(จบ) อันธพาลน้อยหลิวรั่วซี (มี E book )
ข้อมูลเบื้องต้น
เรื่องย่อ
แพทย์ทหารสุดเท่ หลิวรั่วซี เสียชีวิตในอุบัติเหตุระหว่างการผ่าตัด แต่แทนที่จะจบชีวิต วิญญาณของนางกลับทะลุมิติมาอยู่ในร่างของเด็กสาวชื่อเดียวกันในยุคโบราณ เด็กสาวคนนี้เป็นอันธพาลน้อยประจำหมู่บ้าน ทั้งอ้วนกลม โง่เขลา และนิสัยแสบซ่า แต่โชคดีที่มีพ่อและน้องชายที่รักและตามใจนางจนเหมือนเป็นองค์หญิงของบ้าน แม้ใครจะมองว่าแย่แค่ไหน ครอบครัวนี้ก็ยังยืนหนึ่งเรื่องความรักลูกแบบไม่ลืมหูลืมตา ใครจะว่าอะไรก็ไม่สน..ลูกข้าดีที่สุด ลูกข้าสวยที่สุด ในหมู่บ้านนี้ลูกข้าทำถูกทุกอย่าง!! พวกเขาถือเป็นครอบครัวอันธพาลประจำหมู่บ้านที่ไม่มีใครอยากจะคบค้าสมาคมด้วยเลยจริงๆ
แต่ว่าแม้โง่เง่าและอ้วนกลมแต่หลิวรั่วซีนั้นกลับมีรสนิยมดีมากนางล้วนชื่นชอบแต่คนหน้าตาดีเท่านั้น แต่เพราะว่ารูปร่างที่อ้วนท้วนและนิสัยไม่ดีเลยไม่มีใครอยากจะแต่งงานด้วย
ความป่วนเริ่มต้นเมื่อพ่อผู้คลั่งรักลูกสาวไม่ยอมให้นางขึ้นคาน จึง "เก็บ" ชายหนุ่มปริศนาที่บาดเจ็บหมดสติจากริมแม่น้ำมาโยนเข้าห้องลูกสาวอย่างหน้าตาเฉย แต่ความหล่อเหลาราวหยกสลักของชายหนุ่มกลับทำให้เจ้าอ้วนอันธพาลน้อยรั่วซี "ช็อก" จนวิญญาณหลุดจากร่าง และไปล่องลอยข้ามกาลเวลาไปสู่ยุคปัจจุบัน และได้ติดตามดูชีวิตของหญิงสาวที่มีชื่อเดียวกับนางนั้นคือคุณหมอ หลิวรั่วซีแพทย์ทหารสุดเท่และสวยจัดแห่งยุคปัจจุบัน 21 ผู้เชี่ยวชาญการผ่าตัดและเป็นเธอยังเป็นเจ้าของห้องทดลองที่มักจะคิดสูตรยาสูตรอาหารวิเศษออกมาใช้เสมอ หมอรั่วซียังมีความสามารถในด้านแพทย์แผนโบราณและสนใจเรื่องพิษเป็นพิเศษ เจ้าโง่น้อยรั่วซีเฝ้าติดตามดูชีวิตของคุณหมอตั้งแต่เรียนจนกระทั่งกลายเป็นคุณหมออัฉจริยะผู้ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ต้องการตัวของโรงพยาบาลทหารทั่วโลก
เมื่อหมอหลิวรั่วซีประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตวิญญาณของเธอและเจ้ารั่วซีน้อยก็มาเจอกัน…ทำให้ทั้งสองได้ทราบว่าพวกเธอคือคนๆ เดียวกัน และเจ้าอ้วนรั่วซีนั้นได้ทราบว่าที่ตัวเองโง่เขลานั้นเพราะมีเสี้ยววิญญาณไม่ครบ และเสี้ยววิญญาณที่ว่านั้นก็คือส่วนของคุณหมอสาวคนนี้นี่เอง เมื่อวิญญาณของพวกเธอจึงได้รวมกันทั้งสองกลับมาสู่ร่างในอดีตอีกครั้งพร้อมความทรงจำและทักษะแพทย์สุดล้ำ แต่ไม่ใช่แค่ความรู้ที่ติดตามมาด้วย… อุปกรณ์การแพทย์ทั้งห้องผ่าตัด รวมถึงเสบียงอาหารและเครื่องมือทดลองและของใช้ในยุคปัจจุบันยันอาหารสำเร็จรูปที่แพทย์หญิงรั่วซีเคยใช้นั้น ก็ทะลุมิติมาด้วย!ราวกับว่ากลัวนางจะลำบากอย่างไรอย่างนั้น ทุกอย่างจึงกลายเป็นสมบัติล้ำค่าในโลกโบราณ
ส่วนสามีที่ท่านพ่อเก็บมาให้ พ่อคุณก็หล่อเกิ้น!!! แต่ว่าดันไม่ใช่คนธรรมดา เพราะเบื้องหลังของเขาเต็มไปด้วยปริศนาและอันตรายไหนจะประวัติที่คลุมเครือและยังทำเหมือนว่าตัวเองความจำเสื่อมนี่อีก แต่ทว่าชีวิตในยุคโบราณนั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ทั้งโรคระบาดเอ่ย ความอดยากหิวโหย ไหนจะความแห้งแล้ง ภัยหนาวเอ่ยต่างก็รอที่จะทดสอบความแข็งแกร่งของคุณหมออยู่ และเจ้าคนที่นอนอยู่ข้างๆ ก็นำพามือสังหารมาอี้ก!!!
เรื่องราวความรักสุดฮา ปนความมันส์ในการเอาตัวรอดจากทั้งโรคระบาด ศัตรูทางการเมือง และมือสังหารกำลังจะเริ่มต้นขึ้น!
