สหรัฐแพ้เกมยาว เจ้าสัวธนินท์ มองสงครามการค้า "ไม่สะเทือน" ซี.พี.
‘เจ้าสัวธนินท์’ หรือธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานอาวุโส บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ให้สัมภาษณ์กับทางนิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) เตือนว่าสหรัฐอาจเสียตำแหน่งมหาอำนาจโลกไป หากประเทศต่าง ๆ แห่ถอนการลงทุนออกจากพันธบัตรสหรัฐ ท่ามกลางการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรแบบกวาดล้างโดยโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ประธานาธิบดีสหรัฐ
ระหว่างการสัมภาษณ์ที่กรุงโตเกียว เมื่อวันศุกร์ที่ 9 พฤษภาคม 2025 ที่ผ่านมา เจ้าสัวธนินท์ในวัย 86 ปีกล่าวว่า สงครามการค้ามีผลกระทบต่อเครือเจริญโภคภัณฑ์เพียงเล็กน้อย เนื่องจากยุทธศาสตร์สำคัญของบริษัท คือการผลิตและขายสินค้าภายในประเทศ และเน้นนำเข้าเครื่องจักรในการผลิตจากญี่ปุ่นมากถึง 80%
ภาษีชนะระยะสั้น แต่สหรัฐจะแพ้ในระยะยาว
เจ้าสัวธนินท์พูดถึงการบังคับใช้ภาษีอย่างเอาแน่เอานอนไม่ได้ของสหรัฐอเมริกา ภายใต้นโยบายอเมริกาต้องมาก่อน หรือ “America First” ว่าเป็นการเอาเปรียบประเทศคู่ค้า และสร้างความปั่นป่วนต่อการค้าเสรี ภายใต้มาตรฐานสากลซึ่งครั้งหนึ่งสหรัฐเคยเป็นผู้นำ
อย่างไรก็ตาม สถานะดังกล่าวอาจไม่ยั่งยืนอีกต่อไป โดยเจ้าสัวธนินท์ชี้ว่า “มาตรการภาษีจะเป็นเพียงชัยชนะในระยะสั้นสำหรับทรัมป์ แต่ในระยะยาว อเมริกาจะเป็นฝ่ายพ่ายแพ้”
พันธบัตร จุดอ่อนสำคัญของสหรัฐ
ถึงแม้ว่าสหรัฐจะมีหนี้สาธารณะสูงกว่า 30 ล้านล้านดอลลาร์ (ราว 987 ล้านล้านบาท) แต่ธนบัตรสหรัฐยังคงเป็นเครื่องมือการลงทุนที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ซึ่งรัฐบาลสหรัฐควรรักษาความเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกไว้ ด้วยเหตุนี้ นักธุรกิจชั้นนำของไทยจึงตั้งคำถามว่า “หากทรัมป์ยังพยายามจะคว่ำการค้าโลกต่อไป ใครเล่าจะมาลงทุนในหลักทรัพย์ของสหรัฐ”
ไม่เพียงเท่านั้น ญี่ปุ่นในฐานะผู้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐรายใหญ่สุดของโลก เจ้าสัวธนินท์ชี้ว่าสามารถใช้เป็น ‘ไพ่ตาย’ ในการต่อรองการค้ากับทางสหรัฐได้เลย “ญี่ปุ่นสามารถต่อรองกับทางสหรัฐได้ ว่าจะไม่ซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอีกต่อไป และอาจลดการถือครองด้วย”
ทั้งนี้ คัตสึโนบุ คาโต้ (Katsunobu Kato) รัฐมนตรีคลังญี่ปุ่นชี้แจงก่อนหน้านี้ว่า รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีเจตนาใช้พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเป็นเครื่องมือในการต่อรองการค้าแต่อย่างใด
แนะใช้อาเซียนเป็น ‘มาร์เก็ตเพลซ’
ขณะที่มาตรการภาษีสหรัฐกำลังแผ่ปกคลุมไปทั่วบรรยากาศการค้าโลก เจ้าสัวธนินท์ชี้ว่าเป็นโอกาสสำคัญของญี่ปุ่น ในการเสริมสร้างพันธมิตรทางเศรษฐกิจอันแข็งแกร่งในภูมิภาค “ญี่ปุ่นควรมองชาติอาเซียนเป็นมาร์เก็ตเพลซ โดยให้ผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่นสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็กในภูมิภาค ซึ่งยังมีการเติบโตทางเศรษฐกิจและประชากร”
แม้จะมีความสามารถด้านเทคโนโลยีอันยอดเยี่ยม แต่เจ้าสัวธนินท์ชี้ว่าจุดอ่อนสำคัญคือ ญี่ปุ่นเป็นชาติอนุรักษนิยม และไม่เต็มใจที่จะขยายการเติบโตในระดับโลก ญี่ปุ่นตัดสินใจช้าเกินไป ไม่กล้าเสี่ยง และกลัวการเปลี่ยนแปลง ซึ่งไม่ว่าอย่างไร “ทุกการลงทุนย่อมมีความเสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้”
ในทางกลับกัน เจ้าสัวธนินท์เองก็ประกาศถึงความพร้อมในการสนับสนุนสตาร์ตอัพด้านการเกษตรจากญี่ปุ่น เพื่อสำรวจความเป็นไปได้ในการร่วมมือ โดยทางด้าน ซี.พี. กรุ๊ป (CP Group) กำลังนำนวัตกรรมต่าง ๆ มาปรับใช้กับธุรกิจต่าง ๆ ในเครือ “นี่เป็นยุคสมัยแห่งนวัตกรรม และการปฏิรูปอย่างต่อเนื่อง เราจะหยุดอยู่กับที่ไม่ได้”
ที่ผ่านมา ซี.พี. กรุ๊ป ยกระดับความสัมพันธ์ทางการค้ากับอิโตชู (ITOCHU) บริษัทเทรดดิ้งชั้นนำของญี่ปุ่นนับตั้งแต่ปี 2014 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม อิโตชูประกาศในเดือนเมษายนว่าจะขายหุ้นของ ซี.พี.ทั้งหมดภายในปีงบประมาณปัจจุบันที่จะสิ้นสุดในเดือนมีนาคม 2026 เช่นเดียวกันกับทาง ซี.พี.ที่จะขายหุ้นอิโตชู ทั้งนี้ ทั้งสองบริษัทประกาศว่าจะยังคงเป็นหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ต่อไป
เจ้าสัวธนินท์เป็นบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดตามการจัดอันดับของฟอร์บส์ (Frobes) ในปี 2025 ด้วยมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ 12,500 ล้านดอลลาร์ (ราว 411,000 ล้านบาท)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สหรัฐแพ้เกมยาว เจ้าสัวธนินท์ มองสงครามการค้า “ไม่สะเทือน” ซี.พี.
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net