โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเลิกจ้างครั้งใหญ่ มากกว่า 1,300 คนพ้นตำแหน่ง

เดลินิวส์

อัพเดต 12 ก.ค. 2568 เวลา 10.51 น. • เผยแพร่ 12 ก.ค. 2568 เวลา 00.27 น. • เดลินิวส์
เจ้าหน้าที่มากกว่า 1,300 คน ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ทั้งนักการทูตและข้าราชการพลเรือน ต้องพ้นจากตำแหน่ง ตามมาตรการเลิกจ้างของรัฐบาลกลาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 12 ก.ค. ว่า แหล่งข่าวในกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐเปิดเผยว่า ข้าราชการพลเรือน 1,107 คน และเจ้าหน้าที่การทูตประจำต่างประเทศ 246 คน พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อวันศุกร์

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นประมาณ 3 วัน หลังศาลฎีกามีคำพิพากษาเปิดทางให้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถเดินหน้ามาตรการลดจำนวนบุคลากรในหน่วยงานรัฐ ด้วยเหตุผลเพื่อประหยัดงบประมาณ

ด้านสมาคมบริการต่างประเทศอเมริกัน (เอเอฟเอสเอ) ซึ่งเป็นสหภาพแรงงานที่เป็นตัวแทนของเจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวว่า "การทำลายผลประโยชน์ของชาติอย่างร้ายแรง" พร้อมทั้งวิจารณ์ว่า ขณะที่โลกกำลังเผชิญกับความไม่มั่นคงอย่างมาก ด้วยสงครามที่กำลังดำเนินอยู่ในยูเครน ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน และระบอบเผด็จการที่กำลังทดสอบขอบเขตของระเบียบระหว่างประเทศ สหรัฐกลับเลือกลดจำนวนกำลังคนด้านการทูตแนวหน้า

อย่างไรก็ตาม นายมาร์โก รูบิโอ รมว.การต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ซึ่งเป็นกระทรวงแรกของประเทศ "มีขนาดใหญ่เกินไป" และควรลดจำนวนบุคลากรลง 15%

อนึ่ง ก่อนการเลิกจ้างครั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐมีเจ้าหน้าที่ราว 80,000 คน โดยมีเพียงประมาณ 17,700 คนเท่านั้น ซึ่งประจำการอยู่ในประเทศ

ส่วนเดอะ วอชิงตัน โพสต์ รายงานเพิ่มเติมว่า บุคลากรซึ่งต้องพ้นจากตำแหน่งในรอบนี้ ได้รับแจ้งหนังสือลาออกทางอีเมล โดยทุกคนเข้าสู่กระบวนการพักงานทันที ซึ่งเจ้าหน้าที่การทูตจะพ้นจากตำแหน่งภายใน 120 วัน หลังได้รับแจ้ง และเจ้าหน้าที่พลเรือนจะพ้นจากตำแหน่งภายใน 60 วัน.

เครดิตภาพ : AFP

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...