โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

4 คดีร้อนสะเทือน “แพทองธาร” แม้ไม่ลาออกแต่อาจไปต่อไม่ได้

สยามรัฐ

อัพเดต 22 มิ.ย. 2568 เวลา 03.09 น. • เผยแพร่ 22 มิ.ย. 2568 เวลา 02.24 น.

เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2568 ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “ดร.ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันสุจริตไทย” ระบุให้จับตา “4 คดีสำคัญ” ที่อาจทำให้รัฐบาลนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ แม้จะไม่ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็ตาม

คดีที่ 1: คดีชั้น 14 – ผู้นำตัวจริงหนีคุก แต่นายกฯ-รัฐมนตรีร่วมทำผิด?

คดีชั้น 14 คือหนึ่งในคดีสำคัญที่สุดที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีสถานะเป็น “ผู้นำตัวจริง” ตามการมองของหลายฝ่าย โดยเนื้อหาคดีเกี่ยวพันกับการใช้อำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่รัฐโดยมิชอบ อันเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในระดับสูง

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอาจมีการพิจารณาบทบาทของนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีบางคนที่เกี่ยวข้องกับการร่วมวางแผน แทรกแซง หรือสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมละเมิดกฎหมายร่วมกับเจ้าหน้าที่รัฐ

ผลกระทบทางการเมือง:

หากศาลชี้ว่ามีการกระทำผิดจริง อาจนำไปสู่การวินิจฉัยเพิกถอนสิทธิทางการเมือง และกลายเป็น “หลักฐานสำคัญ” ที่ฝ่ายค้านใช้เคลื่อนไหวในสภาและนอกสภาเพื่อเรียกร้องให้ยุบรัฐบาล ยิ่งตอกย้ำภาพลักษณ์ว่านางสาวแพทองธารเป็นเพียง “ตัวแทน” ของนายทักษิณในการบริหารประเทศ

คดีที่ 2: คดี มาตรา 144 - แก้ไขงบประมาณโดยมิชอบ

คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568 ซึ่งมีการกล่าวหาว่ามีการเสนอแก้ไขรายการงบประมาณในลักษณะที่ เอื้อประโยชน์ส่วนตัวหรือพรรคพวก โดยไม่ผ่านกระบวนการตรวจสอบอย่างรอบด้าน

รัฐธรรมนูญมาตรา 144 ห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือคณะรัฐมนตรี เปลี่ยนแปลงรายละเอียดงบประมาณหากมีผลเอื้อประโยชน์ส่วนตนหรือพวกพ้อง หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าการแก้ไขดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญจริง ก็อาจนำไปสู่ การพ้นจากตำแหน่งของ ครม. ชุดที่ 2 ทั้งคณะ

ผลกระทบทางการเมือง:

สถานะของรัฐบาลชุดปัจจุบันอาจพ้นสภาพโดยปริยาย โดยไม่ต้องรอนายกรัฐมนตรีลาออก หาก ส.ส. หรือ ส.ว. ถูกชี้ว่ามีความผิด อาจถูกตัดสิทธิเลือกตั้ง และเสียที่นั่งในสภา กลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญเรื่องความโปร่งใสในการบริหารงบประมาณแผ่นดิน

คดีที่ 3: คดี ส.ว.ยื่นปลดนายกฯ - ขัดหลักสุจริตและมั่นคงชาติ

คดีนี้เกิดจากกรณีที่ สมาชิกวุฒิสภาหลายรายร่วมกันยื่นคำร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้พิจารณาว่านางสาวแพทองธาร มีพฤติกรรมที่เข้าข่ายขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160 และมาตรา 170 กล่าวคือ “ไม่สุจริต” และ “ไม่รักษาผลประโยชน์ของชาติ”

จุดเริ่มต้นของคำร้องมาจากกรณีคลิปเสียงเจรจาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งมีเนื้อหาที่อาจเข้าข่าย ผิดกฎหมายความมั่นคงและละเมิดหลักการทูต ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และลดทอนความน่าเชื่อถือของรัฐบาลไทย

ผลกระทบทางการเมือง:

หากศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่านายกฯ กระทำการขัดหลักสุจริตจริง จะส่งผลให้ต้องพ้นจากตำแหน่งทันที อาจกลายเป็น “จุดเปลี่ยน” ที่ฝ่ายค้านและภาคประชาชนใช้เรียกร้องให้ “รีเซ็ต” การเมืองใหม่ ยิ่งทำให้ตำแหน่งของนางสาวแพทองธารในฐานะนายกฯ “ชั่วคราวหรือเปราะบาง” มากขึ้น