ด้วยรัก
Primพริมโรส
**** E book เล่ม 1 - เล่ม 2 วางจำหน่ายแล้วค่ะ ไรท์ฝากนิยายเรื่องนี้ไว้ในอ้อมใจรีดที่รักด้วยนะเจ้าคะ ไหว้ย่อ *****
https://novel.dek-d.com/ebook/30090/
https://novel.dek-d.com/ebook/30128/
อันธพาลน้อยแห่งหมู่บ้านหลี่ฮวา
บทที่ 1 อันธพาลน้อยแห่งหมู่บ้านหลี่ฮวา
“หากไม่อยากจะเจ็บตัวก็ส่งเงินที่อยู่ในมือมา อย่าให้ข้าต้องใช้กำลังนะ”
น้ำเสียงที่ขู่กรรโชกนั้นเปล่งออกมาจากร่างอ้วนอวบของเด็กสาวที่สวมเสื้อผ้าที่มีรอยปะอยู่หลายแห่ง
“ฮื่อออ!!!เจ้าอ้วนอย่าเอาเงินข้าไปนะ อย่าเอาไป้!!!”
เด็กหญิงตัวเล็กๆ ร้องตะโกนเสียงหลง มือก็พยายามที่จะคว้าเงินอีแปะของตัวเองแต่ก็เอื้อมไม่ถึง และก็ไม่มีใครกล้าเข้าไปช่วยเหลือ เพราะเจ้าเด็กร่างท้วมที่เป็นผู้เอาเงินของเด็กน้อยไปคนนี้นั้น เป็นที่รู้จักกันดีในนามของหลิวรั่วซี อันธพาลตัวน้อยแห่งหมู่บ้านหลี่ฮวา
หลิวรั่วซี ยืนมองเด็กหญิงตัวเล็กๆ ที่กำลังร้องไห้ด้วยสายตาเรียบเฉย นางอายุเพียง 14 ปี แต่ร่างกายกลับอ้วนท้วนหนักถึง 190 จิ้น ทำให้ดูเหมือนเด็กอายุ 15-16 อย่างไรอย่างนั้น ใบหน้ากลมอ้วนแก้มยุ้ยดูน่ารัก แต่เมื่อรวมกับสายตาดุๆ แล้วกลับดูน่ากลัวอย่างบอกไม่ถูก
"ร้องไห้ทำไม? เสียงดังน่ามคาน"
หลิวรั่วซีเอ่ยเสียงเรียบพลางกระชากมือที่ถือเงิน2อีแปะที่แม่ของเด็กน้อยให้ไปซื้อซีอิ้วจากมือเด็กหญิงตัวเล็กๆ ออกมาโยนเล่น
"เงินนี่เมื่อมันอยู่ในมือของข้าแล้ว มันย่อมเป็นเงินของข้า เข้าใจไหม?"
เด็กหญิงตัวเล็ก ๆ ตกใจกลัวจนตัวสั่น ร้องไห้โฮออกมาเสียงดัง
“อย่าเอาเงินของข้าไปนะ ข้าจะฟ้องท่านพ่อข้า ฟ้อง ฮื่อออ!!”
“ฟ้องเลย! ฟ้องบ้านเจ้าทั้งบ้านได้เลย ข้าว่าพวกเข้าทั้งบ้านรวมกันยังหนักสู้ข้าไม่ได้หรอก วะฮ่าฮ่าฮ่า!!!”
หลิวรั่วซีขู่ เด็กน้อยที่น่าสงสาร พร้อมกับชูหมัดอวบอ้วน ๆ ของนาง ขึ้นบนท้องฟ้า พร้อมกับส่งเสียงหัวเราะแบบที่มีแค่อันธพาลเท่านั้นที่หัวเราะแบบนี้
"อย่าให้เจอนะ เดี๋ยวจะให้เลือดกิน!" หลิวรั่วซีหันมองดูเหล่าเด็กๆ ที่แอบมองอยู่ไกลๆ และตะโกนขู่ใส่เด็กๆ เหล่านั้นก่อนจะเดินเชิดหน้าจากไปอย่างองอาจ หาได้รู้สึกผิดไม่ที่รังแกเด็กแบบนั้น ช่างสมกับเป็นอันธพาลประจำหมู่บ้านจริงๆ
เด็กหญิงตัวน้อย เห็นท่าไม่ดีนางจึงรีบถอยหลังและวิ่งกลับบ้านทันที และแน่นอนว่าถึงแม้ว่าจะฟ้องทุกคนในบ้านก็ไม่มีใครจะกล้ามาหาเรื่องเจ้าอ้วนตระกูลหลิวอันธพาลแห่งหมู่บ้านหลี่ฮวาแห่งนี้จริงๆ … เพราะน้ำหนักร่วมกันทั้งบ้านก็สู้นางคนเดียวไม่ได้นะสิ
หากว่าคนทั้งหมู่บ้านหลี่ฮวาจะพูดถึงตระกูลหลิวนั้นพวกเขาสามารถบอกได้ว่าเป็นครอบครัวที่ยากจนที่สุดในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ว่าได้ และไม่ใช่จนอย่างเดียวนะ พวกเขายังขี้เกียจมากด้วย สี่พ่อลูกตระกูลหลิวประกอบด้วย
คือหลิวจิ้งหลง อายุ 40
หลิวจิ้งอวิ่นพี่ชายอายุ 18 ปี
หลิวรั่วซี อายุ 14 ใกล้ 15 ปี
และหลิวจิ้งคง อายุ 12 ปี
ครอบครัวตระกูลหลิวนั้นอพยพมาจากทางเหนือเพื่อจะหนีภัยโรคระบาดโซซัดโซเซมาจนถึงหมู่บ้านหลี่ฮวา ระหว่างที่หนีมานั้นท่านแม่ของพวกเขาก็พลัดหลงและหายไปกับกลุ่มคนที่อพยพมาด้วยกัน แม้พวกเขาจะพยายามหาเพียงใดก็ไม่เจอ พวกเขาจึงได้พเนจรร่อนเร่มาจนถึงหมู่บ้านนี้ เมื่อตั้งหลักที่หมู่บ้านนี้ได้พวกเขาก็เริ่มก่อกวนชาวบ้าน ขู่รีดเงิน และทำตัวเป็นอันธพาลไปทั่วหมู่บ้าน จนชาวบ้านต่างพากันรังเกียจและไม่ค่อยอยากจะเข้าใกล้ หัวหน้าหมู่บ้านที่เป็นคนอนุญาตให้พวกเขาอยู่ต่างก็ถูกชาวบ้านก่นด่าวันละ 3 รอบที่รับตัวปัญหาเข้าในหมู่บ้านเช่นนี้ ซึ่งหัวหน้าหมู่บ้านแซ่เกาที่น่าสงสาร ก็ได้แต่ก้มหน้ารับคำด่า พลางคิดว่าเขาไม่น่ารับอันธพาลตระกูลนี้มาเล้ย!!!
