โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Introvert ก็เก่งได้ เปิดสูตรโกง 8 ข้อพัฒนาตัวเองสู่ความสำเร็จ

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 28 มิ.ย. 2568 เวลา 01.39 น. • เผยแพร่ 28 มิ.ย. 2568 เวลา 08.19 น.

ในที่ทำงาน คนที่มีบุคลิกแบบเก็บตัว (Introvert) มักถูกมองว่า "มีความสามารถน้อยกว่า" คนบุคลิกแบบเปิดเผย (Extrovert)? ลองจินตนาการว่าคุณต้องนำทีม ทำงานได้ดีทุกอย่าง แต่เจ้านายกลับไม่เห็นความสามารถของคุณ เพียงเพราะคุณเงียบกว่า… แต่รู้หรือไหม? นั่นไม่ได้เป็นอุปสรรคเสียทีเดียว เพราะหาก Introvert รู้จักบริหารพลังงานให้ดี ก็สามารถก้าวหน้าและความสำเร็จในอาชีพการงานได้ไม่แพ้ใคร

ทั้งนี้ หากพูดถึงอาชีพหรือสายงานที่ต้องใช้ทักษะด้านสังคมสูง เช่น งานขาย การสอน หรือการดูแลสุขภาพ คนมักนึกถึงบุคลิกแบบมั่นใจ คล่องแคล่ว พูดเก่ง แต่ในความเป็นจริง คนที่ประสบความสำเร็จในอาชีพเหล่านี้ มีจำนวนไม่น้อยที่เป็น “คนเงียบๆ” ซึ่งพวกเขาโดดเด่นเรื่องการคิดวิเคราะห์ลึกซึ้ง มีเวลาทบทวนตัวเอง และสร้างความสัมพันธ์จริงใจแบบตัวต่อตัวได้ดีกว่าคนบุคลิกภาพอื่น

สำหรับคน Introvert มักจะเป็นคนที่มีพลังงานทางอารมณ์ หรือพลังงานในการเข้าสังคมน้อยกว่า Extrovert ซึ่งงานในสังคมที่ทำงานก็อย่างเช่น การประชุม การพูดคุย การนำเสนอ หรือตอบสนองลูกค้า ฯลฯ งานเหล่านี้ล้วนดึงพลังงานจากคนบุคลิกภาพแบบเก็บตัวไปอย่างมาก จนอาจไม่เหลือไปใช้ในการโฟกัสและฟื้นฟูตัวเอง

ดังนั้น หากคนกลุ่มนี้ขาดการดูแลตัวเองที่ดี หรือไม่รู้จักตั้งขอบเขตให้ชัด สิ่งเหล่านี้อาจสะสมจนกลายเป็นความเหนื่อยล้าเรื้อรัง และนำไปสู่ภาวะหมดไฟ (burnout) ได้ในที่สุด

ดร.ซินเทีย เจ. ยัง (Dr.Cynthia J. Young) ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ CJ Young Consulting, LLC ซึ่งเชี่ยวชาญด้านการจัดการความรู้ ที่ปรึกษาทางอาชีพและความเป็นผู้นำ ในฐานะที่เธอก็คน Introvert ที่ต้องทำงานพบปะกับลูกค้าทุกวัน ต้องทำงานเข้าสังคมบ่อยๆ แต่เธอยังคงบริหารจัดการตัวเองได้ดีและเติบโตก้าวหน้าในสายอาชีพ

โดยเธอค้นพบว่า มี 8 กลยุทธ์ ช่วยให้ทั้งเรื่องการทำงาน และแม้แต่ในชีวิตคู่ (ที่มีคู่รักเป็น Extrovert สุดขั้ว) ราบรื่นและให้ประสบความสำเร็จได้ ถ้ารู้จักบริหารพลังงานให้ดี ก็จะสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้นวันทำงานจนถึงเวลาเลิกงานกลับบ้าน ซึ่งเธอได้แชร์เคล็ดลับเหล่านั้น ดังนี้

1. สังเกตสัญญาณเตือนให้เร็ว ก่อนสายเกินไป

คนเก็บตัวมัก “ฝืนเก่ง” เพื่อให้ตอบโจทย์ความคาดหวังของผู้คนในที่ทำงาน แต่การฝืนตลอดเวลาไม่ใช่สิ่งที่ยั่งยืน อาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง หงุดหงิดง่าย สมองตื้อ หรือเกิดหมดสนุกกับสิ่งที่เคยชอบ ล้วนเป็นสัญญาณเริ่มต้นของ burnout

