โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จาก เงินโบนัส สู่ ‘สินบนในคราบสิทธิ’ มองผ่านคดีเงินโบนัส อบต.หนองหาน

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 26 มิ.ย. 2568 เวลา 23.00 น.
เจาะคดีเงินโบนัส อบต.หนองหาน เมื่อสิทธิพนักงานถูกแปรเป็นเครื่องต่อรอง เปิดเบื้องลึกการทุจริต และเหตุผลที่ ป.ป.ช. ต้องฟ้องเอง

ในระบบราชการท้องถิ่น หลายคนอาจคิดว่า “โบนัสประจำปี” คือรางวัลเล็ก ๆ ที่ช่วยเติมพลังใจให้กับคนทำงานบริการสาธารณะ แต่ที่องค์การบริหารส่วนตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี เรื่องราวกลับไม่เป็นเช่นนั้น

ปลายปีงบประมาณ 2549 เสียงลือเรื่องการจ่ายโบนัสเริ่มแพร่กระจายไปทั่วสำนักงาน เจ้าหน้าที่บางคนยิ้มรับข่าวดี บางคนกลับเริ่มกังวล เพราะมีเงื่อนไขบางอย่างตามมาด้วย — เงื่อนไขที่ไม่ควรมีในกระบวนการใช้งบประมาณของรัฐ

สิ่งที่ควรเป็น “สิทธิ” ถูกแปรเปลี่ยนเป็น “ของแลกเปลี่ยน” ผู้มีอำนาจกลับใช้โอกาสนี้ในการเรียกรับเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับการอนุมัติสิ่งที่พนักงานควรได้รับอยู่แล้ว

คดีนี้เริ่มจากค่าตอบแทนที่ไม่เป็นธรรม แต่นำไปสู่การสืบสวนเชิงระบบโดย ป.ป.ช. ที่พบโครงสร้างการทุจริตฝังรากลึก และตัดสินใจฟ้องคดีด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้คดีนี้ตกหล่นกลางทางในระบบยุติธรรม

สิทธิพนักงานที่กลายเป็นเครื่องต่อรอง

50,000 บาท คือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้พนักงานได้รับเงินโบนัสที่ควรได้อยู่แล้ว

ในเดือนตุลาคม 2549 พนักงานองค์การบริหารส่วนตำบลหนองหาน จังหวัดอุดรธานี กำลังรอฟังผลการพิจารณาเงินโบนัสประจำปีเหมือนเช่นทุกปีที่ผ่านมา แต่ครั้งนี้ต่างออกไป

ผู้ถูกกล่าวหา คือ นายก อบต.หนองหานในขณะนั้น เสนอ “ค่าธรรมเนียม” 50,000 บาท เพื่อแลกกับการอนุมัติให้ลูกจ้างได้รับเงินโบนัสเต็มตามสิทธิ เงินที่ควรเป็นรางวัลจากการทำงาน กลับกลายเป็นสินค้าที่ต้องจ่ายใต้โต๊ะ

โครงสร้างภายในที่เอื้อให้เกิดการทุจริต

จากการสืบสวนของ ป.ป.ช. พบว่า พฤติการณ์ทุจริตไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ

ผู้ถูกกล่าวหา แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาการจ่ายโบนัส โดยมีตนเองเป็นประธาน และมีปลัด อบต. พร้อมเจ้าหน้าที่อีก 4 คนร่วมเป็นกรรมการ คณะกรรมการดังกล่าวมีอำนาจกำหนดอัตราการจ่ายโบนัสที่แตกต่างกัน เช่น 3 เท่าสำหรับข้าราชการ 2 เท่าสำหรับลูกจ้างภารกิจ และ 1–1.5 เท่าสำหรับลูกจ้างทั่วไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงขั้นตอนการอนุมัติ ผู้ถูกกล่าวหา กลับเรียกร้องเงิน 50,000 บาท โดยอ้างว่าเป็นค่าตอบแทนส่วนตัวในการลงนามคำสั่งเบิกจ่าย ทั้งที่เงินดังกล่าวเป็นสิทธิที่พนักงานควรได้รับตามผลการประเมิน