แต่สำหรับคนตระกูลหลิวนั้น แม้ว่าพวกเขาจะยากจนและมีนิสัยไม่ดีขนาดนี้พวกเขาก็ยังขี้เกียจมากด้วย ไม่ค่อยชอบไปทำมาหากินเหมือนครอบครัวอื่นทำให้พวกเขานั้นถือเป็นบ้านที่ยากจนที่สุดจริงๆ
แม้ว่าจะขี้เกียจและเป็นตัวปัญหาแต่ครอบครัวหลิวก็มีความรักและผูกพันกันอย่างเหนียวแน่น พวกเขาคอยช่วยเหลือซึ่งกันและกันเสมอมา และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จะถูกหรือผิด พวกเขาก็จะยืนหยัดอยู่เคียงข้างกันเสมอ นั้นเป็นเหตุผลว่าทำไม ทุกคนไม่อยากจะมีเรื่องกับพวกเขา เพราะหากว่ามีเรื่องคนตระกูลหลิวพวกเขาก็จะแห่ตามมาหากเรื่องด้วยนั้นเอง
หมู่บ้านหลี่ฮวาเป็นหมู่บ้านเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากความเจริญของเมืองหนิงโจว แคว้นอันหนิง มีบ้านเรือนที่สร้างด้วยไม้ไผ่และดิน มีทุ่งนาและป่าไม้รายล้อม ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำนาและทำสวนและล่าสัตว์เพื่อยังชีพ พวกเขาล้วนเป็นชาวบ้านที่ขยันขันแข็งกันทั้งนั้น แต่ก็มีบางบ้านที่เป็นอันธพาลอย่างชัดเจนและเปิดเผย นั้นคือครอบครัวของหลิวรั่วซีนั้นเอง…. (มีเอกลักษณ์ดี 5555 ไม่เหมือนใคร ขี้เกียจเป็นเอกลักษณ์)
บรรยากาศในหมู่บ้านค่อนข้างเงียบสงบ แต่ก็แฝงไปด้วยความหวาดระแวงเล็กน้อย เพราะชาวบ้านต่างก็หวาดกลัวครอบครัวของนาง พวกเขาไม่กล้าที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับครอบครัวนี้ เพราะกลัวจะถูกขู่เข็ญหรือทำร้ายนั้นเอง
หลังจากที่ขู่เอาเงินมาได้ 2 อีแปะจากเด็กน้อยมาได้ หลิวรั่วซีก็กลับบ้านเพื่อพักผ่อน วันนี้ถือว่านางได้ใช้แรงในการรังแกเด็กไปเยอะมากแล้ว นางจำเป็นต้องนอนพักเพื่อความงาม ขณะที่นางกำลังจะนอนนั้นเอง เจ้าเล็กหลิวจิ้งคงก็วิ่งหน้าเริด ผมปลิววอน ตะโกนเสียงดังมาแต่ไกล
“พี่รอง!!! พี่.. ข้ามี…มีข่าวร้ายมาบอกพี่อีกแล้ว เฮ้อ เฮ้อ!!!” ด้วยความเหนื่อยที่วิ่งมาไกลทำให้เจ้าจิ้งคงถึงกับหอบลิ้นห้อย แต่ก็อยากจะเล่าเรื่องราวที่ได้รับรู้มาให้พี่สาวฟังเร็วๆ
"ข่าวร้ายอะไรกันเล่าเจ้าเล็ก? เกิดอะไรขึ้น" หลิวรั่วซีเห็นน้องชายยืนหอบอยู่จึงถามขึ้น
“คือ…คือว่าพี่เจิ้งหานของพี่ที่อยู่หมู่บ้านจู่ไห่ส่งแม่สื่อไปสู่ขอเหลียนฮวาของตระกูลเหลียนแล้ว ข้าคิดว่าคนนี้พี่ก็คงจะชวดอีกแล้ว” หลิวจิ้งคงพูดจบก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นหอบต่อทันที
“อะไรนะ!!! พี่เจิ้งของข้า ส่งแม่สื่อไปสู่ขอผู้หญิงอื่นอย่างนั้นหรือ??”
จากนั้นน้ำตาก็ไหลอาบแก้มอ้วนๆ ของนาง นางค่อยๆ หันหน้าไปมองนอกหน้าต่างหวนคิดถึงภาพของพี่เจิ้งที่แสนหล่อเหลาที่กำลังยิ้มหัวเราะให้นางปรากฏขึ้นในหัว (เขาหัวเราะกับคนที่บ้านของเขา)
ภาพที่พี่เจิ้งหานแอบไปเด็ดดอกไม้ริมน้ำ (แม่เขาใช้มาเก็บผักริมน้ำ)
ภาพที่พี่เจิ้งเดินกลับบ้านและหันมายิ้มให้นาง (เขายิ้มให้ญาติเขา)
ภาพเหล่านั้นกลับมาหลอกหลอนนางอยู่ในยามนี้
"ทำไม…ทำไมต้องเป็นอย่างนี้ด้วย" รั่วซีร้องไห้ออกมาอย่างหนัก
“เหตุใดท่านถึงได้ทำร้ายหัวใจดวงเล็กๆ ของข้าเช่นนี้ พี่เจิ้ง!!”
