โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

แบงก์ชาติ ยันไทยไร้สัญญาณเงินฝืด -ห่วงครึ่งปีหลัง ลงทุน-ส่งออก ทรุดหนักจากพิษสงครามการค้า

Khaosod

อัพเดต 14 พ.ค. 2568 เวลา 08.15 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. 2568 เวลา 08.15 น.

แบงก์ชาติ ยันไทยไร้สัญญาณเงินฝืด -ห่วงครึ่งปีหลัง ลงทุน-ส่งออก ทรุดหนักจากพิษสงครามการค้า

นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน Monetary Policy Forum 1/2568 ว่าเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง การใช้นโยบายการเงินจึงต้องพิจารณาให้รอบคอบ

โดยเฉพาะการลดดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระดับต่ำที่ 1.75% หากลดลงอีกอาจไม่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก เพราะเมื่อความไม่แน่นอนยังสูง ผู้คนและธุรกิจยังไม่กล้าลงทุนหรือใช้จ่าย ดังนั้นควรเก็บเครื่องมือทางนโยบายไว้ใช้ในเวลาที่จำเป็น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในอนาคต

“ศักยภาพและรูมที่เหลือไม่เยอะมาก ตอนนี้ลดลงมาเหลือ 1.75% และระดับดอกเบี้ยเมื่อต่ำลงแล้ว แรงกระตุ้นเพิ่มเติมจะลดลง ขณะเดียวกันยังต้องเก็บกระสุนไว้เพื่อใช้ในระยะข้างหน้า เพราะยังมีความไม่แน่นอนมาก และการลดดอกเบี้ย ในบริบทนี้ อย่างการลงทุน เมื่อลดดอกเบี้ยไป แต่ยังมีความไม่แน่นอนตอนนี้ คนก็ไม่กล้าลงทุน คนก็ยังไม่กล้าจับจ่าย ผลหรือประสิทธิภาพนโยบายการเงินอาจจะได้ไม่เยอะ”นายปิติ กล่าว

นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. กล่าวว่า ขณะนี้ผลกระทบจากสงครามการค้ายังไม่ชัดเจน แต่เริ่มเห็นการชะลอตัวของการลงทุนจากความไม่แน่นอน โดยผลกระทบจะเด่นชัดในครึ่งหลังของปี 2568 และต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยเฉพาะกลุ่มส่งออกไปสหรัฐอเมริกา และธุรกิจเอสเอ็มอีที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและนำเข้า ภาคการผลิตและส่งออกจำเป็นต้องปรับตัวรับกับโครงสร้างเศรษฐกิจโลกใหม่

ขณะที่ ด้านนโยบายการเงิน ธปท. ปรับลดดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับ เศรษฐกิจ และเงินเฟ้อ และที่ผ่านมา ในการปรับ เป็นการปรับเพื่อให้ผ่อนคลาย เพื่อรองรับกับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าได้ ขณะที่ศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยปีนี้คาดว่าจะต่ำกว่า 3% หากไม่ปรับตัวอาจกระทบศักยภาพระยะยาวได้

ขณะที่เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกยังไม่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้า โดยยังเห็นการเร่งตัวของการส่งออก ทำให้เศรษฐกิจไทยยังขยายตัวได้ในไตรมาสแรก ยังไม่ถึงขั้นถดถอย

นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท. กล่าวว่า แนวโน้มเศรษฐกิจไทยโดยรวมถูกกดดันจากปัจจัยภายนอกประเทศเป็นหลัก และเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นจากความไม่แน่นอนต่างๆ โดยเฉพาะสถานการณ์การค้าโลกที่ยังยากจะคาดการณ์

อย่างไรก็ตาม การที่สหรัฐฯ และจีนสามารถเจรจาและลดหย่อนภาษีเป็นการชั่วคราวนั้น ถือเป็นสัญญาณบวกที่ช่วยคลายความตึงเครียดทางการค้าลง ซึ่งคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยมากกว่าที่ประเมินไว้เล็กน้อย

โดยอานิสงส์จะมาในรูปของการส่งออกที่ดีขึ้น เมื่ออุปสงค์โลกฟื้นตัวหลังการชะลอการขึ้นภาษี และส่งผ่านจากการส่งออกของไทยไปจีน รวมถึงการส่งออกของจีนไปสหรัฐฯ ซึ่งมีการเร่งส่งออกของจีนในช่วง 90 วันนี้