ต่อรองลับในห้องปิด บนพื้นฐานที่ไม่โปร่งใส

จากบันทึกการสืบสวนของสำนวนคดี พบว่าการเรียกรับเงินมีการหารือกันในหมู่เจ้าหน้าที่ โดยเสนอให้แบ่งเปอร์เซ็นต์โบนัสให้กับผู้บริหารในลักษณะค่าตอบแทนส่วนตัว โดยเริ่มจากเสนอให้ผู้ถูกกล่าวหารับ 5% หรือประมาณ 28,000 บาท แต่เธอไม่พอใจและยืนยันขอ 50,000 บาท พร้อมทั้งชูนิ้ว 5 นิ้วประกอบคำพูดว่า “ถ้าไม่ได้ ไม่ต้องคุยกัน”

เพื่อให้ได้เงินครบตามจำนวน เจ้าหน้าที่บางคนจึงปรับอัตราโบนัสของพนักงานบางกลุ่มให้สูงขึ้นกว่าความเป็นจริง แล้วนำเงินส่วนต่างนั้นคืนให้ผู้บริหารผ่านบัญชีส่วนตัว เป็นการบิดเบือนกระบวนการเบิกจ่ายโดยเจตนา

จากคำร้อง ถึง ขั้นตอนการจับจริง

ป.ป.ช. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งผ่านศูนย์ดำรงธรรม และได้เริ่มกระบวนการสอบสวนโดยรวบรวมหลักฐานทางบัญชี คำให้การของพยาน และเอกสารภายในที่แสดงถึงกระบวนการอนุมัติที่ไม่โปร่งใส แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะปฏิเสธในช่วงแรก แต่ภายหลังก็ยอมรับสารภาพและคืนเงิน 50,000 บาทให้ทางราชการ

ป.ป.ช. ต้องลุยเอง ฟ้องเองเพื่อคุ้มครองกระบวนการยุติธรรม

ทำไมต้องฟ้องเอง?

โดยปกติ คดีทุจริตในระดับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จะถูกส่งต่อให้อัยการเป็นผู้ดำเนินการฟ้องร้องในชั้นศาล แต่ในคดีเงินโบนัส อบต.หนองหาน คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่ามีความจำเป็นต้องใช้อำนาจตามมาตรา 91 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วย ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีด้วยตนเอง

เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ผู้ดูแลคดีอธิบายว่า แม้จำนวนเงินจะไม่สูง แต่พฤติกรรมและบริบทของคดีนี้ชี้ให้เห็น “โครงสร้างความสัมพันธ์เชิงอำนาจ” ที่ไม่ปกติ เพราะผู้มีอำนาจในท้องถิ่นใช้ตำแหน่งเป็นเครื่องต่อรองผลประโยชน์ ขณะที่ผู้ใต้บังคับบัญชาจำนวนหนึ่งมีส่วนร่วมกับกระบวนการดังกล่าว

"พนักงานใต้บังคับบัญชาถูกดึงเข้าสู่ขบวนการทุจริตนี้ แต่เมื่อไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ตกลงกัน จึงหันมาร้องเรียน นี่คือสิ่งที่ ป.ป.ช. มองว่า เป็นวัฒนธรรมองค์กรที่บิดเบี้ยวและไม่ควรเกิดขึ้น"

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครผิด” แต่คือ “ระบบตรวจสอบภายในทำอะไรอยู่” เพราะในบางพื้นที่อิทธิพลของผู้บริหารท้องถิ่นยังครอบคลุมไปถึงกลไกยุติธรรมระดับต้น เช่น ตำรวจ อัยการ หรือหน่วยกำกับท้องถิ่นอื่น ๆ ที่อาจมีความใกล้ชิดกันในเชิงพื้นที่หรือการเมือง

นั่นคือเหตุผลที่ ป.ป.ช. ตัดสินใจไม่ส่งคดีนี้ต่อให้อัยการตามขั้นตอนปกติ แต่เลือก “ลุยเอง” เพื่อปิดช่องโหว่ที่อาจทำให้คดีถูกตีตกหรือประวิงเวลาในระบบยุติธรรม ซึ่งอาจกลายเป็นบทเรียนว่าความผิดเชิงระบบเล็ก ๆ สามารถรอดพ้นการตรวจสอบได้ ถ้าผู้ตรวจสอบ “ไม่ไปถึงที่สุด”

