นักลงทุนเทขายพันธบัตรทั่วโลก “บอนด์สหรัฐ-ญี่ปุ่น-เยอรมนี” พุ่งสูงสุดในรอบหลายปี หวั่นปัญหาการคลังสหรัฐ
แรงเทขายในพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกเร่งตัวขึ้น หลังภาษีทรัมป์-เครดิตสหรัฐสั่นคลอนความเชื่อมั่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ-ญี่ปุ่น-เยอรมนีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี
วันที่ 22 พฤษภาคม 2568 เวลา 16.28 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า Rong Ren Goh ผู้จัดการพอร์ตลงทุนตราสารหนี้จาก Eastspring Investments กล่าวว่า การปรับลดอันดับเครดิตหรือการออกงบประมาณที่เสี่ยงจะขาดดุลเพิ่มเติม มักทำให้นักลงทุนวิตกเกี่ยวกับสถานะการคลัง และต้องประเมินความเสี่ยงของตราสารหนี้ระยะยาวใหม่
แม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะไม่สามารถโน้มน้าวสมาชิกพรรครีพับลิกันที่ไม่เห็นด้วยให้สนับสนุนร่างกฎหมายภาษีฉบับใหญ่ ซึ่งอาจทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐเพิ่มขึ้นถึง 3-5 ล้านล้านดอลลาร์ แต่ร่างกฎหมายนี้ก็ดูเหมือนจะกระตุ้นให้เกิดแรงเทขายในตลาดพันธบัตรทั่วโลก
Vishnu Varathan กรรมการผู้จัดการ Mizuho Securities กล่าวว่า “ตลาดไม่ได้มองว่า ‘บิลภาษีสุดงดงาม’ ของทรัมป์นั้นงดงามเลย …พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (USTs) ถูกเทขายอย่างรุนแรง”
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี ทะลุระดับ 5% เป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2566 และขณะนี้อยู่ที่ 5.088% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี ก็ปรับตัวขึ้นมากกว่า 0.15% ตั้งแต่ต้นสัปดาห์
แรงเทขายในพันธบัตรสหรัฐเกิดขึ้นต่อเนื่องจากการไหลออกของนักลงทุนจากสินทรัพย์อเมริกันในเดือนเมษายน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะ ความเชื่อมั่นที่ลดลงในความน่าเชื่อถือของสินทรัพย์สหรัฐ ครั้งก่อน นักลงทุนขายพันธบัตรสหรัฐ และหันไปถือพันธบัตรของญี่ปุ่นและเยอรมนี แต่ครั้งนี้เกิดแรงเทขายพร้อมกันในหลายตลาดหลักทั่วโลก
ทั้งนี้แรงเทขายพันธบัตรระยะยาวในแต่ละประเทศเกิดจากปัจจัยเฉพาะ แต่มีจุดร่วมคือ ความกังวลต่อเส้นทางการคลังที่เลวร้ายลง Rong Ren Goh กล่าวว่า “นักลงทุนเริ่มประเมินเบี้ยความเสี่ยง (term premium) ใหม่ในการถือพันธบัตรระยะยาว”
- พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 40 ปี ให้ผลตอบแทนแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.689%
- ส่วนพันธบัตรอายุ 30 ปี อยู่ใกล้ระดับสูงสุดเช่นกันที่ 3.187%
- และพันธบัตรอายุ 10 ปี ก็ปรับขึ้น 9 จุดเบส เป็น 1.57% ตั้งแต่ต้นสัปดาห์
Bank of America ระบุว่า สาเหตุหลักของการปรับขึ้นในญี่ปุ่นเป็นเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทประกันชีวิตที่เคยซื้อพันธบัตรระยะยาวจำนวนมากเพื่อให้สอดคล้องกับกฎเกณฑ์ด้านความมั่นคงทางการเงิน ขณะนี้ได้หยุดซื้อไป เพราะบรรลุเป้าหมายตามกฎระเบียบแล้ว
นอกจากนี้แนวโน้มที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะขึ้นดอกเบี้ย ท่ามกลางปัญหาการคลังของประเทศ ก็เป็นอีกปัจจัยที่เร่งแรงเทขาย Varathan กล่าวเสริมว่าการเทขายในพันธบัตรญี่ปุ่นยังส่งผลต่อพันธบัตรสหรัฐโดยเมื่อพันธบัตรญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจขึ้น ก็ทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นยิ่งถอนเงินจากพันธบัตรสหรัฐ
โดยพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี (Bunds) ก็เผชิญแรงขายเช่นกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี เพิ่มขึ้นกว่า 0.12% และพันธบัตรอายุ 10 ปี ขึ้นมากกว่า 0.06%
Philip McNicholas, นักกลยุทธ์ประจำ Robeco กล่าวว่า “การยกเลิกกฎเบรกหนี้ของเยอรมนี (debt brake) พร้อมกับท่าทีเดินหน้าสร้างกองทัพในยุโรป สะท้อนถึงการสิ้นสุดของยุคเข้มงวดด้านการคลัง และมุมมองใหม่ต่อการเติบโตของภูมิภาค เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้เกิดแรงเทขายในตลาด”
Varathan จาก Mizuho Securities กล่าวเสริมว่าเยอรมนีเผชิญปัญหาการขาดดุลงบประมาณ ในเชิงโครงสร้าง ซึ่งกดดันพันธบัตรระยะยาวต่อเนื่อง
Steve Sosnick, หัวหน้านักกลยุทธ์ Interactive Brokers กล่าวว่า “ตอนนี้นักลงทุนไม่ค่อยสนใจพันธบัตรระยะยาวเท่าไรเลย” โดยเสริมว่า ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อโลก ก็เป็นตัวทำลายความน่าสนใจของตราสารหนี้ระยะยาวอีกด้วย โดยทั่วไปพันธบัตรระยะสั้นจะได้รับอิทธิพลจากนโยบายธนาคารกลาง ส่วนพันธบัตรระยะยาวถูกกำหนดโดยความคาดหวังของนักลงทุนต่อเศรษฐกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตามพันธบัตรของบางประเทศตลาดเกิดใหม่กลับไม่เป็นไปตามกระแสนี้ โดยผลตอบแทนกลับลดลง พันธบัตรรัฐบาลอินเดียและจีนอายุ 10 ปี มีผลตอบแทนลดลงเล็กน้อย เนื่องจากตลาดเหล่านี้มีลักษณะพึ่งพาภายในประเทศสูง และมี การควบคุมเงินทุน (capital controls)
Philip McNicholas กล่าวว่า “ปัจจัยภายนอกและนักลงทุนต่างชาติมีผลต่อเส้นอัตราผลตอบแทน (yield curve) ของจีนและอินเดียน้อยกว่าประเทศอื่น โดยอินเดีย พันธบัตร 10 ปี ลดลงประมาณ 0.02% ด้านจีน พันธบัตร 10 ปี ลดลงเล็กน้อยเช่นกัน”
อ้างอิง : cnbc.com