โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไทย ..จะรับมืออย่างไรกับภาษีทรัมป์ 36 %

GM Live

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 15.20 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 08.20 น. • เว็บไซต์ว่าด้วยเรื่องราวของผู้ชาย เทรนด์ บทสัมภาษณ์ บทวิเคราะห์ธุรกิจ รถยนต์ Gadget สุขภาพ อัพเดทก่อนใคร

เก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทย

ข่าวใหญ่ที่ทำให้ GM Liveและหลายภาคส่วนต้องสะดุ้ง โดยเฉพาะภาคการส่งออกของไทย จากการประกาศตัวเลขในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยของสหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูง สถานการ์เช่นนี้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ไทย.. จะรับมืออย่างไรกับภาษีทรัมป์ 36 %

และนี่คือบทความที่ทางGM Live เรียบเรียงขึ้นจากมุมมองากหลายผู้คนและหน่วยงานบนเอ็กซ์ (X) ที่น่าสนใจอย่างมาก

ซึ่งการที่สหรัฐอมริกาภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตรา 36% ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่จะถึงนี้นั้น เป็นผลพวงที่มาจากนโยบายภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariff) ซึ่งมุ่งลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับประเทศคู่ค้านั่นเอง

โดยประเทศไทยถูกจัดอยู่ในกลุ่ม"worst offenders" หรือประเทศที่มีพฤติกรรมทางการค้าที่สหรัฐฯ มองว่าไม่เป็นธรรมต่อประเทศของตน เช่น การเก็บภาษีสินค้าสหรัฐฯ ในอัตราสูง การใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี หรือการส่งผ่านสินค้าจากจีนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษี และนี่คือมุมมองต่อนโยบายภาษี 36%และผลกระทบในแง่มุมต่าง ๆ รวมถึงแนวทางรับมือของไทย

มุมมองต่อนโยบายภาษี 36%

มุมมองของสหรัฐฯ : สหรัฐฯ อ้างว่าการขาดดุลการค้ากับไทย (มูลค่าสูงเมื่อเทียบกับการนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ) เป็นภัยต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ การเก็บภาษี 36% จึงเป็นการ "เอาคืน" เพื่อปรับสมดุลการค้า โดยระบุว่าอัตรานี้ยังต่ำกว่าที่จำเป็นในการกำจัดการขาดดุล

ทั้งนี้สหรัฐฯ ยังได้เสนอทางออกให้ไทย เช่น การผลิตสินค้าในสหรัฐฯ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษี หรือการเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งอาจนำไปสู่การเจรจาลดอัตราภาษีได้

ในด้านมุมมองของไทย : รัฐบาลไทย โดยนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร พร้อมทั้ง พิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษตั้งแต่เดือนมกราคม 2568 เพื่อเจรจาต่อรองในการเรียกเก็บภาษีครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม มีความกังวลว่าการเจรจาอาจต้องแลกกับการเปิดเสรีทางการค้ามากขึ้น ซึ่งอาจกระทบผู้ผลิตในประเทศ โดยเฉพาะในภาคยานยนต์ เกษตร และบริการ. โดยสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ระบุว่าไทยยังมีสินค้าบางประเภทที่แข่งขันได้ แม้เผชิญภาษี 36% แต่ต้องประเมินผลกระทบในระยะยาว

ด้านมุมมองของภาคเอกชนและนักวิชาการ : สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) มองว่าภาษี 36% สะท้อนความเสียเปรียบด้านการแข่งขันของไทย โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับเวียดนาม (20%) หรือมาเลเซีย (25%) และหวังให้ทางรัฐบาลไทยเจรจาลดภาษีและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคส่งออก

ในขณะเดี่ยวกันสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เตือนว่าการมุ่งลดภาษีอาจต้องแลกกับการเปิดตลาด ซึ่งอาจกระทบผู้ผลิตในประเทศ และแนะให้บริหารจัดการอย่างรอบคอบ

ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์ เช่น ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย ชี้ว่าเป็น "worst-case scenario" และหากไทยตอบโต้ด้วยการขึ้นภาษี อาจถูกสหรัฐฯ เพิ่มภาษีทบเข้าไปในอัตรา 36%.

