หรือศิลปะการเมืองในการแสดงออก มากกว่าการเข้าร่วมชุมนุมที่ไม่สามารถควบคุมทิศทางของการเคลื่อนไหวได้

การไม่เข้าร่วมจึงไม่ใช่ความเฉยเมย แต่เป็นการสงวนจุดยืนเชิงหลักการ โดยพรรคประชาชนได้ออกแถลงการณ์ย้ำว่า แม้จะไม่เห็นด้วยกับการใช้อภิสิทธิ์ของอดีตผู้นำ แต่จะไม่สนับสนุนการเปิดทางให้ทหารรัฐประหารหรือกลุ่มอำนาจนอกระบบกลับมามีบทบาท

ผลสะเทือนต่อผู้เล่นหลักในการเมืองไทย

ทักษิณ ชินวัตร สูญเสียความชอบธรรมทางศีลธรรมอย่างหนักในหมู่ประชาชนทั่วไป รวมถึงฐานเสียงเดิมบางส่วน การเป็นศูนย์กลางอำนาจเงาของรัฐบาลยิ่งตอกย้ำภาพของการเมืองแบบอุปถัมภ์ และอาจเร่งให้เกิดแรงเรียกร้องให้เขาถอยออกจากการเมืองโดยสมัครใจ

แพทองธาร ชินวัตร ตกอยู่ในภาวะอ่อนแอทั้งเชิงภาพลักษณ์และอำนาจ แรงกดดันให้ลาออกหรือรีแบรนด์ตัวเองอย่างเด็ดขาดเพิ่มสูงขึ้น ขณะเดียวกันการเป็น “ผู้นำโดยนามสกุล” ถูกวิจารณ์อย่างหนักในแง่ภาวะผู้นำ

พรรคเพื่อไทย เสี่ยงต่อการแตกฐานมวลชนทั้งจากฝ่ายประชาธิปไตยและฝ่ายอนุรักษ์นิยม ความเงียบในช่วงวิกฤต และการไม่ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องของสังคม อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำพรรค หรือการแยกตัวของสมาชิกบางส่วน

กองทัพ แม้ยังไม่แสดงบทบาทโดยตรง แต่ท่าทีจากบางแกนนำ เช่น นายสนธิ ที่กล่าวว่า “ไม่ขัดข้องหากจะมีรัฐประหาร” ถือเป็นการโยนหินถามทาง ขณะเดียวกัน กระแสชาตินิยมและการอ้างความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลอาจถูกใช้เป็นเหตุผลในการแทรกแซงหากสถานการณ์บานปลาย

พรรคประชาชน ยังคงรักษาความชอบธรรมทางอุดมการณ์ไว้ได้ ด้วยการไม่เข้าร่วม แต่แสดงจุดยืนผ่านสื่อสาธารณะ หากสามารถนำข้อเสนอปฏิรูปอย่างสร้างสรรค์เข้าสู่การเมืองกระแสหลักได้ อาจกลายเป็นตัวเลือกใหม่ที่แข็งแรงในอนาคต

บทสรุป
การชุมนุม 28 มิถุนายน 2568 ไม่ใช่เพียงเสียงต้านอภิสิทธิ์ของคนคนเดียว แต่เป็นเสียงสะท้อนถึงการแตกร้าวในสังคมไทยทั้งเรื่องความเหลื่อมล้ำ ความไว้วางใจต่อระบบยุติธรรม อำนาจนอกระบบ และแนวคิดเกี่ยวกับชาติ ขณะที่ฝ่ายอนุรักษ์นิยมพยายามใช้พลังนี้เพื่อเปิดเกมใหม่ ฝ่ายประชาธิปไตยก็กำลังหาทางแสดงออกโดยไม่เสียจุดยืน การเมืองไทยจึงอยู่ในภาวะที่“ไม่มีใครชนะ แต่ทุกฝ่ายกำลังเสียอะไรบางอย่าง” ซึ่งอาจนำไปสู่การจัดระเบียบใหม่ของพลังทางการเมืองในอนาคตอันใกล้

หมายเหตุ : ขอบคุณภาพประกอบจากช่างภาพไทยรัฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...