หลิวรั่วซีนั้นหลงรักเจิ้งหาน บัณฑิตหนุ่มรูปงามผู้กำลังเตรียมตัวสอบซิ่วไฉ่มาสองเดือนกับอีก 5 วันแล้ว ด้วยระยะเวลาที่ยาวนานขนาดนี้ แน่นอนว่านางย่อมลุ่มหลงเขาอย่างเต็มที่เต็มหัวใจ… เฝ้าฝันถึงเขาถึงงานวิวาห์ที่อยากให้เขามาสู่ขอ
ด้วยความที่หลงใหลในความหล่อเหลาและความรู้ความสามารถของเขา ทำให้นางแอบชอบและตามตื๊อเจิ้งหานอยู่เสมอ จนกระทั่งครอบครัวของเจิ้งหานต้องหวั่นเกรงว่าสักวันหนึ่งหลิวรั่วซีจะให้พ่อและพี่น้องอันธพาลของนาง มารวบหัวรวบหางเจิ้งหานไปเสีย
พวกเขาจึงได้รีบชิงลงมือก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องราวที่ไม่คาดคิด ครอบครัวของเจิ้งหานจึงตัดสินใจหมั้นหมายให้เจิ้งหานกับหญิงสาวตระกูลอื่นอย่างรวดเร็ว และข่าวการหมั้นหมายในครั้งนี้ก็ได้ทำลายความหวังของหลิวรั่วซีลงอย่างสิ้นเชิง ขณะที่นางกำลังพยายามที่จะร้องไห้ และเงยมองขึ้นฟ้าเพื่อจะดูว่าจะมีฝนตกหรือไม่ หากมีฝนนางจะได้เดินออกไปตากฝน เพราะว่านางคิดว่าหากได้ร้องไห้ภายใต้สายฝนนั้น น่าจะทำให้ความรู้สึกของนางนั้นเศร้ามากขึ้น
"ช่างเถอะ ช่างเถอะ!!เจ้ารอง คนดีๆ ในโลกนี้มีอีกเยอะแยะ ข้าได้ยินว่าเฉินหลงของหมู่บ้านเหลียงก็หน้าตาหล่อเหลาไม่เบานะ และดูเหมือนว่าเขาก็เป็นบัณฑิตเหมือนกับเจ้าเจิ้งหานด้วย"
หลิวจิ้งอวิ่นพี่ใหญ่ของหลิวรั่วซี เดินมาได้ยินพอดีเรื่องราวอักหักรักคุดของน้องสาว จึงได้พยายามปลอบโยนน้องสาวของเขา เพราะนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่นางเป็นแบบนี้ นี้คือครั้งที่สามที่ชายหนุ่มที่นางหมายปองนั้นต่างพากันรีบหมั้นหมายหญิงอื่น พวกเขาจึงเกิดการเรียนรู้แล้ว และให้ความหวังใหม่แก่นาง
"แต่พี่เจิ้งเป็นคนเดียวที่ข้าชอบที่สุด ข้าจะเอาพี่เจิ้งเท่านั้น!!!" หลิวรั่วซีประกาศกร้าวขึ้นมาพร้อมกับยกกำปั้นอ้วนๆ ชูขึ้นในอากาศเหมือนจะเป็นการประกาศจุดยืน
พี่เจิ้งหาน: ปล่อยข้าไปเถอะ!!!!
หลิวรั่วซีนั่งร้องไห้ฟูมฟายอยู่คนเดียวในห้อง ความรักครั้งที่สามต้องจบลงอย่างแสนเศร้า ทำให้หัวใจดวงน้อย ๆ ของนางเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส นางรู้สึกว่าโลกนี้ไม่ยุติธรรมกับนางเลย สวรรค์ท่านให้หน้าตาที่งดงามร่างกายที่สมบูรณ์แบบแก่ข้ามาแล้วเหตุใดไม่ให้บุรุษที่หล่อเหลากับข้าด้วยเล่า!!!!
สวรรค์: (……)
สัญลักษณ์ของคำว่า…. เบิดคำสิเว้า…
*** น้องมีความมั่นใจในตัวเองดี 5555 ****
เกลือหมด
บทที่ 2 เกลือหมด
เสียงสะอื้นโศกเศร้าของนางดังก้องไปทั่วห้องนอนเล็กแคบ ของหลิวรั่วซี ร่างกายของเด็กสาวตัวอ้วนกลมกลิ้งไปมาบนเตียงไม้ ราวกับลูกฟุตบอลแต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่ามาก สิ่งที่น่าสงสารคือเตียงที่สั่นไหวจนขาของเตียงเกือบจะหักแล้ว หลิวรั่วซีนั้นร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มแดงก่ำของนาง นางซบหน้าลงบนหมอนใบเก่า ร้องไห้ราวกับจะขาดใจ
เสียงฝีเท้าหนักๆ เดินเข้ามาในห้องหลิวจิ้งหลงพ่อของหลิวรั่วซี เมื่อได้ยินเสียงร้องไห้ของบุตรสาวอันเป็นที่รักเขาก็รีบเดินมาที่ห้องนางทันที เขามองไปที่ก้อนกลมๆ ใหญ่ๆ ของลูกสาวด้วยความรักและเอ็นดู ลูกสาวของเขาไม่ว่าจะอยู่ในท่าไหนก็น่ารักตะมุตะมิไปหมดดูสิ! แม้ว่านางจะกลิ้งไปมาแบบนั้นก็ยังดูน่ารักเลย..เฮ้อ..เขาช่างโชคดีที่มีบุตรสาวหน้าตาดีเช่นนี้