คดีที่ 4: คดีอาญาจากคลิปเสียง - เจรจาอริราชศัตรู

คดีนี้เป็นการยื่นฟ้องโดยกลุ่มรวมพลังแผ่นดินต่อศาลอาญา โดยอ้างว่าพฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีแพทองธารในการเจรจากับสมเด็จฮุน เซน เข้าข่ายกระทำการเป็นภัยต่อความมั่นคงของราชอาณาจักร

หัวใจของข้อกล่าวหาอยู่ที่เนื้อหาคลิปเสียง ซึ่งบางช่วงอาจตีความได้ว่า นายกรัฐมนตรีให้คำมั่นหรือหารือเรื่องผลประโยชน์กับบุคคลที่อาจเข้าข่ายเป็น “อริราชศัตรู” ตามมาตรา 113 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นข้อหาอุกฉกรรจ์ที่เกี่ยวข้องกับการทรยศต่อประเทศ

ผลกระทบทางการเมือง:

หากศาลอาญารับฟ้องคดีนี้ จะถือเป็น คดีประวัติศาสตร์ที่นายกรัฐมนตรีต้องขึ้นศาลในระหว่างดำรงตำแหน่ง ภาพลักษณ์รัฐบาลจะได้รับความเสียหายรุนแรงทั้งในประเทศและระดับนานาชาติ อาจกระตุ้นให้เกิดการ ชุมนุมประท้วงในวงกว้าง และเร่งการเปลี่ยนผ่านทางอำนาจ

รัฐบาลเดินหน้าไม่ได้ แม้แพทองธารไม่ลาออก

ทั้ง 4 คดีที่กล่าวมาข้างต้นล้วนมีน้ำหนักทางกฎหมาย และศาลที่เกี่ยวข้องอยู่ในระดับสูงสุดของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลอาญา

หากเพียง 1 ใน 4 คดีได้รับการวินิจฉัยว่า “มีมูลความผิด” ผลลัพธ์ที่ตามมาอาจรุนแรงถึงขั้นทำให้รัฐบาลต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือแม้แต่ทำให้สถานะของนางสาวแพทองธารในฐานะนายกฯ “สิ้นสุดลงตามกฎหมาย”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ในสถานการณ์เช่นนี้ การไม่ลาออกของนายกรัฐมนตรี อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เพราะแม้ไม่ยุบสภา กลไกตุลาการและรัฐธรรมนูญ ก็สามารถ “บีบบังคับให้รัฐบาลยุติบทบาท” ได้

แนวโน้มและความเป็นไปได้ทางการเมือง

1. รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะยิ่งอ่อนแอลง เมื่อเจอแรงกดดันจากคดีความ และการชุมนุมของประชาชน

2. พรรคร่วมรัฐบาลบางพรรคอาจถอนตัว หากมองว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่มีอนาคตและจะดึงตนเองให้ตกต่ำไปด้วย

3. ฝ่ายค้านอาจยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพิ่มแรงกดดันทางการเมืองควบคู่กับคดีความในศาล

4. ผู้มีอำนาจนอกรัฐบาล เช่น กองทัพ หรือสถาบันตุลาการ อาจแสดงบทบาทมากขึ้นในการประคับประคองประเทศไม่ให้เข้าสู่ความวุ่นวาย

รัฐบาลแพทองธารอยู่ใน “กับดักทางกฎหมาย”

เมื่อดูจากบริบทของทั้ง 4 คดี จะเห็นได้ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนางสาวแพทองธาร กำลังเผชิญกับ “กับดักทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญ” ที่ซับซ้อนยิ่งกว่าแรงกดดันจากฝ่ายค้านหรือมวลชนเสียอีก

การไม่ลาออก อาจไม่ใช่ความกล้าหาญหรือความมั่นคงทางการเมือง แต่เป็นเพียงการประวิงเวลาในขณะที่กลไกทางกฎหมายกำลังค่อย ๆ รัดแน่นขึ้น

ดังนั้น แม้นางสาวแพทองธารจะไม่ลาออก แต่หากหนึ่งในสี่คดีมีมติจากศาลให้มีความผิดจริง รัฐบาลนี้ก็อาจ “ไปต่อไม่ได้” อย่างที่ ดร.ดิเรกฤทธิ์ เตือนไว้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...