คำแนะนำ: เช็กพลังงานตัวเองทุกวัน ลองถามตัวเองตอนจบวันว่า “อะไรในวันนี้ดูดพลังฉันไป?” “อะไรทำให้รู้สึกมีพลังมากขึ้น?” ลองจดไว้ติดต่อกันสักสัปดาห์ เพื่อดูว่ามีรูปแบบซ้ำๆ หรือเปล่า การรู้จักอารมณ์และพลังงานตัวเองคือก้าวแรกของการป้องกันภาวะหมดไฟ คุณอาจลองขอลางานส่วนตัวบ้าง แทนที่จะหวังแค่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์

2. เคารพจังหวะพลังงานของตัวเอง

คน Introvert ต่างจากคน Extrovert อย่างชัดเจนตรงที่ คนบุคลิกภาพแบบเปิดเผยหากยิ่งเข้าสังคมพวกเขาก็ยิ่งมีพลังงาน ขณะที่คนเก็บตัวจะชาร์จแบตพลังงานตนเองได้จากความเงียบและเวลาส่วนตัว

คำแนะนำ: วางแผนเวลาสำหรับการอยู่เงียบๆ กับตัวเองไว้ในตารางงาน ก่อนที่จะรู้สึกหมดแรงในวันนั้นๆ อาจจะแบ่งเวลาไว้สัก 15-30 นาที เพื่อเป็นเวลาส่วนตัวเหมือนเป็นนัดสำคัญ แล้วใช้เวลาเหล่านั้นไปเดินเล่น ฟังเพลง ดูหนังสตรีมมิ่งสักครู่ หรือกินข้าวเงียบๆ ฯลฯ ในช่วงเวลาสั้นๆ เหล่านี้จะช่วยให้ระบบประสาทสงบลง บูสต์สมองและความคิดให้กลับมาเฉียบคมชัดเจน

3. ตั้งเกราะป้องกันการทำงานแบบเข้าสังคม

เนื้องานบางงานมีความคาดหวังให้พนักงานร่วมกิจกรรมหลังเลิกงานมากมาย จนทำให้ Introvert รู้สึกหมดแรงโดยไม่จำเป็น

คำแนะนำ: คุณสามารถไปร่วมงานหรือกิจกรรมเหล่านั้นได้ แต่ไม่จำเป็นต้องอยู่จนจบ โดยเฉพาะงานนอกเวลางาน ถ้าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเชิงธุรกิจ อาจต้องอยู่จนจบ แต่ถ้าเป็นงานสังสรรค์ทั่วไป แค่ทักทายเจ้าภาพ พูดคุยกับคนสองคน แล้วขอตัวกลับอย่างสุภาพก็พอ ไม่มีใครจดเวลาว่าคุณอยู่นานแค่ไหน แต่เขาจะขอบคุณที่คุณ “มาให้เกียรติ”

4. บริหารพลังงานของตนเอง ไม่ใช่เวลา

การจัดการเวลาอาจทำให้คนคิดว่า ยิ่งอัดงานในตารางมากๆ ก็ยิ่งทำงานได้มาก มี Productivity มาก แต่สำหรับคนเก็บตัว ตัวแปรที่สำคัญไม่ใช่ “เวลา” แต่คือ “พลังงาน”

คำแนะนำ: วางงานที่ต้องใช้พลังทางสังคมไว้ช่วงพีคของพลังงาน (เช่น ช่วงสายถึงบ่ายต้นๆ) ส่วนงานที่ต้องใช้สมาธิ เช่น เขียน คิด วิเคราะห์ ให้จัดไว้ช่วงบ่ายแก่ๆ อย่าฝืนทำงานหนักหลังจากประชุมทั้งวัน พลังงานคุณจะหมดก่อนที่จะได้ทำงานให้เสร็จเป็นชิ้นเป็นอัน

5. ตั้งขอบเขตการทำงานแบบนุ่มนวลแต่ชัดเจน

หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้คนเก็บตัวหมดไฟเร็วที่สุด คือการตอบรับ “ใช่” กับการทำงานทุกอย่าง เพราะกลัวเสียภาพความร่วมมือในทีม หรือกลัวว่าเป็นคนไม่มีประสิทธิภาพในการทำงาน