ว่าแล้วก็นึกถึงแม่อีหนูจริงๆ นางไม่น่าอายุสั้นเลย มิเช่นนั้นนางก็คงจะเหมือนเขาที่ทั้งรักและมีความสุขเมื่อมองดูบุตรสาวที่เติบโต (มาก) แบบนี้ เมื่อมองลูกสาวที่ประดุจไข่มุกล้ำค่าบนฝ่ามือของเขาแล้ว หลิวจิ้งหลงก็เดินเข้าไปนั่งลงข้างๆ เตียง ก่อนจะลูบศีรษะของลูกสาวเบาๆ พลางเอ่ยขึ้นมาว่า
"อย่าร้องไห้เลยลูกรักของพ่อ" เสียงทุ้มนุ่มของหลิวจิ้งหลงเอ่ยออกมาแผ่วเบา
"อย่าร้องไห้ เดี๋ยวจะคอแห้งและไอนะ พ่อเป็นห่วง ประเดี๋ยวพ่อจะไปจับปลามาให้เจ้ากินดีหรือไม่ เจ้าชอบปลาเผาตัวใหญ่ๆใช่หรือไม่"
หลิวรั่วซีค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมามองพ่อด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ภาพของปลาเผาหอมๆ ตัวใหญ่ๆ เค็มๆ ก็แทรกขึ้นมาในมโนสำนึกมันค่อยๆ เบียดภาพของพี่เจิ้งหานตกขอบไป แต่ดูเหมือนว่าพี่เจิ้งหานจะสู้กลับเพราะไม่นานภาพของพี่พี่เจิ้งของนางก็เบียดปลาเผาเกลือตกขอบไปเช่นกัน หลิวรั่วซีก็สั่นศีรษะและเอ่ยว่า
"แต่ข้าเสียใจมากเลยนะเจ้าคะท่านพ่อ พี่เจิ้งเขาไปหมั้นกับคนอื่นแล้ว ข้านึกว่าคำสัญญาที่เขาเคยให้ไว้กับข้าจะเป็นจริง เหตุใดเขาถึงได้เป็นคนมากรักหลายใจเช่นนี้ ฮื่อๆๆ "
เจิ้งหาน: ข้าไม่เคยสัญญาอะไรกับเจ้าเลยนะมีแต่หลบหน้าเมื่อเจอกัน เจ้าอ้วนน้อย มโนไปไกลแล้ว!!!!
หลิวจิ้งหลงยิ้มให้ลูกสาวอีกครั้งพลางใช้มือหยาบกร้านของตัวเองค่อยๆ เช็ดน้ำตาบนแก้มอ้วนให้นาง ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า ด้วยความรักและเอ็นดู
“พ่อได้ยินว่าที่หมู่บ้าน ซานเหอ ก็มีบัณฑิตหล่อเหลาหลายคน เอาไว้วันหลังพ่อจะพาเจ้าไปซุ่มดู หากว่าเจ้าชอบคนไหนพวกเราก็จะเอากระสอบไปตะครุบเอามาเลยดีไหมลูกพ่อ เพียงแต่ว่าหมู่บ้านนี้ต้องข้ามภูเขาไป 3 ลูกถึงจะไปถึงหมู่บ้านซานเหอ ลูกจะไหวหรือเปล่า? ”
หลิวจิ้งหลงแนะวิธีจับลูกเขยแบบหน้าไม่แดงสีหน้าไม่เปลี่ยนให้ลูกสาวฟังทันที ก็มันเป็นวิถีแห่งอันธพาลเขาทำกัน ทำไมหล่ะ!หลิวจิ้งหลงคิด
เจ้าอ้วนได้ยินว่ามีหนุ่มหล่อมากมายที่หมู่บ้านซานเหอ หูก็พึ่งขึ้นมาทันที ภาพหนุ่มบัณฑิตหล่อเหลาผอมบางพากันเบียดพี่เจิ้งหานอีกแล้ว และเมื่อมีหนุ่มหล่อมากมายพี่เจิ้งก็สู้ไม่ไหวตกขอบหัวทิ่มไปไกลเลย… ความเสียใจเมื่อสักครู่ไม่รู้หายไปไหนแล้ว ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงสดใสราวกับว่าเมื่อสักครู่นางไม่ได้เสียใจร้องไห้อยู่อย่างไรอย่างนั้น
“มีเยอะเลยหรือเจ้าคะท่านพ่อ???”
“มีหลายคนเลยลูก ล้วนแต่เป็นบัณฑิตแบบที่ลูกชอบทั้งนั้น” ท่านพ่อนั้นรู้ว่ารสนิยมของบุตรสาวคือบัณฑิตตัวผอมบางผิวซีดเซียวเหล่านั้น
“เช่นนั้น …เช่นนั้นข้าต้องซื้อชุดใหม่อีกแล้ว และมันจะต้องเป็นสีชมพูเท่านั้นถึงจะทำให้ข้าดูดีเจ้าค่ะท่านพ่อ หากว่าไปที่ซุ่มที่หมู่บ้านนั้นแล้วพวกเขารู้ว่าข้าใส่ชุดเดิมไปคงจะไม่ดีแน่…ท่านพ้ออออ!!!! พาข้าไปซื้อชุดใหม่ด้วยนะเจ้าคะ” อารมณ์ของหลิวรั่วซีเปลี่ยนกะทันหันจนหลิวจิ้งหลงนั้นตามเกือบไม่ทัน จากนั้นก็..
