เตรียมตั้งโฆษก ตอบโต้ “ฮุนเซน” โพสต์โซเชียลรายวัน
พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะหัวหน้าทีมไทยแลนด์ ซึ่งนายกรัฐมนตรีตั้งขึ้นเพื่อให้ติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดเผยว่า ขณะนี้คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการเฉพาะกิจชุดนี้ ยังอยู่ระหว่างการร่างคาดว่าจะเรียบร้อยในช่วงบ่ายวันนี้ จากนั้นจะมีการเชิญประชุม ซึ่งจะทราบว่าแต่ละหน่วยงานจะส่งใครมาเป็นผู้แทน หรือปลัดกระทรวงจะมาเอง และหารือแนวทางในการทำงาน ซึ่งตนไม่ใช่ผู้กำหนด
ส่วนมาตรการในการปรับลดกำลังทั้งสองฝ่ายที่จะมีการพูดคุย คณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ในช่วงสิ้นเดือนนี้ ก็คงต้องมีการหารือกันในที่ประชุม แต่ที่คิดเอาไว้ก่อนการทำงานของศูนย์นี้เป็นการบูรณาการและขับเคลื่อนงานเฉพาะหน้า เช่น กรณีเมื่อวันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน กัมพูชาประกาศไม่ให้รถบรรทุกผลไม้จากไทยข้ามแดน ต้องเร่งแก้ไขปัญหาทันที หากปล่อยให้หน่วยงานคิดเองจะใช้เวลานาน ซึ่งตอนนั้นตนได้เสนอไปยัง นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมให้ประสานกับกระทรวงพาณิชย์ในการช่วยรับซื้อผลไม้ เรือเชิญชวนให้ภาคเอกชนมารับซื้อ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินการอยู่ รวมถึงรับทราบและติดตามงานที่ต้องใช้ระยะเวลานาน เช่น การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ไทย – กัมพูชา, ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ซึ่งจะต้องหารือว่าจะทำอย่างไรเพราะศูนย์นี้ไม่ควรอยู่นาน ไม่ควรเกิน 1 เดือน เนื่องจากมีแต่ระดับหัวหน้าหน่วยงาน ถ้าอยู่นานจะกระทบงานปกติของหน่วยงานนั้น โดยจะรีบทำให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด
พล.อ.ณัฐพลกล่าวว่า จะมีการแต่งตั้ง พล.ร.ต.สุรสันต์ คงศิริ รองโฆษกกองทัพไทย มาเป็นโฆษกของศูนย์นี้เพื่อทำหน้าที่แถลงข่าวทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะมีความเข้าใจทางด้านมิติความมั่นคง ซึ่งในโลกโซเชียลมีประเด็นทุกวัน ให้เราจึงต้องชี้แจงในประเด็นต่าง ๆ เหล่านั้นให้ประชาชนเข้าใจไม่ใช่แค่เฉพาะในประเทศ แต่สมเด็จ ฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชาและอดีตนายกรัฐมนตรี ก็โพสต์ทุกวัน ดังนั้นเราต้องชี้แจงทุกวัน และจะเริ่ม แถลงข่าวได้ในวันพรุ่งนี้ รวมถึง จะมีการประชุม ทุกวันในเวลา 09.30 น.
ส่วนศูนย์นี้จะมีการทำงานแบบ ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า คล้ายแต่ไม่เหมือนเสียทีเดียว เพราะ ศบค. เน้นแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเดียว แต่ศูนน์แห่งนี้มีงานเฉพาะหน้าที่ต้องแก้ไข แต่ที่ไม่เหมือนคือกระบวนการบางอย่าง เช่น คือ กระบวน JBC และ ICJ ยืนยันว่าจะไม่เข้าไปก้าวการความรับผิดชอบของหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งในการร่างคำสั่งได้ขอความร่วมมือ ไปยังหัวหน้าหน่วยงาน ว่าไม่จำเป็นต้องมาเอง แต่ขอเป็นคนที่ตัดสินใจได้ เพราะหากเข้ามาประชุมเพื่อรับทราบและไปรายงานต่อจะทำให้เสียเวลา
เมื่อถามว่า ศูนย์แห่งนี้จะไม่พิจารณามาตรการตอบโต้ หรือการยกระดับมาตรการต่างๆ ช่วยหรือไม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ไม่ถึงขนาดนั้น หากเป็นมาตรการที่สามารถตกลงใจกันได้ ก็สามารถทำได้ แต่ที่ผ่านมาเรามีการพูดคุยกันมาโดยตลอด ศูนย์แห่งนี้จึงถูกตั้งขึ้นเพื่อทำให้มีรูปแบบเป็นทางการ ซึ่งอำนาจไม่ได้อยู่ที่ศูนย์แต่จะต้องมีการพิจารณาเพื่อเสนอนายกรัฐมนตรีให้อนุมัติดำเนินการ
“ทางรัฐบาลกัมพูชาเขาขอร้อง อยากให้ทางไทยชี้แจงทำความเข้าใจ กับสื่อ ประชาชน หรือยูทูบเบอร์ ไม่ให้นำเสนอข่าวที่ทำให้คนเกลียดชังกัน เราจึงอธิบายกลับไปว่า ประเทศไทยเป็นระบอบประชาธิปไตย เราให้เสรีภาพกับสื่อ และประชาชนที่จะเสนอข่าวได้ การควบคุมของเมื่อสามารถทำได้ เราต่างจากกัมพูชาที่เขาสามารถควบคุมได้ เป็นเสียงเดียวออกมา แต่ประเทศไทยจะมีความหลากหลาย ซึ่งก็อยู่กันแบบนี้มานานแล้ว แต่เราก็จะพยายามขอความร่วมมือ เมื่อได้รับหน้าที่แล้ว ก็ขอให้คิดให้ดี ว่าคนกัมพูชาทั้งประเทศคิดแบบนี้หรือเปล่า ที่เหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เป็นโดยคนทั้งประเทศหรือเปล่า แต่เราไปสร้างความเกลียดชังทั้งหมด น่าจะไม่ถูกต้อง ฝากให้ไปคิด”
เมื่อถามว่าที่จังหวัดสระแก้วห้ามคนไทยเดินทางข้ามไปกาสิโนฝั่งกัมพูชา เป็นมาตรการตอบโต้ใช่หรือไม่ พล.อ.ณัฐพล ชี้แจงว่า เป็น 1 ใน 4 มาตรการเรื่องการเปิด-ปิดด่าน ยืนยันว่า เราเปิดด่านตลอดเวลา เพียงแต่กำหนดเวลาเปิด - ปิด จึงไม่อยากให้ใช้คำว่าปิดด่าน เพราะทางฝ่ายกัมพูชาหยิบไปเป็นประเด็น ยืนยันว่าเราคิดถึงความเดือดร้อนของประชาชนทั้งสองฝั่ง เพราะเขาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในปัญหาเรื่องดังกล่าว ถึงแม้ว่า คนของกัมพูชาจะเชื่อทางฝั่งสมเด็จฮุนเซน ก็เป็นเรื่องของเขา แต่ก็มองว่า ชาวกัมพูชาอีกส่วนหนึ่งไม่น่าจะมีความคิดเช่นนั้น ขอวิงวอนให้สื่อฯ ลงข้อมูลให้ครบถ้วน ไม่เช่นนั้นตนก็จะโดนโจมตี ว่าเป็นคนไทยหัวใจเขมรเหมือนที่ผ่านมา.