คำแนะนำ: ฝึกการปฏิเสธอย่างมืออาชีพ เช่น “ยินดีช่วยนะ แต่ขอทำอีกงานให้เสร็จก่อนได้ไหม” หรือ “ขอตอบพรุ่งนี้ได้ไหม จะได้ตั้งใจโฟกัสเต็มที่” หรือ “ขอโทษจริง ๆ วันนั้นมีนัดเลยไปงานไม่ได้” ฯลฯ เป้าหมายไม่ใช่การตัดขาดจากทีม แต่คือการปกป้องพลังงาน เพื่อให้คุณอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มที่ เมื่อถึงเวลาที่สำคัญจริงๆ

6. สร้างภาพลักษณ์แบบเงียบๆ ตามสไตล์คุณ

คนที่มีความโดดเด่นในที่ทำงานไม่ได้แปลว่า ต้องเป็นคนพูดจาเสียงดังเสมอไป แต่คนเก็บตัวก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกให้ทีมได้ ผ่านบทสนทนาแบบลึกๆ ที่มีเป้าหมาย และใช้ความคิดอย่างรอบคอบ

คำแนะนำ: แชร์ผลงานหรือความเห็นของคุณผ่านการเขียน ใช้การสื่อสารแบบมีโครงสร้างเพื่อแสดงคุณค่าให้ชัดเจน ลองขอคุยกับหัวหน้าอย่างเป็นระบบ เช่น ขอให้ช่วยประเมินผลงานทุกเดือน แทนการรอให้เขา “สังเกตเห็น” ผลงานของคุณจากการพบกันแบบไม่เป็นทางการ

7. วางแผนฟื้นฟูพลังงานอย่างจริงจัง

ก็เหมือนนักกีฬามืออาชีพที่ต้องมีวันหยุดพัก หลังจากทุ่มเวลาให้การซ้อมอย่างหนัก ชาว Introvert ก็ต้องมี "จังหวะถอย" ที่ชัดเจนเช่นกัน เพื่อให้กลับมามีพลังในวันถัดไป ไม่อย่างนั้น ความเครียดจะสะสมแบบไม่รู้ตัว และกลายเป็นหมดแรงจนเบิร์นเอาท์ตามมา

คำแนะนำ: สร้างกิจกรรมเล็กๆ ที่ช่วยให้คุณ “ปิดโหมดทางสังคม” ของแต่ละวัน เช่น เดินเล่น อาบน้ำ เขียนบันทึก หรือเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดสบายๆ ฯลฯ โดยต้องทำให้เป็นกิจวัตรสม่ำเสมอ ให้สมองรู้ว่า “หมดวันแล้ว” หรืออาจเลือกขับรถกลับบ้านเส้นทางไกลขึ้น เพื่อมีเวลาคิดอะไรคนเดียว

8. มองหาสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับคุณ

ถ้างานที่ทำอยู่ “ดูดพลัง” คุณตลอดเวลา อาจไม่ใช่เพราะเนื้องาน แต่เป็นเพราะ “สภาพแวดล้อม” ไม่เหมาะกับสไตล์ของคุณ

คำแนะนำ: ลองคุยกับหัวหน้าเรื่องความยืดหยุ่น เช่น ลดจำนวนการประชุม ขอวันทำงานจากบ้านมากขึ้น หรือใช้วิธีทำงานแบบไม่ต้องออนไลน์พร้อมกัน (asynchronous) หากกำลังมองหางานใหม่ ลองถามให้แน่ชัดถึงวัฒนธรรมการประชุม และการสื่อสารในทีม

โดยสรุปคือ การเป็นคน Introvert ไม่ได้แปลว่า คุณไม่มีพลังหรือจะไม่ประสบความสำเร็จในอาชีพการงาน แต่เป็นคนที่มักจะมีพลังแห่ง “ความนิ่ง” ที่หาได้ยากในสังคมวุ่นวาย เช่น ความสงบ การโฟกัส ความเห็นอกเห็นใจ และความรอบคอบ สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นคุณสมบัติสำคัญในหลกหลายสายงาน

เพียงแต่… คนบุคลิกภาพแบบนี้ พวกเขาต้องการการดูแลและบริหารพลังงานภายในที่แตกต่างจากคนทั่วไป อย่างไรก็ตาม คนเก็บตัวไม่ควรมองว่าการดูแลตัวเองคือความเห็นแก่ตัว เพราะมันคือวิธีเดียวที่จะทำให้คุณยังคงอยู่ตรงนั้น เพื่อคนอื่นได้อย่างดีที่สุด โดยที่ยังเป็นตัวของตัวเองได้
อ้างอิง: Forbes

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...