“เออ..เออ แต่ว่าลูกเพิ่งจะซื้อชุดสีชมพูไปเมื่อไม่กี่วันก่อนเองนะ” ตอนนี้เงินในเรือนมีไม่ถึง 200 อีแปะด้วยซ้ำและชุดๆ หนึ่งของลูกสาวก็ต้องใช้เงินถึง 2 – 3 ตำลึงเพราะต้องใช้ผ้าเยอะ…หลิวจิ้งหลงเครียดเล็กน้อยพลางคิดว่า จะไปขู่เอาเงินจากบ้านไหนดีหล่ะทีนี้เพราะพวกเขาเพิ่งจะไปที่บ้านถวายมาเมื่อไม่กี่วันก่อน…ได้เงินมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น…เฮ้อออ…
“แต่มันไม่ใช่สีชมพูลายดอกเหมย ชุดคราวก่อนมันเป็นลายดอกท้อ ข้าไม่สามารถสวมชุดเดิมเพื่อไปซุ่มดูหนุ่มคนใหม่ได้เจ้าค่ะท่านพ่อ ไม่รู้หล่ะข้าต้องได้ชุดสีชมพูตัวใหม่ลายดอกเหมยเท่านั้น ก่อนที่จะไปซุ่มดูบัณฑิตเหล่านั้น”
เจ้าอ้วนรั่วซีที่ถูกตามใจจนเสียคนไม่ยินยอม นางจะต้องมีชุดใหม่สีชมพูลายดอกเหมยให้ได้นั้นคือความคิดของนางในตอนนี้และตอนนี้ดวงตาของนางก็วาววับนึกถึงหน้าตาอันหล่อเหลาของเหล่าบัณฑิตร่างผอมสำอางค์เหล่านี้ จากนั้นนางก็ยิ้มอย่างมีความสุข พี่เจิ้งสุดหล่อได้กลายเป็นอดีตรักที่ขมขื่นของนางโดยพลัน….
หลิวจิ้งหลงนั้นยังคิดไม่ออกว่าจะไปข่มขู่เอาเงินจากบ้านไหนมาซื้อชุดสีชมพูลายดอกเหมยให้บุตรสาวได้ แต่ว่าตอนนี้เมื่อเห็นว่าลูกสาวหายเศร้าแล้วก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ลูกรักเรื่องชุดสีชมพูลายดอกเหมยนั้นเอาไว้ก่อน พ่อจะหาทางหาเงินมาซื้อให้เจ้าให้ได้ แต่ว่าตอนนี้เจ้าน่าจะหิวแล้ว พ่อจะไปจับปลามาย่างให้เจ้ากินก่อนดีหรือไม่ เดี๋ยวมันจะสายก่อน ตอนนี้เจ้านอนพักผ่อนเอาแรงก่อนนะ”
“ได้!!ท่านพ่อดีที่สุดเลยเจ้าคะ ข้ารู้ว่าท่านพ่อรักข้าที่สุด และก็ ตอนที่ท่านย่างปลาให้ข้านั้นใส่เกลือให้ข้าเยอะๆ ด้วยนะเจ้าคะ ข้าชอบเค็มๆ”
พูดเสร็จก็ยกมืออ้วนขึ้นสองข้าง ราวกับจะเป็นการตอกย้ำว่าให้ใส่เกลือให้นางเยอะๆ นั้นเอง
***อ้วนแล้วยังจะเพิ่มโซเดียมอีก.***
“อะ..เอออ เกลือหรือลูก..เออ..ได้.. ได้สิ เดี๋ยวพ่อจะใส่เกลือให้ลูกเยอะๆ เลย”
หลิวจิ้งหลงนั้นรู้ดีว่าตอนนี้เกลือในบ้านหมดแล้ว หากว่าจะใส่ปลาย่างให้ลูกสาวละก็…ไปขู่เอาที่บ้านไหนดีหล่ะทีนี้…เมื่อคิดยังไม่ตกเขาก็เลยไม่อยากคิดจากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินออกจากห้อง พลางตะโกนเรียกลูกชายทั้งสองไปด้วย จะได้รีบจับปลามาให้ลูกรักของเขา
"ไป ไป จิ๋งคง จิ้งอวิ่น ไปหาปลากับพ่อมาให้พี่สาวเจ้า ให้นางได้กินของอร่อย นางจะได้หายเศร้า"
ก่อนไปเขายังหันมาบอกนางว่า
"ลูกรัก ลูกรออยู่ที่บ้านนะ ไม่ต้องทำอะไร หากว่าอยากร้องไห้ก็นอนร้องไห้ไปเลยนะ ไม่ต้องลุกเดี๋ยวพ่อจะทำอาหารมาให้เจ้าเอง"
รั่วซีพยักหน้ารับคำเบาๆ น้ำตาหยุดไหลลงทันทีเมื่อคิดถึงปลาย่างเกลือตัวใหญ่ และชุดสีชมพูลายดอกเหมย ที่ท่านพ่อกำลังจะไปหามาให้นาง หลิวจิ้งหลงเดินออกจากห้องไปพร้อมกับรอยยิ้ม
หลิวรั่วซีรู้สึกอบอุ่นใจเมื่อมีพ่อและพี่น้องอยู่ข้างกายแบบนี้ นางจึงค่อยๆล้มตัวลงนอนเพราะท่านพ่อไม่อยากให้นางเหนื่อยมาก นางจึงไม่อยากจะขยับตัวและค่อยๆหลับไปอีกครั้ง..