ผลกระทบต่อประเทศไทย

ด้านการส่งออก : ภาษี 36% ทำให้สินค้าไทยในสหรัฐฯ มีราคาสูงขึ้น ส่งผลให้เสียเปรียบคู่แข่ง เช่น เวียดนาม ทีถูกเรียกเก็บเพียง20% หรืออินโดนีเซียที่สหรัฐฯ เรียกเก็บ 32% ซึ่งนั้นอาจทำให้สหรัฐฯ หันไปนำเข้าจากประเทศที่มีภาษีต่ำกว่า (Substitution Effect)

และก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์เคยคาดการณ์การส่งออกขยายตัว 10% ในปี 2568 แต่เมื่อมีการเรียกเก็บภาษี 36 % เช่นนี้ทำให้เป้าหมายดังกล่าวแทบเป็นไปไม่ได้ ภาคเอกชนประเมินว่าเศรษฐกิจไทยอาจสูญเสียถึง 9 แสนล้านบาท และอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนัก ได้แก่ ยานยนต์ ซึ่งแรงงานราวประมาณ 7 แสนคน อิเล็กทรอนิกส์ และภาคการเกษตร เนื่องจากกำไรที่ได้ต้องเกินกว่าภาษีเรียกเก็บ 36% เป็นเรื่องท้าทายสำหรับผู้ประกอบการอย่างมาก

ด้านการลงทุน : ภาษีดังกล่าวอาจทำให้การลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยี เช่น ธุรกิจคลาวด์ ชะลอตัว เนื่องจากนักลงทุนอาจมองว่าไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน และการส่งผ่านสินค้าจากจีนผ่านไทยเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอาจถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้น ส่งผลให้การลงทุนในบางภาคส่วนลดลงอีกด้วย

ด้านเศรษฐกิจและการจ้างงาน : การส่งออกที่ลดลงอาจนำไปสู่การปลดพนักงาน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยานยนต์ และส่งผลต่อการเพิ่มอัตราการว่างงานของไทย ซึ่งSCB EIC คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจโลกและไทยอาจชะลอตัวจากนโยบายกำแพงภาษีของสหรัฐฯ หรือIncome Effect ส่งผลให้ GDP ไตรมาส 3 และ4 ของปี 2568 ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน

ด้านภูมิรัฐศาสตร์: รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม จากคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชี้ว่าภาษี 36% ไม่ใช่แค่เรื่องการค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของเกมภูมิรัฐศาสตร์ โดยสหรัฐฯ มองว่าไทยเปิดตลาดให้จีนมากกว่าสหรัฐฯ ซึ่งอาจนำไปสู่แรงกดดันให้ไทยปรับนโยบายการค้าให้สมดุลระหว่างสองประเทศมหาอำนาจ

แนวทางรับมือของไทย

การเจรจา: รัฐบาลไทยเตรียมเจรจารอบที่สองก่อนกำหนดเส้นตาย คือวันที่ 1 สิงหาคม 2568 โดยอาจเสนอให้ลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐฯ บางรายการเป็น 0% เพื่อแลกกับการลดภาษี 36%. และทีมเจรจานำโดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการคลังกำลังหาข้อสรุปเพื่อเยียวยาผู้ส่งออกและปรับโครงสร้างภาษีนำเข้าของไทย.

การกระจายตลาด : สนับสนุนให้ผู้ส่งออกหาตลาดใหม่ เช่น ตะวันออกกลาง หรืออินเดีย เพื่อลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ.

การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ : ทั้งนี้ในส่วนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือ ส.อ.ท. และสภาพัฒน์ได้มีการแนะนำให้ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อเสริมความสามารถในการแข่งขัน เช่น การลงทุนในเทคโนโลยีและนวัตกรรม.

ดังนั้นตัวเลขภาษี 36% ที่สหรัฐฯ เรียกเก็บจากไทยนั้นเป็นการสะท้อนถึงความท้าทายทั้งในด้านการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบหนักต่อการส่งออก การลงทุน และการจ้างงานของไทย โดยเฉพาะในภาคยานยนต์และเกษตร การเจรจากับสหรัฐฯ เพื่อลดอัตราภาษีเป็นทางออกหลัก แต่ต้องระวังเงื่อนไขที่อาจกระทบผู้ผลิตในประเทศ ซึ่งการกระจายตลาดและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจะเป็นกลยุทธ์ระยะยาวเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และรับมือกับความผันผวนในเวทีการค้าโลก

ที่มา : ข้อมูลต่างๆ จากเอ็กซ์ (X)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...