โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โบรกชี้สัญญาณเศรษฐกิจอ่อนตัว-กำลังซื้อหด หลังเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่อง 3 เดือน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 09.46 น. • เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 00.00 น.

นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ว่า จากข้อมูลล่าสุดเดือนพฤษภาคม 2568 พบว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยลดลง 0.57%

ซึ่งยังคงอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีอัตราเงินเฟ้อต่ำ โดยอยู่ระดับต่ำอันดับ 6 จาก 137 เขตเศรษฐกิจที่ประกาศตัวเลข อีกทั้งยังต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนจาก 8 ประเทศที่ประกาศตัวเลข ได้แก่ บรูไน มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ เวียดนาม สปป.ลาว

โดยอัตราเงินเฟ้อติดต่อกันต่อเนื่อง 3 เดือน แม้ยังไม่มีสัญญาณเงินฝืด แต่แนวโน้มเดือนกรกฎาคม คาดว่าเงินเฟ้อลดลงอีก อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์ ยังคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ปี 2568 อยู่ระหว่าง 0.0-1.0 (ค่ากลาง 0.5%) ซึ่งเป็นอัตราที่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันนั้น

มองว่าอัตราเงินเฟ้อที่ติดลบอย่างต่อเนื่อง 3 เดือนต่อกัน อาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนกำลังลงแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ในหลายปัจจัย ไม่ว่าจะทั้งด้วยราคาสินค้าที่ลดลง การบริการที่ชะลอตัว หรือเพราะกำลังซื้อที่แย่ลง

สะท้อนถึงสัญญาณความต้องการในประเทศที่กำลังชะลอตัวลง เป็นเหตุให้ในช่วงที่ผ่านมาภาคเอกชนมีการเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ซึ่งในช่วง 6 เดือนแรกของปี 68 นี้ กนง. มีการปรับลดดอกเบี้ยมาแล้วถึง 2 ครั้ง เหลือ 1.75% ในปัจจุบัน

โดยกว่าที่จะเห็นผลจากการลดดอกเบี้ยลงนั้นก็อาจจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 4-6 เดือน เป็นผลให้การประชุมรอบล่าสุด กนง. มีมติคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 1.75% ต่อไป เพื่อรอดูผลในช่วงไตรมาสที่ 3/68 และ 4/68 นี้ จึงจะประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

"อีกปัจจัยที่อาจมีผลต่อการพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยลงในช่วงที่เหลือของปี 68 นี้ คือ ความชัดเจนการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ หากว่าไทยถูกคิดภาษีนำเข้าในระดับที่สูง จะส่งผลสะเทือนต่อระบบเศรษฐกิจในประเทศแน่นอน ดังนั้น กนง. ก็อาจต้องใช้ยาแรงเข้ามาช่วย"

ในแง่ของผลกระทบต่อตลาดหุ้นและบริษัทจดทะเบียน (บจ.) นั้น การอ่อนกำลังลงของเศรษฐกิจย่อมมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยร่วมด้วย และจากแนวโน้มกำลังซื้อที่ชะลอตัว ทำให้หลายอุตสาหกรรมมีความเสี่ยง อาทิ คำสั่งซื้อที่ลดลง ยอดการผลิตน้อย และความต้องการใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมลดลง เป็นต้น

ส่งผลให้มองว่าทั้งหุ้น GPSC และ BGRIM ที่มีสัดส่วนการขายไฟฟ้าให้กับภาคเอกชนอยู่มากอาจต้องเหนื่อยหนักกว่าหุ้นโรงไฟฟ้าตัวอื่นๆ หน่อย ในทางกลับกันหุ้นดรงไฟฟ้าที่มีการขายไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับหน่วยงานรับซื้อไฟฟ้าของรัฐ (สัญญา IPP) มีความน่าสนใจ และสามารถเป็นที่พักเงินได้ในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี ทำให้ RATCH มีความน่าสนใจ

ขณะที่กำลังซื้อที่ชะลอตัวลงนั้น อาจส่งผลกระทบต่อหุ้นค้าปลีกโดยเฉพาะสินค้าฟุ้มเฟือย การใช้จ่ายสินค้าแฟชั่นต่างๆ ที่ลดลง เพราะคนมีเงินน้อยก็ใช้จ่ายน้อยลง และให้ความระมัดระวังในการจัจ่ายมากขึ้น ทำให้ผลการดำเนินงาน CRC ไม่ดีตามไปด้วย

ทั้งนี้ กลยุทธ์การลงทุนอาจต้องกลับไปมองหุ้นที่มีความทนทานในทุกสภาพตลาด ทั้งตลาดขาขึ้นและขาลง (Defensive Stock) เพิ่มมากขึ้น แม้ว่าอัตราการเติบโตรวมถึงผลตอบแทนอาจไม่ได้หวือหวานัก แต่ก็มีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ ปลอดภัยกว่า

โดย 3 กลุ่มหุ้น "Defensive Stock" ที่มีความน่าสนใจ ได้แก่

  • กลุ่มสื่อสาร : แนะนำ ADVANC และ TRUE โดย ADVANC มีกระแสเงินสดที่ค่อนข้างดีกว่าเมื่อเทียบกับ TRUE แต่ TRUE ก็มีจุดเด่นจาก Synergy กับ DTAC อีกทั้งด้วยหนี้สินที่มีค่อนข้างมากในปัจจุบัน มองว่าด้วยอัตราดอกเบี้ยที่เป็นขาลง จะหนุนให้ภาระหนี้ค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงตามไปด้วย
  • กลุ่มค้าปลีกสินค้าอุปโภค-บริโภค : ซึ่งยังคงเป็นสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน แนะนำ CPALL CPAXT และ COM7 แม้ว่าจะเป็นสินค้า IT แต่ก็ไม่ใช่สินค้าฟุ้มเฟือยแบบแฟชั่น อีกทั้งอุปกรณ์ IT โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ยังเป็นเครื่องมือช่วยในการต่อยอดทำมาหากินได้ในปัจจุบัน ทำให้ยังมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง
  • กลุ่มโรงพยายาบาล : มองว่ายังน่าจะถือได้อีกหลายตัว ราคาหุ้นที่ผ่านมาได้สะท้อนปัจจัยเชิงลบไปค่อนข้างมากแล้ว จึงเชื่อว่าได้พ้นจุดต่ำสุดไปแล้ว โดยค่อนข้างมีมุมมองเชิงบวกต่อ BDMS ด้วยมีผลิตภัณฑ์การรักษาโรถที่ครอลคลุมและหลายระดับราคา เหมาะกับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังลดลง และ BCH ที่มีจำนวนโรงพยาบาลหลายแห่ง

อย่างไรก็ตาม ด้วยแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังไม่มีแนวโน้มจะฟื้นตัวได้เร็ว อีกทั้งยังมีปัจจัยการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีความชัดเจนเข้ามากดดัน ทำให้มองว่าความผันผวนทางเศรษฐกิจ รวมถึงตลาดหุ้นไทยยังคงมีอยู่ ดังนั้นทางฝ่ายแนะนำคงเงินสดไว้ 50% และพอร์ตหุ้น 50%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...