หลิวจิ้งหลงเมื่อเดินมาหาลูกชายคนเล็กเขาก็บอกว่าบุตรสาวอยากให้ใส่เกลือในปลาย่างเยอะๆ แต่ว่าตอนนี้เกลือที่บ้านพวกเขานั้นหมดแล้ว เจ้าจิ้งจกคงจึงได้เอ่ยขึ้นมาว่า
“เดี๋ยวไปขู่เอากับบ้านน้าเออร์หลางก็ได้นี่ท่านพ่อ คราวที่แล้วที่เอามาเห็นว่าบ้านนั้นยังมีเกลืออยู่ตั้งกำใหญ่เลย ข้าเห็น” เจ้าหลิวจิ้งคง นั้นสืบทอดนิสัยมากจากพ่อของเขาเต็มๆ เขาไม่มีตัน…เมื่อเกิดปัญหามันจะหาทางออกได้เสมอ
เมื่อคิดแก้ปัญหาเรื่องหาเกลือให้ลูกสาวได้แล้วสามพ่อลูกก็รีบเดินไปที่แม่น้ำทันที
****ตามใจเจ้าอ้วนจนเสียคนแล้วท่านพ่อ****
เหตุเกิดริมฝั่งน้ำ
ตอนที่ 3 เหตุเกิดริมฝั่งน้ำ
ท้องฟ้ายามเช้าที่หมู่บ้านหลี่ฮวายังคงเต็มไปด้วยหมอกจาง ๆ ลมเย็น ๆ พัดโชยเอื่อย ๆ พาให้ละอองน้ำตามดอกหญ้าและยอดไม้กระจายอยู่ทั่วไป เสียงนกเล็ก ๆ ร้องประสานกันเป็นสัญญาณว่าทุกสรรพชีวิตกำลังจะเริ่มวันใหม่อีกครั้ง แต่สำหรับ ตระกูลหลิววันนี้เป็นอีกวันที่ต้องออกตระเวนตามหาเสบียงประทังชีวิต (บุตรสาว) และ…“เกลือ” ที่เจ้ารั่วซีลูกรักสั่งนักสั่งหนาว่าต้องใส่ในปลาย่างของนางให้เยอะๆ
หลิวจิ้งหลงผู้เป็นบิดา เดินนำสองหนุ่มแห่งบ้านหลิวอันประกอบไปด้วยหลิวจิ้งอวิ่นและหลิวจิ้งคง เดินลัดเลาะมาตามคันนา แล้ววกเข้าไปสู่ลำธารเล็ก ๆ ที่อยู่ห่างจากตัวหมู่บ้านไปราว ๆ สองลี้ จุดมุ่งหมายก็เพื่อหาปลา หาปู หรือกบเขียดอะไรก็ได้สักอย่างมาเป็นกับข้าวกับปลา และที่สำคัญคือ ตั้งใจว่าระหว่างเดินกลับจะต้องหาโอกาสแวะขู่ตบทรัพย์…เอ๊ย ขอแบ่งก็แล้วกันเนาะ ขอแบ่งเกลือจากชาวบ้านใกล้เคียงเพิ่มเติมสักเล็กน้อยให้ได้ และคงจะเป็นเจ้าเออร์หลางอีกแล้วที่จะต้องแบ่งเกลือที่มีอยู่น้อยนิดให้บ้านเขา หาไม่แล้วลูกรักอาจจะไม่ชอบปลาที่เขาจะย่างให้แน่เพราะว่ามันไม่เค็มมากพอ
“ท่านพ่อ ๆ ที่ตรงนั้นน้ำนิ่งดีนะขอรับ พวกปูชอบอยู่ตรงแถวโคนกอหญ้าแบบนี้!” เจ้าจิ้งคงร้องบอก พูดไปก็ย่ำเท้าแหวกน้ำไปส่งเสียงจ๋อมแจ๋ม สายตาสอดส่องหา ของอร่อยในลำธาร
“ข้าได้ปูแล้วตัวหนึ่ง! ตัวเล็กแต่ก็ยังดี…” หลิวจิ้งอวิ่น ที่วันนี้ต้องยอมตื่นเช้าเพื่อออกมาช่วยพ่อหาอาหาร กำลังใช้ไม้ไผ่สั้น ๆ งัดปูตัวที่คีบหนีบติดแน่นมาใส่ตะกร้าที่หิ้วอยู่
“ดีกว่าไม่ได้อะไรเลยนะพี่ใหญ่ ช่วงนี้คนแถวนี้ก็จับไปกินกันเกือบหมด เหลือแต่ตัวเล็กนี่ละ” จิ้งคงทำปากยื่นนิด ๆ เพราะจนถึงบัดนี้ ยังจับไม่ได้ปลาตัวเป็น ๆ สักตัว นึกภาพพี่สาวร้องอยากกินปลาย่างเกลือแล้วได้แค่ปูตัวน้อยแค่นี้ ประตูบ้านที่เพิ่งจะซ้อมไป ไม่แน่ว่าอาจจะต้องซ่อมมันอีกแน่ เจ้าเล็กจิ้งคงคิดพลางสอดส่าย สายตาหาปลาให้จงได้
“เฮ้อ” หลิวจิ้งหลง ถอนหายใจเบา ๆ มองสองลูกชายที่กำลังง่วนจับปู หาปลาในน้ำตื้นด้วยแววตานิ่ง ๆ เขาเองก็เริ่มหิวแล้วเหมือนกัน อุตส่าห์กะว่าจะได้ปลาตัวใหญ่สักตัวเอาไปทำปลาย่างอย่างที่รั่วซีลูกรักอยากกิน ถ้าหาไม่ได้คงต้องวิ่งไปขู่บ้านนู้นที บ้านนี้ทีอีกแล้วสิ
สามพ่อลูกใช้เวลาทั้งเช้าในการที่จะจับปลาในลำธาร แต่จนแล้วจนรอดพวกเขาก็จับได้เพียงปลาตัวเล็กๆ 2-3 ตัวเท่านั้น เพราะช่วงนี้ เป็นช่วงที่ชาวบ้านว่างจากงานนา ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ต่างก็ออกมาหาอาหาร ตามป่า ตามลำธาร ทำให้อาหารที่มีนั้นน้อยลง ประกอบกับช่วงนี้อาการเริ่มที่จะแห้งและน้ำลดลงมากนั้นเอง ขณะที่พวกเขากำลังจะเลิกละความพยายาม และเตรียมตัวเดินกลับไปตั้งหลัก กะว่าจะตระเวน ‘ขอ’ เกลือและเงินเล็กน้อยจากบ้านใครสักหลังเพื่อเติมเสบียง จู่ ๆ เจ้าจิ้งคงที่เดินตามริมหญ้าริมฝั่งน้ำก็ร้องขึ้นมาเสียงดัง
“ท่านพ่อ! พี่ใหญ่! มาดูนี่เร็ว!! มีคน…มีคนล้มอยู่ตรงนี้!”