ในมุมหนึ่ง การฟ้องคดีเองคือการปกป้องสิทธิของพนักงานที่ถูกเอาเปรียบโดยตรง แต่ในอีกมุม มันคือการส่งสัญญาณถึงเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทั่วประเทศ ว่า “เครื่องมือทางกฎหมาย” ที่มีอยู่ในมือ ไม่ควรถูกเก็บไว้ใช้แค่กับคดีใหญ่ระดับชาติ แต่ควรถูกใช้เมื่อพบว่ากระบวนการยุติธรรมปกติอาจไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์

คำพิพากษา กับบทสรุปที่มากกว่าตัวบทกฎหมาย

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางพิพากษาจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 6 ปี ฐานเรียกรับเงินและใช้อำนาจโดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 และ 157 ส่วนจำเลยที่ 2 และ 3 มีความผิดตามมาตรา 157 ให้จำคุกคนละ 1 ปี พร้อมโทษปรับ แต่เมื่อจำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพและมีเหตุบรรเทาโทษ ศาลจึงลดโทษให้ครึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 3 ปี และจำเลยที่ 2 และ 3 คนละ 6 เดือน โดยให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และ 3 ไว้ 2 ปี

คำพิพากษาระบุเพิ่มเติมว่า จำเลยที่ 2 และ 3 มีบทบาทแจ้งข้อมูลต่อผู้ว่าราชการจังหวัดเพื่อเปิดทางให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง ทั้งสองถูกลงโทษทางวินัยและออกจากราชการไปแล้ว ขณะที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาแก้ไขโทษจำเลยที่ 1 ในภายหลัง ให้จำคุก 5 ปี ลดจากคำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยอาศัยบทบัญญัติตามมาตรา 78 แห่งประมวลกฎหมายอาญา คดีจึงจบลงด้วยโทษจำคุก 2 ปี 6 เดือนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

แม้โทษจะถูกลดตามกระบวนการยุติธรรม แต่คดีนี้กลายเป็นกรณีศึกษาในมิติที่กว้างกว่าตัวบท เพราะไม่ใช่แค่การลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่คือการเปิดให้เห็นช่องว่างของอำนาจในระบบราชการท้องถิ่น ที่หากไร้กลไกตรวจสอบที่กล้าแสดงออก คำว่า "สิทธิ" ของพนักงาน อาจกลายเป็นเพียง "สิ่งที่ต้องต่อรอง"

บทเรียนจากคดีนี้จึงไม่จบลงที่คำพิพากษา หากแต่เริ่มต้นคำถามว่า ระบบราชการแบบไหนจะทำให้คนกล้าร้องเรียน โดยไม่ต้องรอให้ผลประโยชน์ขัดกันก่อนจึงค่อยเปิดโปงความไม่ชอบธรรม

สิ่งที่ประชาชนพอทำได้ เมื่อพบการทุจริต

ป.ป.ช. แนะนำให้ผู้พบเห็นพฤติกรรมทุจริตร่วมรวบรวมหลักฐาน เช่น เอกสาร ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ พร้อมระบุวัน เวลา สถานที่ และสามารถร้องเรียนโดยไม่ต้องเปิดเผยชื่อ หากเป็นกรณีเร่งด่วน ป.ป.ช. มีทีมเฉพาะกิจตรวจสอบเชิงรุกในทุกภูมิภาค

คดีเงินโบนัส อบต.หนองหาน เป็นเหมือนจุดเล็ก ๆ บนแผนที่ใหญ่ของระบบราชการไทย ที่แสดงให้เห็นว่าอำนาจที่ไม่มีเครื่องค้ำยัน ย่อมเปิดช่องให้เกิดการบิดเบือนได้ง่าย แม้ในเรื่องที่ควรจะชัดเจนและเป็นธรรมที่สุดอย่าง “สิทธิของผู้ปฏิบัติงาน” ก็ยังถูกหยิบมาใช้ต่อรองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว

เมื่อ ป.ป.ช. เลือกใช้มาตรการพิเศษเพื่อดำเนินคดีเอง ไม่ใช่เพียงเพื่อจัดการความผิดเฉพาะราย แต่เป็นการยืนยันว่า ความผิดในระบบที่ดูเล็ก หากปล่อยผ่าน อาจกลายเป็นต้นทางของโครงสร้างที่ไม่ยุติธรรมซ้ำซาก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า “ใครทำ” แต่คือ “จะทำอย่างไรให้การใช้อำนาจไม่อยู่เหนือความถูกต้องในทุกระดับของรัฐ”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...