นางปราณี กล่าวว่า ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยอาจได้รับผลกระทบน้อยลงจากการเจรจาของสหรัฐฯ และจีนในแง่ของสินค้าที่จะไหลทะลักเข้ามาในประเทศ และการแข่งขันจากสินค้าจีนในตลาดอื่นๆ ที่น่าจะเบาบางลง เนื่องจากจีนสามารถส่งออกไปยังสหรัฐฯ ได้

"เมื่อเทียบกับผลของการเจรจาและการผ่อนผันภาษีชั่วคราว 90 วันระหว่างสหรัฐฯ และจีนแล้ว มูลค่าที่มีต่อ GDP ของไทยอาจจะไม่มากนัก ประมาณ 0.1% เนื่องจากเป็นการลดภาษีในระยะสั้นเพียง 1 ไตรมาส หลังจากนี้ยังต้องติดตามผลการเจรจา รวมถึงผลกระทบเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ และเมื่อเทียบกับไทยเองด้วย" นางปราณี กล่าว

นางปราณี กล่าวว่า เบื้องต้น ธปท. ประเมินว่าแต่ละภาคส่วนจะได้รับผลกระทบแตกต่างกัน โดยกลุ่มส่งออกที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ ได้แก่ อาหารแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักร ชิ้นส่วนยานยนต์รวมถึงยางล้อ และโลหะ ซึ่งจะได้รับผลกระทบในระดับที่ต่างกัน ขณะที่กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เนื่องจากยังไม่ถูกเก็บภาษี

สำหรับกลุ่มที่น่ากังวลคือ กลุ่มที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้นจากสินค้านำเข้า เช่น เครื่องนุ่งห่มและสิ่งทอ ซึ่งมี เอสเอ็มอีกว่า 1.2 แสนราย จ้างงาน 4.3 แสนคน เฟอร์นิเจอร์ มี เอสเอ็มอีกว่า 1.2 หมื่นราย จ้างงานกว่า 1.5 แสนคน

และเครื่องใช้ไฟฟ้าโดยเฉพาะขนาดเล็ก มี เอสเอ็มอี 5,000 ราย จ้างงาน 1.4 แสนคน ซึ่งจากการพูดคุยกับผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี พบว่า พวกเขาค่อนข้างลำบาก และคาดหวังความช่วยเหลือด้านการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการสวมสิทธิ์ รวมถึงการสนับสนุนด้านเงินทุนเพื่อปรับตัวและการหาตลาดใหม่

ขณะเดียวกัน ต้องติดตามผลการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีน ซึ่งอาจส่งผลต่อภาคส่งออกและการผลิตของไทยในระยะยาว

นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท. เปิดเผยว่า เงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มลดลงต่ำกว่ากรอบเป้าหมายจากราคาน้ำมันโลกและมาตรการช่วยค่าครองชีพของรัฐ อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อระยะกลางยังอยู่ในประมาณ 1.6% ซึ่งอยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 1-3% ทั้งนี้ ยืนยันว่า การที่เงินเฟ้อทั่วไปปรับลดลง ยังไม่ได้มีสัญญาณการหดตัวของราคาสินค้าและบริการที่กระจายเป็นวงกว้างที่สะท้อนภาวะเงินฝืด

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ต้นทุนการระดมทุนลดลง ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนเคลื่อนไหวผันผวนจากนโยบายการค้าโลกเป็นสำคัญ ขณะที่สินเชื่อโดยรวมยังหดตัวและคุณภาพของสินเชื่อยังไม่ปรับดีขึ้น ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลดลงสอดคล้องกับแนวโน้มเศรษฐกิจ และเพื่อรองรับความเสี่ยงด้านต่ำที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งดูแลภาวะการเงินให้เหมาะสมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่เปลี่ยนไป

ทั้งนี้ การปรับนโยบายการเงินได้พิจารณาแนวโน้มเศรษฐกิจไปข้างหน้าแล้ว (outlook dependent) และนโยบายการเงินปัจจุบันอยู่ในระดับผ่อนคลาย ซึ่งจะช่วยรองรับความเสี่ยงในระยะข้างหน้าได้ระดับหนึ่ง

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : แบงก์ชาติ ยันไทยไร้สัญญาณเงินฝืด -ห่วงครึ่งปีหลัง ลงทุน-ส่งออก ทรุดหนักจากพิษสงครามการค้า

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...