สองพ่อลูกที่เหลือรีบวิ่งกระโจนผ่านกอหญ้ามาดูภาพตรงหน้า ก็เห็นร่างบุรุษหนุ่มคนหนึ่งนอนหมดสติอยู่บนพื้นริมฝั่งน้ำ ริมฝีปากซีด ใบหน้าเต็มไปด้วยคราบเลือด และร่างกายมีร่องรอยบาดแผลหลายแห่ง และแม้จะอยู่ในสภาพเลอะเทอะ แต่ก็ไม่อาจปิดบังรูปโฉมอันงดงามดั่งหยกสลักได้ ใบหน้าของชายหนุ่มปริศนานั้นหล่อเหลาจนพวกเขาต่างก็หันมองหน้ากัน
“ว่าแต่.ตายแล้วหรือยังนะเจ้าเล็ก” หลิวจิ้งอวิ่นถามอย่างระแวง ๆ ทำให้หลิวจิ้งหลงผู้เป็นพ่อรีบเดินเข้าไปดู
“ยัง ๆ ดูตรงอกยังขยับอยู่เล็กน้อย” หลิวจิ้งหลงมีประสบการณ์เคยซัดคนสลบมานับไม่ถ้วน (แต่ปกติไม่ค่อยช่วย) เลยมองออกว่าบุรุษตรงหน้ายังไม่สิ้นลมหายใจแน่นอน
ในขณะที่สองพ่อลูกกำลังครุ่นคิดว่าจะทำอย่างไรดี เจ้าจิ้งคงก็หลุดอุทานอย่างตื่นเต้น
“เขาเป็นผู้ใดกันรูปงามถึงเพียงนี้!? ข้าไม่เคยเห็นบุรุษคนไหนหน้าตาเลิศล้ำขนาดนี้มาก่อนเลยนะ หากว่าพี่รองมาเห็นละก็…!”
คำพูดของเจ้าเล็กจิ้งคงทำให้หลิวจิ้งคงกับหลิวจิ้งอวิ่นค่อยๆ หันมาสบตากัน จากนั้นมุมปากของทั้งคู่ก็ค่อยๆ ยกขึ้นราวกับพวกอันธพาลตัวร้ายอย่างไรอย่างนั้น…รูปงามเช่นนั้นรึ…หึหึหึ.ช่างเหมาะกับรสนิยมของลูกรักของเขาจริงๆ ด้วย
“คนผู้นี้แม้ว่าจะบาดเจ็บแต่ ว่าหล่อเหลาขนาดนี้ ถ้าเจ้ารองได้เห็นคงกรี๊ดลั่นบ้านแน่เลยท่านพ่อ!ท่านดูคิ้วดูหน้าสิ เหลาบัณฑิตที่เจ้ารองชอบนั้นชิดซ้ายไปเลย” หลิวจิ้งอวิ่นสาธยายอย่างสนุกปาก โดยลืมดูว่าสภาพที่บาดเจ็บของเจ้าหนุ่มนั้นต้องการความช่วยเหลือมากขนาดไหน
“ฮ่า ๆ ดีเหมือนกัน ถึงเขาจะเจ็บปางตาย แต่ก็มีดีคือหน้าตา บางทีบ้านเราจะได้มีข่าวดีกับเขาสักที” เขาเองก็สงสารบุตรสาวที่เล็งผู้ใดเอาไว้ก็ นก ตลอดเขาก็ไม่เข้าใจเจ้าพวกหนุ่มๆ พวกนั้นว่าเหตุใดถึงมองไม่เห็นความงดงามของบุตรสาวของเขากันนะ!!!…แต่หากพาชายคนนี้กลับไปแบบนี้น่าจะดีกว่า เขาบาดเจ็บเช่นนี้มันน่าจะง่ายในการรวบหัวรวบหางให้บุตรสาวที่รักของเขาแน่นอน…หลิวจิ้งหลงคิดเอาง่ายๆ โดยไม่ได้สนใจที่มาที่ไปของชายหนุ่มผู้นี้เลย
เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มยังไม่ตายจริง ๆ หลิวจิ้งหลงก็ไม่รอช้า รีบใช้มือหยาบแต่ทรงพลังของเขาดึงแขนอีกฝ่ายขึ้นมาแล้วโอบพาดบ่า แบกขึ้นหลังอย่างทุลักทุเล “ไป! กลับบ้านกันก่อน ปลาปูยังไม่สำคัญเท่าของสิ่งนี้ เอ๊ย… เท่าคนเจ็บนี่”
“ท่านพ่อไม่ลืมขู่เอาเกลือใช่ไหม” จิ้งคงแทรกขึ้นมา เพราะไม่อยากให้พี่สาวพร่ำโวยทีหลังว่ายังไม่ได้ปลาแล้วเกลือก็ไม่มี
“ยัง ๆ มันต้องแวะผ่านบ้านน้าเออร์หลางอยู่แล้วน่า แค่จะแบกชายเจ็บแล้วขู่เขาไปด้วยอาจจะลำบากนิดนึง แต่เอาเถอะ พวกเจ้าช่วยกันก็แล้วกัน”
สามพ่อลูกเดินออกจากลำธารมาอีกไม่กี่ร้อยเมตร ก็ถึงบ้านของ “น้าเออร์หลาง” ผู้เคราะห์ร้ายประจำย่าน พวกเขาลอบเห็นหลังบ้านมีกองฟืนและมีขวดเกลือเล็ก ๆ วางอยู่ จิ้งคงกับจิ้งอวิ่นรีบปรี่ไปจัดการ"ยืม"เกลือมาหนึ่งกำใหญ่แล้วก็วิ่งกลับมาหาบิดา
“ได้แล้วท่านพ่อ รีบไปกันเถอะ ” จิ้งคงยื่นเกลือให้บิดาพอเป็นพิธี ราวกับว่าเกลือนี่เป็นของพวกเขาจะเข้ามาเอาเมื่อไหร่ก็ได้อย่างไรอย่างนั้น หลิวจิ้งหลงพยักหน้าหงึก ๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกดีขึ้นไม่น้อยที่เคลียร์ปัญหาความอยากอาหารของลูกสาวได้สักระยะ ส่วนน้าเออหลางผู้โชคร้ายนั้นทำได้เพียงแต่วิ่งตามมาด่าสามพ่อลูกเท่านั้นเพราะทำอะไรไม่ได้จริงๆ
***