ศาลอุทธรณ์สหรัฐ ไฟเขียว “ทรัมป์” เดินหน้าขึ้นภาษีนำเข้าทั่วโลกชั่วคราว
ศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐฯ อนุญาตให้รัฐบาล ทรัมป์ ใช้มาตรการภาษี “Liberation Day” และภาษีตอบโต้จีน–เม็กซิโกต่อไปได้ ด้านศาลนัดพิจารณาคดี 31 ก.ค. ชี้คดีนี้สำคัญต่อการใช้อำนาจของประธานาธิบดีในเวทีการค้าโลก
วันที่ 11 มิถุนายน 2568 เวลา 07.17 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ศาลอุทธรณ์กลางสหรัฐ (US Court of Appeals for the Federal Circuit) มีคำสั่งเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา อนุญาตให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินหน้าบังคับใช้มาตรการเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลก (global tariffs) ต่อไปได้เป็นการชั่วคราว ซึ่งถือเป็นชัยชนะสำคัญในหนึ่งในนโยบายเศรษฐกิจเอกลักษณ์ของทรัมป์
คำสั่งดังกล่าวมีขึ้นเพื่อขยายระยะเวลาการผ่อนผันก่อนหน้านี้ให้กับฝ่ายบริหาร ในขณะที่คดียังอยู่ระหว่างการอุทธรณ์คำตัดสินของศาลล่างเมื่อเดือนที่แล้ว ซึ่งได้ตัดสินให้ยกเลิกมาตรการเก็บภาษีดังกล่าว โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐให้เหตุผลว่า ความจำเป็นในการเจรจาการค้าที่ยังดำเนินอยู่มีความสำคัญมากกว่าความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ภาคธุรกิจขนาดเล็กกล่าวอ้าง
ศาลได้จัดให้คดีนี้อยู่ในกระบวนการเร่งด่วน โดยให้เหตุผลว่าเป็น“ประเด็นที่มีความสำคัญเป็นพิเศษ” พร้อมนัดพิจารณาคดีในวันที่ 31 กรกฎาคมนี้ อย่างไรก็ตาม ศาลมิได้อธิบายเหตุผลอย่างละเอียดในการตัดสินใจครั้งนี้ เพียงระบุว่า ฝ่ายรัฐบาลได้แสดงหลักฐานเพียงพอว่าการระงับคำสั่งของศาลล่างไว้ชั่วคราวนั้น “สมควร” แล้ว และไม่มีผู้พิพากษาคนใดแสดงความเห็นแย้ง
ข้อพิพาทในศาลการค้าระหว่างประเทศ
รัฐบาลทรัมป์ได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ หลังจากที่ศาลการค้าระหว่างประเทศ (US Court of International Trade) ตัดสินเมื่อเดือนก่อนว่า ทรัมป์ใช้อำนาจตามกฎหมายฉุกเฉินอย่างไม่เหมาะสมในการออกมาตรการเก็บภาษีนำเข้า หากไม่มีคำสั่งแทรกแซงจากศาลสูงสุดของสหรัฐ คาดว่าภาษีนำเข้าดังกล่าวจะยังคงมีผลบังคับใช้อีกหลายเดือนในระหว่างที่คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์
คำสั่งศาลล่าสุดมีขึ้นก่อนหน้าที่มาตรการพักเก็บภาษี (pause) ระยะเวลา 90 วันของทรัมป์จะหมดอายุในวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งหากไม่มีข้อตกลงทางการค้าใหม่หรือขยายเวลาเพิ่มเติม อัตราภาษีของสหรัฐต่อสินค้านำเข้าจากหลายประเทศจะพุ่งสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น สินค้าจากสหภาพยุโรปอาจถูกเก็บภาษีสูงถึง 50%
ภาคธุรกิจเตือนผลกระทบ – ฝ่ายบริหารยืนยันอำนาจการทูต
บริษัทผู้นำเข้าไวน์ในนิวยอร์ก V.O.S. Selections Inc. และบริษัทอื่น ๆ ระบุว่ามาตรการภาษีดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนสูงขึ้น ยอดขายลดลง และอาจนำไปสู่การล้มละลาย ขณะที่ฝ่ายบริหารแย้งว่าการยับยั้งมาตรการภาษีจะกระทบต่อการทูตของสหรัฐและล่วงละเมิดอำนาจประธานาธิบดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ
นอกจากนี้ ยังมีรัฐที่นำโดยพรรคเดโมแครตจำนวนหนึ่งเข้าร่วมฟ้องร้องรัฐบาลในประเด็นนี้ด้วย
ภาษี “วันปลดแอก” และอำนาจภายใต้กฎหมายฉุกเฉินปี 1977
ภาษีที่เป็นข้อพิพาทในคดีนี้ครอบคลุมถึงภาษีนำเข้า 10% ของทรัมป์ มาตรการ “Liberation Day” เมื่อวันที่ 2 เมษายน และมาตรการเฉพาะที่ใช้กับจีน แคนาดา และเม็กซิโก ซึ่งอ้างว่าเป็นการตอบโต้กรณีการค้ายาเฟนทานิล ฝ่ายบริหารอ้างอำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act ปี 1977 (IEEPA)
อย่างไรก็ตาม คณะผู้พิพากษาสามคนของศาลการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งมาจากการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดีทรัมป์ บารัค โอบามา และโรนัลด์ เรแกน มีมติว่า กฎหมายดังกล่าวมิได้ให้อำนาจประธานาธิบดีใช้ภาษีตามอำเภอใจ และยังชี้ว่า การกล่าวอ้างถึง “ภาวะฉุกเฉิน” ทางการค้าและยาเสพติดของทรัมป์ไม่มีน้ำหนัก เนื่องจากทนายของรัฐบาลเองยอมรับว่าภาษีเหล่านี้ถูกใช้เพื่อ “กดดัน” ระหว่างการเจรจา มากกว่าที่จะตอบโต้ภัยคุกคามจริง
ภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ ไม่ได้รับผลกระทบ
มาตรการภาษีเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์ของทรัมป์นั้นใช้อำนาจภายใต้กฎหมายคนละฉบับ และไม่ได้รับผลกระทบจากคำพิพากษาของศาลการค้าครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารยังคงแสดงความมั่นใจต่อสาธารณะว่า ภาษีส่วนใหญ่ยังสามารถดำเนินการต่อไปได้โดยใช้กลไกอื่น
ตลาดการเงินทั่วโลกยังคงผันผวนตั้งแต่ทรัมป์ประกาศใช้ภาษีแบบ “ตอบโต้” (reciprocal levies) ผ่านคำสั่งฝ่ายบริหารเมื่อวันที่ 2 เมษายน โดยมูลค่าตลาดหลายล้านล้านดอลลาร์ถูกลบและฟื้นกลับสลับกัน ท่ามกลางกระแสข่าวเจรจาการค้ากับจีนที่มีทั้งความคืบหน้าและถอยหลัง
หมายเลขคดี: V.O.S. Selections v. Trump, 25-1812, US Court of Appeals, Federal Circuit
อ้างอิง : bloomberg.com