โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

รพ.หัวใจกรุงเทพ ทุ่มงบดันยอดโต 5-10% ชี้ครึ่งหลังปี 68 ธุรกิจเฮลท์แคร์ชะลอตัว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 17 มิ.ย. 2568 เวลา 20.40 น. • เผยแพร่ 17 มิ.ย. 2568 เวลา 19.15 น.

นพ. เกรียงไกร เฮงรัศมี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า สถานการณ์ธุรกิจเฮลท์แคร์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลงอย่างชัดเจน ภาพรวมโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยน่าจะอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน อาจสังเกตได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนนี้เป็นต้นไป ที่คาดวาจะมียอดผู้ใช้บริการลดลงถึงประมาณ 20-30%

ปัจจัยสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้ใช้บริการโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศและต่างประเทศ จำนวนนักท่องเที่ยวก็มีผลต่อธุรกิจเช่นเดียวกัน โดยโรงพยาบาลในเครือ BDMS ได้เตรียมแนวทางรับมือ สร้างกลยุทธ์การรับมือและโอกาส พัฒนา Training บุคลากรและองค์กรให้แข็งแกร่ง เพิ่มสัดส่วนลูกค้าที่ใช้บริการผ่านประกันสุขภาพมากขึ้น ร่วมกับหลายบริษัทประกันที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี

ผู้ป่วยของ BDMS คิดสัดส่วนเป็นชาวต่างชาติประมาณ 30% ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(CLMV - กัมพูชา, ลาว, เมียนมา, เวียดนาม) โดดเด่นและเติบโตเร็วที่สุด ถัดมาคือ ยุโรป อเมริกา, สวีเดน, ออสเตรเลีย และจีนประปราย สร้างสัดส่วนรายได้ (Revenue Share) ประมาณ 45% กลุ่มคนไข้อีก 70% จะเป็นคนไทย สร้างรายได้ประมาณ 55%

"โรงพยาบาลในเครือ BDMS ถือว่าสามารถสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้าได้ในระดับหนึ่ง การเติบโตโดยรวมประมาณ 7% ไตรมาส 1/2568 มีกำไรมากกว่า 4,000 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2567 ผู้ใช้บริการยังบอกต่อและพึงพอใจในการรักษาที่เทียบเท่ากับการแพทย์ทางฝั่งตะวันตกได้ ขณะที่ราคาถูกกว่า 3-5 เท่า บุคคลากรก็มีความใส่ใจ ดูแลอย่างเป็นมิตร ความเชี่ยวชาญของแพทย์เฉพาะทางมีความโดดเด่น เช่น บุคลากรโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ"

เฉพาะของโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ในปี 2567 ที่ผ่านมามีจำนวนผู้ป่วยรวมมากกว่า 1.3 แสนราย แบ่งเป็นคนไทย 8 หมื่นราย และต่างชาติมากกว่า 5 หมื่นราย อัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ตั้งเป้าไว้ว่าเฉลี่ยทั้งปี 2568 จะเติบโตประมาณ 5-10% ตามที่คาดการณ์ไว้ โดยมีรายได้เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้ป่วยทั้ง OPD และ IPD ทั้งเน้นย้ำการรักษาด้วยคุณภาพซึ่งเป็นจุดแข็งที่สำคัญ

นพ. เกรียงไกร กล่าวว่า ในปี 2568 โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ได้ทุ่มงบลงทุนมากกว่า 10 ล้านบาท เสริมเทคโนโลยีเครื่องมือการผ่าตัดด้สนเทคนิคใหม่ ผ่าตัดหัวใจ MICS CABG หรือการผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจผ่านแผลขนาดเล็กโดยไม่ต้องผ่าเปิดช่องอก และ Totally 3D Endoscopic Valve Surgery หรือการผ่าตัดซ่อมหรือเปลี่ยนลิ้นหัวใจแผลเล็กผ่านกล้อง 3 มิติ รองรับทั้งกลุ่มผู้ป่วยคนไทย และกลุ่ม Medical Tourism ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากการผ่าตัดใหญ่

"ปัจจุบันคนไทยมีแนวโน้มป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้น จากไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ควบคุมได้ยาก ทั้งกินอาหารเค็ม ขนมหวาน โรคอ้วนลงพุง สูบบุหรี่ รวมถึงปัจจัยสำคัญอย่าง PM 2.5 ที่คาดว่าสามารถทำให้เกิดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า รวมถึงโรคหลอดเลือดสมองและมะเร็งปอด มีงานวิจัยที่เชียงใหม่ศึกษาผู้ป่วยกว่า 3 หมื่นคน ติดตาม 3 ปี พบว่าอัตราการเพิ่มของมะเร็งปอดและโรคหัวใจเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะผู้สูงวัย 60-65 ปี และยังมีแนวโน้มผู้ป่วยอายุน้อยลงในรายที่มีกรรมพันธุ์"

ด้านผู้ป่วยต่างชาติ ก็มีแนวโน้มป่วยโรคหัวใจเพิ่มขึ้นไม่ต่างจากคนไทย โดยเฉพาะผู้ป่วยจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีกำลังซื้อสูง สามารถส่งต่อการรักษามายังประเทศไทยได้ รวมถึงกลุ่ม Expat (ชาวต่างชาติที่พำนักในไทย) ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการมองหาคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าในประเทศบ้านเกิด แต่อาจชะลอตัวในบางกลุ่มตามสถานการณ์ทางการเมือง เช่น ไทย-กัมพูชา แต่ผลกระทบในระยะสั้นยังไม่ชัดเจนมากนัก ซึ่งในประเทศกัมพูชาก็มีโรงพยาบาลกรุงเทพอยู่ด้วย (พนมเปญ) ต้องรอดูความชัดเจนของสถานการณ์ต่อไปในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยโรคหัวใจกว่า 50% จะค่อย ๆ แสดงอาการและมีเวลาให้รักษาได้ แต่อีก 50% อาจไม่มีอาการมาก่อนและเกิดอาการรุนแรงเฉียบพลัน จากสถิติของโรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ พบจำนวนผู้ป่วย OPD รวมเฉลี่ย 1 แสนคนต่อปี ส่วนผู้ป่วย IPD มีสัดส่วนประมาณ 10-20% ของ OPD หรือ 1-2 หมื่นคน โดยค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดเบื้องต้นเฉลี่ย 8 แสนบาท - 1 ล้านบาท ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของเคสและโรคประจำตัวร่วมด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...