ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ย 2 ครั้งติด สัญญาณเศรษฐกิจชะลอตัว | เงินทองของจริง
Ch7HD News - ข่าวช่อง7
อัพเดต 30 มิ.ย. 2568 เวลา 09.54 น. • เผยแพร่ 30 มิ.ย. 2568 เวลา 08.54 น. • TEROASIAเมื่อวันที่ 30 เมษายน ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ประกาศลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายจากร้อยละ 2.00 เป็น 1.75 ลดลงร้อยละ 0.25 ซึ่งถือเป็นการปรับลดครั้งที่ 2 ติดต่อกัน การลดดอกเบี้ยครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจที่กำลังเผชิญความท้าทายและแนวทางการรับมือที่คนไทยควรเตรียมตัว
สาเหตุหลักของการลดอัตราดอกเบี้ย
การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายถึง 2 ครั้งติดกันเป็นสัญญาณชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์นโยบายการค้าของสหรัฐและการตอบโต้ของประเทศเศรษฐกิจหลัก ส่งผลให้ภูมิทัศน์ทางเศรษฐกิจ การเงิน และการค้าโลกเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบในหลายด้าน ได้แก่:
- จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง
- อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย
- สินเชื่อรวมหดตัวเล็กน้อย
- คุณภาพสินเชื่อปรับด้อยลง โดยเฉพาะสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อธุรกิจ
ผลกระทบจากการลดอัตราดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจ
การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในหลายมิติ:
1. ผลกระทบต่อพฤติกรรมการออมและการลงทุน
เมื่อธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ธนาคารพาณิชย์จะลดดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ตามไปด้วย ส่งผลให้ประชาชนลดการออมและนำเงินออกมาใช้จ่ายในเศรษฐกิจ ขณะที่ภาคธุรกิจสามารถขยายการลงทุนได้มากขึ้นเนื่องจากต้นทุนการกู้ยืมลดลง
2. การเพิ่มขึ้นของเงินเฟ้อ
เมื่อคนจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ดัชนีราคาจะเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องขึ้นค่าจ้างและการปรับราคาสินค้าและบริการในภาคธุรกิจ
3. การเพิ่มขึ้นของการลงทุนเพื่อเก็งกำไร
เนื่องจากการฝากเงินให้ผลตอบแทนที่ต่ำ ประชาชนจึงหันไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้นเพื่อให้เงินงอกเงย
ปัญหากับดักสภาพคล่อง (Liquidity Trap)
สถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยอาจติดกับดักสภาพคล่อง ซึ่งมีลักษณะดังนี้:
- ประชาชนและธุรกิจเลือกถือเงินสดไว้มากกว่าการลงทุน
- ธนาคารพาณิชย์ไม่กล้าปล่อยสินเชื่อเพราะกลัวหนี้เสีย
- แม้จะมีสภาพคล่องสูงแต่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนได้มาก
วิธีแก้ไขคือการกระตุ้นให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น โดยอาจต้องมีโครงการค้ำประกันสินเชื่อจากภาครัฐ
วิธีรับมือกับเศรษฐกิจชะลอตัว
1. เตรียมเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน
ในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว ควรมีเงินสำรองเผื่อฉุกเฉิน 6-12 เดือน เพื่อรองรับสถานการณ์ตกงาน การเจ็บป่วย และค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิด
2. จดบันทึกรายได้และค่าใช้จ่าย
การบริหารเงินที่ดีต้องเริ่มจากการมีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่าย การจดบันทึกจะช่วยให้ทราบสถานะทางการเงินที่แท้จริง
3. บริหารหนี้ให้ดี
ไม่ควรมีหนี้ที่ต้องผ่อนชำระเกิน 50% ของรายได้ต่อเดือน โดยการผ่อนชำระที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 30-40% ของเงินเดือน
4. จัดพอร์ตการออมและการลงทุน
แบ่งการลงทุนตามระยะเวลา:
- ระยะสั้น (6-12 เดือน): เน้นการออมที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย
- ระยะกลาง (2-3 ปี): ลงทุนในเครื่องมือที่มีความเสี่ยงปานกลาง
- ระยะยาว (5 ปีขึ้นไป): ลงทุนเพื่อการเกษียณและการสร้างความมั่งคั่งระยะยาว
5. ปรับตัวให้เข้ากับภาวะเศรษฐกิจ
หลายอาชีพต้องปรับตัวรับมือกับเศรษฐกิจชะลอตัว เช่น ผู้ประกอบการค้าขายอาจต้องเปลี่ยนมาค้าขายผ่านออนไลน์เพิ่มเติม เพื่อลดต้นทุนค่าเช่าพื้นที่หน้าร้าน
สถานการณ์เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอนและเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การเตรียมความพร้อมและวางแผนบริหารจัดการเงินที่ดีล่วงหน้าทั้งด้านรายจ่าย หนี้ การออม และการลงทุน จะช่วยให้มีความยืดหยุ่นในการใช้จ่ายและสามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทยเป็นมาตรการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ประชาชนควรเตรียมตัวรับมือและปรับแผนการเงินส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป
พบกับ "โคชหนุ่ม" และ "ทิน โชคกมลกิจ" ได้ใน "เงินทองของจริง" ทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 8.30-8.40 น. ทางช่อง 7HD กด 35 และช่องทางออนไลน์ TERO Digital
รับชมผ่าน YouTube ได้ที่